รวมบทความในชุดดังกล่าวที่เผยแพร่ครั้งแรกบนเฟซบุ๊กของศิระกร ลำใย, บทความขณะนี้ยังเขียนไม่ครบทุกตอน

ทำไมเราต้องมี AI ที่อธิบายได้

(1)


จำนวนร้อยละของผู้ต้องหาที่ได้รับการปล่อยตัวระหว่างสู้คดี โดยที่ไม่ต้องวางเงินประกันตัว ในช่วงเวลาต่างๆ ของปี สังเกตว่าช่องว่างระหว่างจำนวนผู้ต้องหาผิวสีและผู้ต้องหาผิวขาวเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังการประกาศใช้กฎหมาย HB463
ภาพประกอบทำซ้ำจาก https://www.minnesotalawreview.org/wp-content/uploads/2019/01/13Stevenson_MLR.pdf

ในปี 2017 รัฐเคนตักกี้ผ่านร่างกฎหมาย HB417 ที่บังคับให้ผู้พิพากษาต้องปรึกษากับระบบอัตโนมัติเพื่อพิจารณาว่าผู้ต้องหาที่จะได้รับการประกันตัวหรือปล่อยตัวระหว่างสู้คดี จะสร้างความอันตรายให้กับสาธารณะหรือไม่

หลังจากร่างกฎหมายดังกล่าวผ่าน ช่องว่างระหว่างจำนวนคนขาวและคนผิวสีที่ได้รับการประกันตัวพุ่งสูงขึ้นมาก [ภาพที่ 1] คนผิวขาวได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องวางเงินประกันเพิ่มขึ้น ขณะที่คนผิวสีไม่ได้รับการปล่อยตัวในลักษณะเดียวกันมากขึ้นเท่าไหร่นัก

(2)

No photo description available.
อัตราการจ้างงานในสายเทคโนโลยีของบริษัทชั้นนำในสหรัฐ
ภาพประกอบทำซ้ำจาก https://www.reuters.com/article/us-amazon-com-jobs-automation-insight/amazon-scraps-secret-ai-recruiting-tool-that-showed-bias-against-women-idUSKCN1MK08G

ในปี 2018 แอมะซอน “โละ” ระบบคัดกรองใบสมัครงานทิ้ง ระบบนี้เกิดขึ้นมาเพื่อคาดหวังว่าจะช่วยกรองใบสมัครงานที่ได้รับเข้ามาเป็นพันๆ ใบเพื่อช่วยลดงานของมนุษย์ เหตุผลของการโละระบบคัดกรองดังกล่าวคือ ข้อมูลการรับสมัครงานที่ใช้ในการ “สอน” ระบบมีจำนวนเพศชายมากกว่าเพศหญิง [ภาพที่ 2] เมื่อระบบดังกล่าวถูกสอนด้วยข้อมูลลักษณะเช่นนี้ ก็จะหยิบเอาพฤติกรรมการเลือกผู้สมัครชายมากกว่าผู้สมัครหญิงมามากขึ้นเช่นกัน

(3)

หนึ่งในเครื่องมือประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) ที่ได้รับความนิยม คือการเปลี่ยนคำเป็นเลขที่มีความหมาย เรียกว่าการทำ word embedding การเปลี่ยนคำเป็นเลขทำให้เราใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์ในการสอนคอมพิวเตอร์แก้โจทย์เชาว์ในลักษณะ “กรุงเทพคู่กับประเทศไทย เหมือนที่ลอนดอนคู่กัน ___” ได้

