ความทึกทักไปเองที่ทำร้ายตัวเอง

เราล้วนเคยคิดว่าโอกาส (occasion) ต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตนั้นมีจุดหมายที่ต่างกันไป

หลายครั้งโอกาสคุยกับใครสักคน เที่ยวกับใครสักคน กินข้าว ดูหนัง ร้องเพลงกับใครสักคน หรือกิจกรรมสารพัดอาจทำให้เรารู้สึก “พิเศษ” ได้ด้วยตัวมันเอง
ไม่ว่าเพราะความรู้สึกนั้นเกิดด้วยอะไรก็ตาม เราปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยความ “พิเศษ” นั้น เราล้วนยินดีกับโอกาสที่เราได้รับไม่เหมือนคนอื่น

แต่แน่นอนว่าความรู้สึกของคำว่าพิเศษนั้นก็อาจเกิดจากการทึกทักไปเอง หลายครั้งที่เราอาจคิดไปเองว่าโอกาสที่ได้รับจากใครสักคนมันพิเศษ ทั้งที่มันก็ไม่ได้ต่างจากโอกาสที่เขาล้วนให้คนอื่นเลย

มิหนำซ้ำมันอาจดาษดื่น เขาอาจให้คนในชีวิตเขาโดยไม่คิดอะไร — ไม่ต่างจากความไม่คิดอะไรที่เขาให้เรามาพร้อมโอกาสนั้น

เมื่อมนุษย์มีความคาดหวัง ความฝัน และจินตนาการ เมื่อนั้นความคิดก็หวนกลับมาทำร้ายตัวเอง

มันอาจไม่ใช่แค่สิ่งที่เราคิดว่าพิเศษ มันอาจจะเป็นความฝัน ความหวัง ความคิดสารพัดที่แล่นเข้ามาในสมอง

こんなこといいな できたらいいな
(คอนนะโคะโตะอิอินะ เดะคิตะระอิอินะ)

เรื่องอย่างนี้ดีจังเลย ถ้าทำได้ละก็ยอดไปเลยนะ

แต่เมื่อมันไม่เป็นเหมือนที่คาดฝัน ก็เป็นความฝันที่ทึกทักไปเอง ที่กลับมาทำร้ายตัวเองเช่นกัน

ปล่อยไม่ได้

“เราปล่อยให้เธอมีอิทธิพลกับเราแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ”

เธอตกใจ

แต่มาคิดดีๆ ก็คงไม่แปลก เขาดูเป็นคนเหงาๆ เธอเป็นคนเหงาๆ
และเหมือนที่เพลงว่าไว้ ความเหงาเป็นขั้วบวกขั้วลบ คนสองคนจึงดูเข้ากันได้ไม่ยาก

แน่นอนเวลาทำให้คนสองคนสนิทขึ้น พื้นที่ทับซ้อนในใจก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เธอเงียบ ยังนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร

“ด้วยสถานะนี้เราไม่ควรสนิทกันมากกว่านี้ว่ะ…”

เขาพูด ตามองหน้าเธอ พลันมุมปากของเค้ายิ้มเล็กน้อย

“สนใจเปลี่ยนสถานะไหม”

หน้าเธอแดง ไม่มีอะไรจะพูดเหมือนเดิม
เธอก้มหน้า ยิ้มที่มุมปากปรากฏบนหน้าเธอไม่ต่างจากเขา

คงเป็นคำตอบที่ชัดเจน

ปาดน้ำตา

“ไม่เอา ไม่ร้อง”

เสียงหนึ่งดังขึ้น พลันแก้มสัมผัสถึงมืออุ่นๆ สองข้างที่เข้ามาประคอง
นิ้วโป้งของมือทั้งสองข้างนั้นค่อยๆ ปาดน้ำตาเขาช้าๆ อย่างทะนุถนอม

ถึงจะมองอะไรไม่ชัดเพราะน้ำตาที่คั่ง แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าเป็นเธอ

“ไม่ร้องแล้วนะรู้ไหม”

ใช่ เป็นเสียงเธอที่บอกว่าให้ไม่ร้อง
แต่ไม่รู้เพราะอะไร ยิ่งได้ยินเสียงนั้น ยิ่งได้สัมผัสมือคู่นั้น น้ำตาเขาก็พลันไหลรินลงมามากกว่าเดิม ราวกับไม่เชื่อฟังเธอตรงหน้า

