โปรดให้ฉันเป็น

โปรดให้ฉันเป็นสายลม พัดผ่านยามหน้าร้อน
โปรดให้ฉันเป็นสายน้ำ ชุ่มชื้นเมื่อไหลผ่าน
โปรดให้ฉันเป็นหยาดฝน โปรยลงมาเพื่อดับกระหาย
โปรดให้ฉันเป็นแสงแดด ส่องประกายเธอให้งดงาม

ขอเธอโปรดเป็นต้นไม้ใหญ่ ให้ฉันมีความหมายเมื่ออยู่เคียงเธอ

โอบกอดฉัน

โอบกอดฉันประหนึ่งโลกทั้งใบของฉันคือคุณ

ประทับรอยจูบบนหน้าผากฉันประหนึ่งปัญหาทุกอย่างหายไปแล้ว

ให้น้ำตาของฉันไหลบนบ่าของคุณ ลูบหัวฉันประหนึ่งทุกอย่างจะปลอดภัยเมื่อฉันอยู่ในอ้อมกอดของคุณ

บอกฉันว่าไม่เป็นอะไรตราบที่คุณอยู่ตรงนี้

แล้วทุกอณูของร่างกายฉันจะเป็นของคุณ

เรื่องสั้นประจำวันที่ 22 สิงหาคม 2562

This story is available in English.

มองออกไปนอกหน้าต่าง เธอเห็นฝนหล่นเป็นสาย

เธอสะพายกระเป๋า มองออกไปนอกอาคารอีกที เดินกลับบ้านท่ามกลางสายฝน

ใช่ว่าเธอไม่มีร่มในกระเป๋า–เธอพกร่มเสมอ แค่ไม่อยากใช้มัน เธอไม่รู้ว่าการไม่กางร่มของเธอจะทำให้เธอได้สัมผัสเม็ดฝนเย็นฉ่ำ หรือจะทำให้ทั้งตัวเธอเปียกปอน ไม่รู้ว่าจะทำให้คืนนี้เธอนอนหลับฝันดี หรือจะทำให้เธอต้องเป็นหวัดในวันรุ่งขึ้น

เธอรู้แค่เธอพร้อมจะรับทุกผลการตัดสินใจจากการไม่กางร่ม

ฝนเย็นสัมผัสผิวหนัง บางเม็ดสัมผัสบนหัวเธอ ไหลตามทางสู่ปลายเส้นผม เธอยิ้ม


เธอตื่นเช้าเหมือนเช่นเคย กระแอมลำคอ ไม่รู้ว่าป่วยหรือไม่

เธอตัดสินใจหยิบแมสก์ใส่ไปทำงาน คิดในใจว่าแมสก์ชิ้นนั้นคือสัญลักษณ์แห่งการยอมรับการตัดสินใจของเธอเอง

แค่ใต้แมสก์แผ่นนั้น รอยยิ้มจากเมื่อวานยังคงอยู่ และแทบไม่จางหาย

เรื่องสั้นประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2562

เขาอ่านข่าวตอนเช้า, จริงๆ จะเรียกว่าอ่านข่าวก็ไม่ได้เต็มปาก แม้ว่าจุดประสงค์ของเขาในการเลื่อนผ่านหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย จะเป็นเพื่ออ่านข่าวก็ตาม

นิ้วหยุดที่พิกเซลบนจอซึ่งเรียงตัวเป็นข่าวหนึ่ง สายตาเบิกโพลง


เขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมขาวที่เริ่มแซมบนหัวของเขาบ่งบอกถึงอายุที่ก้าวไป, ผ่านโลกมามาก ผ่านร้อนผ่านหนาว และผ่านเรื่องราว
เขาละมือจากคัตตีซาร์คแก้วนั้น หยิบดินสอจรดกระดาษ ในใจไม่รู้ว่าเรื่องสั้นว่าการสอดแนมบนโลกอินเทอร์เน็ตจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าคนอ่านจะชอบหรือไม่

เขาเขียนไปได้อีกสองสามบรรทัด หยิบกระดาษในมือลงเครื่องย่อยกระดาษ จะมีประโยชน์อะไรในการแต่งเรื่องสั้นนี้อีก ในเมื่อข่าวหนึ่งที่เขาเพิ่งอ่าน–ใช่แล้ว ข่าวที่ทำให้เขาเบิกตาโพลงนั่นแหละ–ตรงกับพล็อตเรื่องสั้นที่เขาเพิ่งเขียน