ถ้าเราถามคำถามลักษณะเดียวกันเช่น “ชายคู่กับพ่อ เหมือนหญิงคู่กับ ___”, “ชายคู่กับราชา เหมือนหญิงคู่กับ ___”, “ชายคู่กับหมอ เหมือนหญิงคู่กับ ___”, “ชายคู่กับฟุตบอล เหมือนหญิงคู่กับ ___” เราจะพบว่าบางครั้งคู่คำไม่สามารถเติมได้ (เช่นหมอ เพราะผู้หญิงก็เป็นหมอได้ และเราก็มีบุรุษพยาบาล) แต่อคติและความโน้มเอียงทางเพศที่ถูกสื่อผ่านงานเขียนและข้อมูลที่ใช้ “สอน” ตัวเปลี่ยนคำให้เป็นเลข ก็ทำให้คอมพิวเตอร์ตอบคำถามเหล่านี้แบบโน้มเอียงทางเพศไม่ใช่น้อย [ภาพที่ 3]

ด้วยตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงบนโลก และสร้างผลกระทบไว้แล้วไม่ใช่น้อย เราควรจะเห็นว่า AI ไม่ใช่ของวิเศษที่จะอ้างว่าเอามาใช้แล้วจบ กระบวนการสอน AI ให้มีความฉลาดในการทำงาน โดยเฉพาะในงานที่มีความสำคัญ จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบอคติใน AI เป็นอย่างละเอียด ขั้นตอนวิธีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากไม่สามารถการันตีได้ว่า AI ผ่านการตรวจสอบแล้ว การใช้ AI ก็ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์นอกจากการทุ่นเวลาที่มาพร้อมกับข้อเสียมหาศาลและความกังขาในการอธิบายไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นจำนวนมาก


AI ไม่ใช่พ่อ และความผิดพลาดของ AI ก็ต้องอธิบายได้

ก่อนพูดถึงความจำเป็นในการอธิบาย AI เราอาจจะต้องย้อนไปถึงการอธิบายการบอกว่า AI ทำงานได้ดีแค่ไหนในกรณีทั่วไปก่อน สำหรับโครงการเราไม่ทิ้งกัน แน่นอนว่าสิ่งที่เราอยากทำคือการตอบว่า “ใช่ (+)” หรือ “ไม่ (-)” สำหรับคำถามว่าเราควรแจกเงินคนคนนี้หรือเปล่า

กรณีที่เกิดขึ้นกับคำตอบเป็นไปได้สี่แบบ

  • บวกจริง (ดูจากสภาพแล้วควรได้เงินจริงๆ และ AI ก็ตอบว่าใช่ ควรได้เงิน)
  • บวกลวง (ดูจากสภาพแล้วไม่ควรได้เงิน แต่ AI กลับตอบว่าใช่ ควรได้เงิน)
  • ลบลวง (ดูจากสภาพแล้วควรได้เงินจริงๆ แต่ AI กลับตอบว่าไม่ต้องให้เงินคนนี้)
  • ลบจริง (ดูจากสภาพแล้วไม่ควรได้เงิน และ AI ก็ตอบว่าไม่ต้องให้เงินคนนี้)

ถ้าเราเป็นรัฐบาลที่กำลังถังแตก เราอาจจะบอกว่าแจกเงินตกหล่นไปบ้างไม่เป็นไร แต่เงินทุกบาทต้องไปถึงมือคนที่ต้องการ “จริง” แต่ถ้าเราเงินเหลือ เราอาจจะบอกว่าเผลอแจกเงินคนไม่เดือดร้อนก็ได้ เซฟไว้หน่อย เงินจะได้ถึงมือคนครบๆ แน่นอนว่าปัญหาในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นปัญหาแค่ในเชิง AI–ยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่าจะส่งตรวจ COVID-19 ได้ ผู้ป่วยต้องมีเกณฑ์อะไรบ้าง–ลองคิดสภาพว่ากฎประมาณนี้เกิดมาจากการเนรมิตของ AI แล้วเราเห็นอะไรบ้าง

เราน่าจะเคยเห็นหลายๆ เคสของผู้ป่วยที่ไม่มีไข้ แต่ส่งตรวจเองแล้วผลเป็นบวก พอมามองเกณฑ์นี้ก็จะเห็นว่ามีผู้ป่วยที่น่าจะถูกปัดตกโดยเกณฑ์ไปจากการที่วัดไข้แล้วไม่เจอ ในกรณีนี้ เราสามารถไปไล่ตั้งคำถามได้ทันทีว่าทำไมผู้ป่วยคนนีัถึงไม่ถูกตรวจทั้งๆ ที่ควรจะตรวจ แล้วค่อยๆ ปรับเกณฑ์กันไป

แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับ AI ที่อธิบายไม่ได้–AI หลายครั้งทำหน้าที่เป็นเหมือนกล่องดำ ยัดข้อมูลเข้าไปแล้วได้คำตอบ แต่ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมถึงออกมาเป็นแบบนี้ ซ้ำร้ายในหลายๆ แบบจำลอง การ “แงะ” กล่องดำมาดูว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ยิ่งไม่สามารถทำได้ด้วยซ้ำ

แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับ AI ที่อธิบายไม่ได้–AI หลายครั้งทำหน้าที่เป็นเหมือนกล่องดำ ยัดข้อมูลเข้าไปแล้วได้คำตอบ แต่ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมถึงออกมาเป็นแบบนี้ ซ้ำร้ายในหลายๆ แบบจำลอง การ “แงะ” กล่องดำมาดูว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ยิ่งไม่สามารถทำได้ด้วยซ้ำ

แถมต่อให้บอกว่า AI แม่นจริงๆ สมมติว่าเรามี AI หนึ่งตัวสำหรับใช้คัดกรองโรคที่มีโอกาสพบเจอได้ใน 1% ของประชากร ถ้าสมมติว่าเราให้ AI ตัวนั้นตอบว่า “ไม่เป็น” ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็ตาม เราจะได้ AI ที่มีความแม่นยำ 99% (เพราะโอกาสที่จะเจอคนไม่เป็นมี 99%)

คำถามคือเราอยากได้ AI แบบนี้ไหม? แน่นอน คำตอบก็คงเป็นไม่ และถ้าเอา AI แบบนี้มาใช้แจกเงิน รัฐก็คงไม่อยากได้ AI ที่เลือกจะแจกเงินให้ทุกคน หรือเลือกที่จะไม่แจกเงินให้ใครเลย

ดังนั้น AI ที่ทำงานบนข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน และต้องการความละเอียดอ่อนในการจำแนกปัญหา จึงจำเป็นจะต้องถูกวัดผลอย่างเคร่งครัด และการวัดผลไม่ใช่พึงกระทำแค่การวัดว่าตอบถูกมากน้อย หยิบขาดหยิบเกิน แต่การ “แงะกล่องดำ” มาอธิบายพฤติกรรมนิสัยของ AI ได้ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นไม่แพ้กัน


สิทธิ์แห่งคำอธิบาย

การชี้แจงสาเหตุการไม่อนุมัติสินเชื่อ ทำซ้ำจาก https://www.bot.or.th/Thai/fipcs/Documents/FPG/2553/ThaiPDF/25530010.pdf

ทุกครั้งเวลาเดินเข้าไปในธนาคารและขอสินเชื่อไม่ผ่าน ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารต้องชี้แจงเหตุผลในการปฏิเสธสินเชื่อ เราจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าเพราะอะไรสินเชื่อเราถึงไม่ผ่านการขอ

หรือหากเราได้รับคำอธิบายว่า “เพราะติดเครดิตบูโร” ในทางเดียวกันเราสามารถส่งคำต้องไปยังบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อดูชุดของข้อมูลที่ถูกใช้ปฏิเสธสินเชื่อเราได้ว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด

นี่คือคำอธิบาย ไม่ใช่เพียงคำอธิบายว่าทำไมสินเชื่อถึงกู้ไม่ผ่าน แต่เป็นคำอธิบายว่าเพราะอะไรเราถึงน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือในสายตาสถาบันการเงิน


ทำซ้ำจาก https://www.privacy-regulation.eu/en/r71.htm

ใน Recital 71 ของกฎหมาย GDPR (General Data Protection Regulation) ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีการกล่าวถึง “สิทธิ์ในคำอธิบาย” ไว้ว่าผู้ถือครองข้อมูลมีสิทธิ์ที่จะร้องขอให้มนุษย์เข้าแทรกแซงระบบอัตโนมัติใดๆ เพื่อแสดงจุดยืนของตัวเอง และเพื่อร้องขอคำอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจ

จะเห็นได้ว่าปัญหาของอคติจากระบบตัดสินใจอัตโนมัติไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งมีแต่อย่างใด (GDPR ออกเมื่อปี 2016 มีผลบังคับใช้ 2018) แม้จะมีข้อวิพากษ์ว่ากฎหมายลักษณะนี้อาจเอื้อให้เกิดการใช้มนุษย์มากกว่าระบบอัตโนมัติ แต่มุมมองส่วนตัวของผู้เขียนคือตราบใดที่ระบบอัตโนมัติไม่สามารถออกมาอธิบายตัวเองได้ว่าเพราะอะไรจึงตอบแบบนี้ มนุษย์ (ซึ่งอย่างน้อยก็ยังออกมาบอกได้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่–ซึ่งเอื้อให้เกิดการโต้แย้งทั้งความผิดพลาดในการตัดสินใจไม่ว่าโดยสุจริตหรือโดยทุจริต) ก็คงเหมาะกับงานในลักษณะแบบนี้มากกว่าอยู่ดี

อคติ อคติ อคติ

ว่าด้วยอคติจากมนุษย์

หนึ่งในวิธีการฝึกสอน AI ที่ทำได้ และทำง่าย คือการฝึกสอนแบบมีการควบคุม (supervised learning) ถ้าเราต้องการฝึกสอน AI ให้ตอบว่าจะแจกเงินหรือไม่แจกเงิน เรานำรายการของคนมาตอบเองก่อนว่าจะแจกเงินหรือไม่แจก แล้วให้ AI เรียนรู้รูปแบบการตอบของเราเอง

ดังนั้นขั้นตอนแรกของการฝึกสอน คือเราจำเป็นต้องแปะป้ายก่อนว่าเราจะแจกเงินใคร และไม่แจกเงินใคร

เราต้องการแจกเงินคนแบบไหนนะ? คนจนคนเดือดร้อน!คนแบบไหนที่เดือดร้อนนะ? ลูกจ้างรายวัน พนักงานโรงแรม ช่างเสริมสวย แม่ค้า คนขับรถแท็กซี่ พนักงานบริษัท!
คนแบบไหนที่ไม่เดือดร้อน* นะ? เด็กอายุต่ำกว่า 18 เกษตรกร นิสิต ขายของออนไลน์ โปรแกรมเมอร์ แรงงานก่อสร้าง!

แล้วทำไมเราถึงคิดว่าคนแบบนี้เดือดร้อน หรือคนแบบนี้ไม่เดือดร้อน? เพราะเรากำลังใส่สิ่งที่เรียกว่า “อคติ” ลงไป


อคติในที่นี้ไม่ใช่ศัพท์แง่ลบ แต่เป็นการแปลตรงตัวของคำว่า “bias” ในภาษาอังกฤษ
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยอคติ บ้างจากสัญชาติญาณ บ้างจากประสบการณ์เรียนรู้ หนึ่งในกรณีที่โด่งดังคือภาพหลุมบนดาวอังคารที่ถูกถ่ายจากยานไวกิ้งที่เหมือนหน้าคน แต่ความจริงแล้วเกิดจากการที่เราถูก “อคติ” ของการมองเห็นอะไรเป็นหน้าคนได้เรื่อยๆ เหนี่ยวนำให้เห็นแสงและเงาเป็นหน้าคนไปเองต่างหาก

Icons made by smalllikeart from www.flaticon.com

สำหรับคนที่มีหน้าที่ “แปะป้าย” ข้อมูลสำหรับสอน AI อคติตรงนี้อาจเหนี่ยวนำให้เราคิดว่าโปรแกรมเมอร์เป็นอาชีพที่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน (?) ทำจากที่ไหนก็ได้ (?!) หรืออคติว่าเพราะงานก่อสร้างยังไม่ได้รับผลกระทบ กรรมกรก่อสร้างก็เลยไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 (?!?!)