อาจจะเป็นเพราะความไม่เชื่อฟัง ที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมตามใจ
อาจจะเป็นเพราะเธอ ที่ทำให้น้ำตาไม่ยอมหยุด

น้ำตาไหลออกมาน้อยลง ถึงจะไม่หยุดแต่ก็น้อยลงมาก แต่เธอยังสงสัย

“ทำไมยังไม่หยุดร้องล่ะ”
“ขอร้องนานๆ จนหมด วันหลังจะได้ไม่ร้องได้ไหม”

เธอพยักหน้า พลันน้ำตาเขาก็พรั่งพรูอีกครั้ง

เขาร้องไห้จนไร้แรง เธอยังคงปาดน้ำตาให้เขา ยิ้มของเธอเหมือนกำลังบอกเค้าว่าเธอจะรอวันที่เขาหยุดร้อง

ภาพจากตาของเขาที่มองไม่ชัดเพราะน้ำตา เปลี่ยนเป็นภาพที่ค่อยๆ มืดลง

.

.

.

.

.

.

.


เขาตื่น

แก้มสัมผัสน้ำตาที่ไหลหยด แต่ไม่มีสัมผัสของมืออุ่นๆ คู่นั้น

เธอไม่อยู่กับเขาแล้ว

แด่รักในสายลม

ความกดอากาศที่ต่าง ก่อให้เกิดสายลมที่พัดผ่าน
อากาศร้อนลอยตัวสูง เย็นลงและจมต่ำอีกครั้ง พัดผ่านจนเกิดเป็นลม

รักที่ลอยไปคงคล้ายสายลม แต่รักมิได้ก่อตัวจากความต่างของความกดอากาศ
หากเป็นการก่อตัวของอารมณ์ และความรู้สึกหลายๆ อย่าง
อาจจะทั้งตัวความรักเอง และอารมณ์อื่น เช่นชอบ โกรธ เกลียด เหงา คิดถึง
เป็นอำนาจที่ต่างกัน คานและกำหนดทิศทางของรักให้ลอยไปทางใดทางหนึ่ง

วันเวลาผันผ่าน สายลมหวนทิศกลับ
ความรู้สึกและอารมณ์อาจมีเปลี่ยน รักที่ลอยผ่านอาจเปลี่ยนวิถี
ช้าลง เร็วขึ้น กลับทิศ สลับหันเหตามอารมณ์ที่กำหนดทิศทาง

แต่หากมีลมประจำฤดูพัดผ่านทิศทางเดิมเสมอ ไม่เปลี่ยนไปฉันใด
ฤดูรักก็คงนำรักไปยังจุดหมายเดิมไม่เปลี่ยนฉันนั้น

และรักนั้นเมื่อได้สัมผัส ก็ชื่นใจเหมือนดั่งสายลม


Edit: มีคนส่งมาให้ฟัง และเพิ่งเคยฟัง เพราะดีจริงๆ แหละ ขอบคุณอีกครั้งนะ

The Lonely Relationship

ถ้ามีความรักครั้งต่อไป อยากลองให้มันเป็นความรักเหงาๆ

ไม่ต้องตื่นเช้ามาเจอหน้ากันทุกวัน ไม่ต้องควงกันไปเดินสยามทุกเสาร์อาทิตย์
ไม่มีรูปลงไอจีอวดคนอื่น ไม่มีสแนปหน้าหมาเช้าเย็น

แต่ในวันที่ฟ้าอึมครึมและไม่เป็นใจ วันที่ฝนตกแล้วรู้สึกไม่มีใคร
เราก็ยังมีเขาให้พิมพ์ข้อความไปหา ยังร้องไห้ใส่กันได้โดยที่ไม่ต้องกลัว

เพราะบางทีเมื่อปล่อยให้ความเหงาก่อตัว เวลาที่อยู่ด้วยกันมันก็มีค่ามากขึ้น
เราทั้งสองล้วนไขว่คว้าหาวิธีหยิบเวลาที่มีกันใกล้ๆ มาใช้ให้คุ้มที่สุด
อาจจะเพื่อบอกว่าเหงาแค่ไหนสุดท้ายก็ยังมีกันข้างๆ

เป็นความสัมพันธ์ที่เหงา แต่ไม่เศร้า

ฝนดาวตก

คืนนี้จะมีฝนดาวตกควอดแรนดทิดส์
ท้องฟ้าซีกเหนือ ตั้งแต่เวลายี่สิบเอ็ดนาฬิกา อัตราสูงสุดหนึ่งร้อยยี่สิบดวงต่อชั่วโมง