น่าตลกดีที่เรื่องสั้นของเขาช่างหมองหม่น แต่กลับกลายเป็นจริงในเร็ววันจนเขาคาดไม่ถึง
เขาวางดินสอ หยิบกระดาษแผ่นใหม่ จิบคัตตีซาร์คก่อนเริ่มจรดปากกาลงไปบนกระดาษเปล่าสีนวล


กระดาษเรื่องสั้นเรื่องที่หกของเขาถูกโยนลงเครื่องย่อยกระดาษ

เขาแยกไม่ออกว่าอะไรจริงหรือไม่จริง, น่าตลกที่เรื่องสั้นของเขา แม้จะพยายามเขียนให้หมองหม่นขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับกลายเป็นเรื่องจริงไม่ว่าจะดูไม่น่าเชื่อแค่ไหนก็ตาม

แม้หัวเสียแต่เขากลับขำตัวเองในใจ, หรือจริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นผู้หยั่งรู้–รู้ด้วยประสบการณ์ของเขาเองว่าความมืดมนต่างก็เป็นไปได้แม้ว่าจะฟังดูหลุดโลกเสียเพียงใด

สายลมพัดผ่านเขา, ความคิดหยุดชะงัก

เขาหยิบกระดาษขึ้นมา เขียนโครงเรื่องสั้นเรื่องใหม่ แต่งแต้มจนกลมกล่อม ชื่นชมตัวเองว่าเป็นหนึ่งในพล็อตเรื่องสั้นที่มืดมิดและหมองหม่นที่สุดที่เขาเคยเขียน

เขาเปิดโปรแกรมประมวลผลคำ พิมพ์หัวข้อด้วยฟอนต์ตัวหนาว่า “เรื่องสั้น” พลางชะงักไปพักหนึ่ง

เขาลบหัวข้อนั้น และเปลี่ยนข้อความตัวดำหนานั้นเป็นคำว่า “หัวข้อวิจัย”

หวังในใจว่าพล็อตเรื่องสั้นนั้นจะดี

Beamer tips: overlay for every item in `itemize`

Most of the time when I’m dealing with my slides, it’s very common to do this:

\begin{itemize}
    \item<1-> This is an item
    \item<2-> This is another item
\end{itemize}

This, however, is very time consuming, and I just recently found a tip: just pass the overlay specification into the itemize environment itself!

\begin{itemize}[<+->]
    \item This is an item
    \item This is another item
\end{itemize}

Observe the <+->, which tells the overlay to increment the pause count onwards.

However, I still do have some personal problem: I preferred the items not to be shown any in the very first slide (Beamer’s normal behaviour, to my understanding, is to show the first item on the first slide). In other words, I wanted to pause since the very first item.

This does the job neatly:

\begin{itemize}[<+(0)->]
    \item This is an item
    \item This is another item
\end{itemize}

ก่อนนอนคืนสุดท้าย

“ถ้ารู้ว่าหลังจากคุณนอนครั้งนี้คุณจะไม่ตื่นนอนอีกเลย ก่อนนอนคุณจะทำอะไร”

“เลือกชุดมารีดและแขวนหน้าตู้ ขัดรองเท้าหนัง”

“มีประโยชน์อะไรในเมื่อคุณจะไม่ได้ใส่มันอีก”

“ขอผู้คนโปรดจดจำว่าผมรีดเสื้อและขัดรองเท้าทุกวัน”

ครึ่งชีวิตของความทรงจำ

ตั้งใจจะซักกระเป๋าเป้ ถอดพวงกุญแจที่คล้องทั้งหมดออกมา แล้วก็พบว่าทุกชิ้นมีความเหมือนกันอยู่อย่างนึง–ทั้งหมดล้วนมีความทรงจำเกี่ยวกับความรักเก็บไว้

พอนึกถึงตอนนั้นก็รู้สึกว่าหัวใจตอนที่หยิบพวงกุญแจมาคล้องกับกระเป๋าใหม่ๆ ล้วนแต่เต้นแรงน่าดู, พวงกุญแจบางชิ้นก็อยู่กับเรามานานจนเปลี่ยนกระเป๋าไปสามสี่รอบ บางชิ้นก็คล้องๆ ถอดๆ เหมือนความรู้สึกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา

ความรักบางครั้งก็จบสวยบ้าง ไม่สวยบ้าง, ไม่รู้ว่าครั้งที่จบสวยนั้นไม่ย้อนกลับไปคิดถึงได้ยังไง ไม่รู้ว่าครั้งที่จบไม่สวยพาตัวเองผ่านน้ำตาและคืนที่ฝนตกมาได้ยังไง
จริงๆ ใช้คำว่าไม่รู้ก็ไม่น่าจะถูกมากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ผิดเสียทีเดียว, การพาตัวเองเดินไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานขึ้นทุกวัน ก็ย่อมทำให้ความทรงจำบางอย่างหายไปตามเวลา จะเรียกว่าความทรงจำมี “ครึ่งชีวิต” ของมัน ที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วค่อยๆ สลายไปก็ได้นั่นแหละ