นี่คืออคติรูปแบบที่หนึ่ง เป็นอคติที่เรามองเห็น และเข้าใจได้

ความน่ากลัวคือแบบจำลองอาจ–จริงๆ ก็ไม่อาจ มีแนวโน้มสูงมากที่–จะ “หยิบ” อคติของมนุษย์ติดตัวเข้ามาด้วย ถ้าอคตินั้นมองเห็นได้ง่ายแบบที่เรามองเห็นวาเกณฑ์อาชีพที่ไม่เข้าข่ายนั้นไม่มีเหตุผล ก็อาจจะรอดตัวไป แต่คนแปะป้ายอาจจะมีอคติอีกจำนวนมากที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว


ขออนุญาตเล่านิทานเรื่องลูกเป็ดขี้เหร่ มีลูกเป็ดตัวนึงขี้เหร่ โตมากลายเป็นหงส์ จบ

เดี๋ยว ทำไมลูกเป็ดถึงขี้เหร่นะ–เพราะมันมีสีดำ, แล้วลูกเป็ดตัวอื่นขี้เหร่ไม่ได้เหรอ

สมมติว่าผมมีลูกเป็ดสามตัว ว่ายน้ำเรียงกันต้อยๆ ถ้าผมพิจารณาการถามเพียงว่า “ลูกเป็ดตัวนี้ใช่ตัวหน้าสุดไหม” กับ “ลูกเป็ดตัวนี้ใช่สีดำไหม” ผมสามารถเขียนกฎออกมาเพื่อ “เลือก” แปะป้ายลูกเป็ดตัวไหนก็ได้ว่าเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ เช่นถ้าผมบอกว่า “ลูกเป็ดที่ไม่ได้เป็นตัวหน้าและไม่ได้เป็นสีดำ เป็นลูกเป็ดขี้เหร่” ตัวตรงกลางก็จะกลายเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ทันที

ทฤษฎีดังกล่าวชื่อว่าทฤษฎีลูกเป็ดขี้เหร่ เสนอโดย Satosi Watanabe ให้สรุปคร่าวๆ คือเราไม่สามารถ “แปะป้าย” อะไรก็ตามได้เลยหากเราไม่ได้ใส่ “อคติ” ลงไปขณะแปะป้าย เหมือนที่เราไม่สามารถแปะป้ายว่าใครจะเดือดร้อน ถ้าเราไม่ได้ใส่ชุดความคิดของเราว่าคนแบบไหนถึงจะเดือดร้อนเข้าไป–ซึ่งนี่แหละคืออคติ

และเป็นอคติอันนี้เอง ที่ AI ดูดซับและเรียนรู้เข้าไปอย่างเต็มเปี่ยม เป็นอคติจากมนุษย์ที่สถิตย์เข้าไปใน AI จนดูเหมือนว่าไม่มีมนุษย์คนใดต้องรับผิดชอบจากอคติดังกล่าว
แต่ไม่ใช่เลย ไม่เป็นความจริงเลย, ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่สร้างอคติ หรือมนุษย์ที่จับอคติลงไปใส่ใน AI ก็ล้วนต้องรับผิดชอบทั้งสิ้น

อย่าปล่อยให้คำว่า “AI คัดกรอง” เป็นตัวตัดจบบทสนทนา

ว่าด้วยอคติจากขั้นตอนวิธี

สมมติว่าสุดท้ายเรามีสุดยอดมนุษย์ที่ปราศจากอคติใดๆ ทั้งปวง แปะป้ายข้อมูลประหนึ่งเทพลงมาจุติ ประชากรไทยทั้ง 70 ล้านคนเห็นด้วยว่าคนแบบนี้คือคนที่ควรและไม่ควรได้รับเงินเยียวยาจริงๆ