ผมเตรียมแอปเข็มทิศ ออกไปนอกบ้าน


เมฆเต็มท้องฟ้า บังฝนดาวตก

นอกจากผมอยากดูฝนดาวตกแล้ว ผมยังเชื่อเรื่องบ้าๆ ที่ว่าอธิษฐานกับฝนดาวตกแล้วจะเป็นจริง

ผมมองท้องฟ้า สายตาเห็นเมฆ

ในใจยังคงดื้อดึงอธิษฐาน ขอให้มีคนพิเศษเข้ามาอีกครั้ง
ในใจยังเชื่อว่าต้องมีจริง แม้ยังมองไม่เห็น — เหมือนฝนดาวตกคืนนี้ ที่แม้มองไม่เห็น แต่ก็มีอยู่

รักคืออะไร

รักคืออะไร

สำหรับผม รักอาจจะเป็นเมสเสจทักทายกันตอนเช้า
เป็นยิ้มเล็กๆ หลังจากเจอหน้า
เป็นคำถามว่ากินข้าวยังสามมื้อทุกวัน
หรือคำถามว่าสบายดีไหม เป็นไข้หรือเปล่า

รักอาจจะเป็นการนั่งข้างๆ กันตอนขึ้นรถ
การชวนกันไปเที่ยวเล่น ลุยหาของกิน เดินส่องของในห้าง
เป็นเค้กอร่อยๆ หลังจากอาหารมื้อกลางวัน หรือเป็นรอยยิ้มหลังจากอีกฝ่ายได้กินเค้กอร่อยๆ นั่น
อาจจะเป็นเมสเสจที่ถามไถ่ว่าถึงบ้านแล้วใช่ไหม

รักอาจจะเป็นอ้อมกอดตอนที่อยากร้องไห้ออกมา
อาจจะเป็นคำปลอบใจตอนที่เรากำลังรู้สึกไม่มีใคร
เป็นคำบอกว่าไม่เป็นไรนะ เป็นมืออุ่นๆ ที่มาลูบหัว — นี่ก็อาจเป็นรัก

รักอาจจะเป็นการใช้เวลาร่วมกัน
การเข้าใจกัน เทคแคร์กัน ปล่อยให้ชีวิตของทั้งสอง intersect ในจุดที่จะไม่ยอมให้ใครเข้ามา
รักอาจจะเป็นการตกลงว่าจะอยู่ด้วยกันทั้งตอนดีและตอนร้ายไปตลอดโดยไม่ไปไหนง่ายๆ

อาจจะดูยาว แต่คิดดีๆ แล้วนั่นก็เป็นทุกอย่างที่คุณทำกับผม

และถ้าผมบอกได้ว่าทุกอย่างข้างต้นนั่นคือ “คุณ”
งั้นสำหรับผม รักก็คือคุณ

แอร์พอร์ต เอ็กซ์เพรส

ไอเอฟซีมอลล์
เอ็มทีอาร์ สถานีฮ่องกง
34 กิโลเมตรจากสนามบินฮ่องกง, รวม 1722 กิโลเมตรจากประเทศไทย

hk_13_0699

ไอเอฟซีมอลล์คือห้างสรรพินค้าขนาดใหญ่ในกลางฮ่องกง

ร้านค้าแบรนด์หลากร้านตั้งอยู่ในตึกนี้ โถงของตึกเป็นที่ทำการของจุดเช็คอินสายการบินต่างๆ สำหรับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เอ็กซ์เพรส

รถไฟฟ้าสายนี้เป็นเส้นทางที่เร็วและสบายที่สุดในการเดินทางจากใจกลางฮ่องกงสู่เกาะเช็คแลปก๊ก – ที่ตั้งของสนามบินฮ่องกง – ด้วยเวลาเพียง 24 นาที

ผมแปะบัตรโดยสารเข้าสู่พื้นที่ชานชลา – ระยะห่างระหว่างประตูกั้นกับรถไฟฟ้าน่าจะไม่เกินสิบเมตร

ใช้เวลาอึดใจเดียวรอรถไฟฟ้าเทียบชานชลา ประตูรถเปิดออก ผมขึ้นนั่งบนรถ สายตาพลันสังเกตชายคนหนึ่งในชุดสูทโบกมือให้กับครอบครัวที่มาส่ง เขาคงไปทำธุรกิจอะไรต่างประเทศ