มีคนบอกว่าสักวันหนึ่งพอเรากลับมาดูตัวเองในอดีต เราจะไม่รู้สึกอะไร ไม่รู้สึกทุกข์ ไม่รู้สึกสุข ไม่รู้สึกเศร้า หรือดีใจ หรืออะไรอีกต่อไปแล้ว

สำหรับตัวเองกับพวกกุญแจสองในสาม วันวันนั้นน่าจะมาถึงแล้วแหละ

ตบตีกับ NVIDIA บน Ubuntu

เขียนไว้นิดหน่อยเป็น notes ให้ตัวเอง

  • ตอนนี้มี PPA Drivers แล้ว ลงให้เสี่ยงพังน้อยที่สุดคือเพิ่ม PPA ที่ https://launchpad.net/~graphics-drivers/+archive/ubuntu/ppa แล้วไปเลือก Additional Drivers เอา
  • ถ้าเคยใช้ proprietary drivers เก่าๆ ให้ไป purge แพคเกจ nvidia-* ทิ้งด้วย
  • ถ้าลงยังไง nvidia-smi ก็ทำท่าจะไม่เจอการ์ดจอ ลองปิด secure boot (เสียเวลาชีวิตไปสองวันเต็มๆ)

ความสุขหลังกำแพง

ความสุขในชีวิตเหรอ? การอยู่ในจุดต่ำสุดของชีวิต มีกำแพงสูงกั้น วันที่พยายามปีนกำแพงนั่นขึ้นมาจนสำเร็จและเห็นพระอาทิตย์สวยงาม นั่นแหละคือความสุข

เธอ, 2017

วันนั้นที่เราคุยกัน ผมไม่รู้ว่ากำแพงของเธอเป็นยังไง อย่าว่าแต่กำแพงของเธอเลย ผมยังไม่เคยเห็นกำแพงของผมด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าอะไรคือกำแพงของตัวเอง อย่างน้อยก็จนเธอไม่อยู่ข้างๆ แล้วนี่แหละ

แรกๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นเป็นกำแพง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ลึกแค่ไหน รู้ตัวอีกทีคือทุกอย่างรอบตัวมืดลง กังวลว่าจะติดอยู่ในนั้นตลอดไป

แต่คนเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ พื้นชันบ้างไม่ชันบ้าง เริ่มเห็นเงา เห็นอะไรมากขึ้น หันหลังไปบางครั้งก็เห็นว่าที่ที่ตัวเองเคยอยู่มืดขนาดไหน บางครั้งก็แทบไม่เห็นอะไรเลย

เดินมาไกลขึ้นก็เห็นอะไรชัดขึ้น ตายังสู้แสงอาทิตย์ไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยทุกอย่างรอบตัวที่เห็นก็สว่างและสดใสขึ้นกว่าเดิม

(เผยแพร่ครั้งแรกบนเฟซบุ๊คส่วนตัว (เข้าดูได้เฉพาะเพื่อน))

โกรธไม่พอ

(เผยแพร่ครั้งแรกที่เฟซบุ๊คส่วนตัว)

ผมคิดว่าบางทีเราก็โกรธไม่พอ โกรธโครงสร้างพื้นฐานแย่ๆ โกรธคุณภาพชีวิตห่วยๆ

ความโกรธเป็นอารมณ์แง่ลบ แต่แล้วไงอะครับ? ความขี้เกียจก็เป็นอารมณ์แง่ลบเหมือนกัน นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างก็เกิดจาก “อารมณ์แง่ลบ” อันนี้เหมือนกัน

ผมคิดว่าสิ่งที่หลายคนเรียกกันว่าการมองโลกแง่บวกกำลังสร้างวัฒนธรรมเพิกเฉย (ignorant) ไม่รู้ตัว คิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีนะ ตื่นเช้าขึ้นมาเจอวัฒจักรแบบเดิม หลอกตัวเองแบบเดิม

ผมยอมรับว่าพอโตมาแล้วไม่ชอบการที่ตัวเองถูกสอนว่าความโกรธไม่ดี ผมคิดว่าบางครั้งเราต้องโกรธให้พอ realistic ให้มากพอ ไม่เพิกเฉยปัญหา ถึงจุดนั้นผมคิดว่าภาพความเปลี่ยนแปลงที่เราอยากให้เป็นไปน่าจะชัดขึ้นกว่าเดิม