ในข้อมูลที่แปะป้าย มีประชากร 3 ใน 10 คนที่ได้รับการเยียวยา ส่วนอีก 7 ใน 10 ไม่ได้รับการเยียวยา ประชากรนั้นประกอบอาชีพแตกต่างกันออกไป ข้อมูลชุดนี้ถูกนำมาฝึกสอน AI คัดแยกว่าใครควรหรือไม่ควรได้รับเงิน ทันใดนั้นเอง…

พบประชากร 1 คนมีอาชีพอะไรสักอย่าง ดูแล้วควรจะได้เงินกระมัง แต่ว่าอาชีพนี้ไม่ปรากฎอยู่ในข้อมูลที่ถูกแปะป้ายแล้วนำไปสอน กล่าวคือเป็นอาชีพที่ AI ก็เพิ่งมารู้จักตะกี้นี่แหละ

คำถามคือ หากตัดสินจากอาชีพ ประชากรคนนี้จะได้เงินหรือไม่ได้เงิน

Icons made by smalllikeart from www.flaticon.com

คำตอบอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า–แต่ภายใต้วิธีการเรียนรู้หลายๆ วิธี ชายคนนี้จะถูกจัดกลุ่มให้อยู่ในรูปของ “คนส่วนใหญ่” ซึ่งในที่นี้ก็คือคนที่ไม่ได้เงิน ด้วยเหตุผลว่า AI ที่เห็นข้อมูลว่าคนดูไม่ได้รับเงินเยียวยามากกว่าคนได้รับเงินเยียวยา ก็จะมีความโน้มเอียงไปหาการตอบว่า “ไม่ได้รับเงิน” มากกว่าที่จะเลือกตอบว่าได้รับเงินนั่นเอง

ตัวอย่างของอคตินี้เห็นได้ชัดเป็นอย่างยิ่งในการเรียนรู้ของเบยส์ (Bayesian Learning) ซึ่งเราอาจจะคุ้นเคยกันในวิชาสถิติว่าด้วยความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข (conditional probability)

การเรียนรู้ของเบยส์อยู่บนหลักการของการถามคำถามว่า “ถ้า B แล้วจะ A ไหม” ในที่นี้คือการถามว่า “ถ้าประกอบอาชีพ XYZ แล้วจะได้เงินไหม” ซึ่งการตอบคำถามนี้มีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องสามตัวด้วยกัน

  • มีคนกี่คนที่ได้เงิน แล้วประกอบอาชีพ XYZ (เอาเฉพาะคนได้เงินมาดู)
  • มีคนกี่คนที่ได้เงิน (อัตราส่วนคนได้เงินต่อคนทั้งหมด)
  • มีคนกี่คนที่ทำอาชีพ XYZ ต่อคนทั้งหมด

จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่มีปัญหาคือปัจจัยที่สอง เพราะว่าในเมื่อแบบจำลองไม่เคยเห็นอาชีพ XYZ จึงไม่สามารถคิดปัจจัยที่หนึ่งและสามได้ ทำให้ต้องตัดสินใจจากปัจจัยที่สอง–นั่นคือดูว่ามีคนได้เงินเยอะหรือน้อย โดยไม่ได้แม้แต่จะใส่ใจว่าเขาทำอาชีพใด

ที่จริงแล้วปัญหาดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของการทำจักรกลเรียนรู้ (Machine Learning) ที่เรียกว่าปัญหาความไม่สมดุลของชุดข้อมูล (class imbalance) การที่มีข้อมูลที่โน้มเอียงไปยังทางใดทางหนึ่ง (เช่นในตัวอย่างที่โน้มเอียงไปทางไม่แจกเงิน) ย่อมทำให้เกิดการเลือกตอบที่เอียงไปตามข้อมูล แม้ว่ามนุษย์ผู้แปะป้ายจะไม่มีอคติเลยก็ตาม