รถไฟฟ้าค่อยๆ ออกตัว ทันทีที่มันเดินทางเข้าไปในอุโมงค์ ภาพที่เห็นก็เหลือเพียงความมืด กำแพงคอนกรีตกั้นแสงที่เดินทางจากครอบครัวนั้นไม่ให้ไปสู่สายตาของชายในชุดสูท

ขณะที่ “ระยะห่างจากบ้าน” ของเรากำลังลดลงช้าๆ “ระยะห่างจากบ้าน” ของใครบางคนก็ค่อยๆ เพิ่ม ทั้งที่เราเดินทางในเส้นทางเดียวกัน


รถไฟฟ้าเอ็มทีอาร์ สถานีซันนี่เบย์

ซันนี่เบย์คือชื่อสถานีรถไฟฟ้าสายสีส้ม และรถไฟฟ้าสายดิสนีย์แลนด์

ผมมาที่นี่เมื่อสองวันก่อน และชอบในความร่มรื่น

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เอ็กซ์เพรสไม่จอดที่สถานีนี้ มันขับผ่านไปด้วยความเร็วสูง ผมมีเวลามองสถานีนี้ไม่นาน

เมื่อไหร่จะได้กลับมา?

สายตามองไปทั่วขบวนรถ ชายในชุดสูทคนนั้นจะคิดอะไรอยู่

hk_13_0704

บางทีเราก็ไม่อยากให้การเดินทางมันจบ

“แอร์พอร์ท สเทชัน” เสียงประกาศหนึ่งดังขึ้น
ผมลุกจากที่นั่ง มือคว้าสัมภาระ


สนามบินฮ่องกง (HKG)
1688 กิโลเมตรจากสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย

hk_13_0739

ผมเดินผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมือง ตั๋วเครื่องบินระบุชื่อและจุดหมายที่จะไป – มันคงไม่พ้นกรุงเทพมหานคร

แน่นอน – ผมแยกกับชายคนนั้นที่ชานชลาของรถไฟ เราต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน

ไม่ใช่แค่ระยะทางระหว่างผมกับประเทศไทยที่กำลังจะลดลง แต่เวลาที่ผมมีที่ฮ่องกงก็กำลังจะหมดลงเช่นกัน

นั่งแช่ในเลานจ์ไม่นานก่อนไปที่เกต

อัพสเตตัสเฟซบุ๊คส่งท้าย พลันเสียงประเทศเรียกขึ้นเครื่องดังขึ้น


สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก เที่ยวบินที่ 709
เครื่องบินโบอิ้ง 777-300 ชั้นประหยัด

hk_13_0771

กิน ดูหนัง นอน.

อีกครู่หนึ่งพอตัว เสียงประกาศให้คาดเข็มขัดดังขึ้น

แน่นอนว่าเรากำลังจะลงจอด


สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย
0 กิโลเมตรจากสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย

การเดินทางของผมจบแล้ว ผมมองชาวต่างชาติในเที่ยวบิน
ในขณะที่การเดินทางของเราเป็นการนับถอยหลังระยะทางจากบ้าน สำหรับใครหลายๆ คนในเส้นทางเดียวกัน ก็อาจเป็นการนับระยะทางที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น

ป่านนี้ชายคนนั้นจะอยู่ที่ไหน มันคงไม่สำคัญ

ผมรู้แค่ ในขณะที่เรานับถอยหลังเวลาที่ได้ใช้ในที่แปลกตา บางคนก็อาจนับวันเวลาที่เขาต้องรอเพื่อที่จะได้ออกไปที่ใหม่ๆ

บทบาทและสถานะของการรอคอยเปลี่ยนไปตามสถานที่และโอกาส

ในขณะที่เรารอคอยการได้ออกไปที่ไหนใหม่ๆ สักแห่ง
ใครบางคนก็กำลังรอคอยการกลับมาที่เก่าๆ เช่นกัน

2016 in review

  • ปี 2016 เป็นปีที่ค่อนข้างเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก ทั้งการเปลี่ยนแปลงและหลายสิ่งที่พบเจอ บางอย่างทิ้งทวนมาจากปี 2015 ในขณะเดียวกันก็เป็นปีที่ทำให้ได้พบตัวเองลึกๆ เหมือนกัน
  • ตั้งแต่ช่วงต้นปีก็ทะเลาะกับแฟนเก่า จนห่างออกไปตั้งแต่กุมภาพันธ์สิริรวมเวลาที่คบกันก็เกือบจะสามปี (เกือบจริงๆ ขาดไปวันเดียว)
    • ก็ทำให้รู้ว่าตัวเองนั้นก็งี่เง่าพอตัว และหลังจากนั้นก็เหมือนจะระวังอะไรมากขึ้น
  • จบจากโรงเรียนเก่าก็น่าจะนับว่าเป็นการ transit จาก comfort zone พอสมควร แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องออกเดินทาง

ชีวิตกับคอม

  • ได้มีโอกาสจับงานโค้ดจริงๆ จังๆ ก็ไม่รู้ว่าเรียกว่าเป็นภาษาที่ขายได้ไหม แต่ก็พอโอเค
  • อยู่ในช่วงกำลังสับสนว่าเรีนยคอมมาแล้วควรไปสายไหน อยากไปทั้ง sysadmin, web dev และ machine learning
    • มีคนแซวให้ทำ service บนเว็บที่อิงจาก machine learning แล้ว deploy พร้อม maintenance เองอื้ม -__-

ชีวิตกับภาคคอม

  • มหาลัยคือการเริ่มทุกอย่างใหม่ ทั้งเพื่อน สังคม และการจัดการตัวเอง
  • โชคดีมากที่เพื่อนภาคน่ารักกันมากๆ หลายคนเข้าใจในสิ่งที่เราเป็นและเข้าใจนิสัยอีเฮด
    • ขอบคุณที่บางครั้งเราแย่ใส่แล้วยังเข้าใจและให้อภัย
  • กลับกลายเป็นว่าหลายๆ อย่างที่เรารู้สึกแย่เราดีขึ้นได้เพราะเพื่อนภาคนี่ละ
    • ถึงบางคนหลายๆ คน ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว: กลายเป็น comfort zone ของเราแล้วกรุณาอย่าหนีเรานะ
  • จากที่รู้สึกตัวเล็กอยู่แล้ว กลับรู้สึกจิ๋วไปอีก สังคมและโลกมันกว้างเนอะ
  • อีกครั้งหนึ่ง (ถึงคนที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว) ขอบคุณสำหรับความเข้าใจนี้ และขอบคุณสำหรับพื้นที่หลายๆ อย่าง

หัวใจ

  • ข้ามไปยาวๆ เป็นปีที่ distract และตามหาคำตอบของอะไรที่เป็นนามธรรมพอสมควร
  • ทุกคนที่ล้อมรอบล้วนบอกว่าคิดเชี่ยอะไรเยอะวะ

To move forward

  • อยากจับ Machine learning จริงๆ จังๆ สักที คิดว่าจะมีโอกาส
  • เหมือนที่เขียนในบล็อกว่าอยากทำให้โลกนี้ดีขึ้น มีเวลาอีกไม่กี่วันในการคิด
  • เลิกคิดมาก ช่างๆ แม่งไปเถอะ
  • อยากทำอะไรก็ทำไปเลย no excuse please

Thanks

สุดท้ายนี้ สำหรับปีนี้ ต้องขอบคุณ

  • มิตรทั้งหลายที่โรงเรียนเก่าที่ยังไม่ลืมกัน
    • หลายคนก็ยังเป็นกัลยาณมิตรที่ดี และเป็นที่ปรึกษาให้เราอย่างเสมอมา ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับอีเพื่อนประถมหอใน อีนก ประธานฯ ผู้รายล้อมด้วยเมีย อีพี่หมอทไวไลต์ ตล. พี่หมอสแนปถี่ และทุกคนที่ยังพยายาม keep in touch เสมอมา
      • เออ เรียกชื่อแบบนี้แล้วต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าเป็นใครมั่งก็แปลว่าดีเนอะ :)
    • ขอบคุณและขอโทษสำหรับคนที่เคยสนิทแต่ไม่ค่อยได้คุยกันแล้วด้วยนะ ยังคิดถึงอยู่หลายคนพอตัว
  • เพื่อนภาคและพี่ภาค
    • แน่นอนว่าหลายคน back up เราไว้ได้พอสมควร ขอบคุณเป็นพิเศษ
    • และขอบคุณ CPE30, It wouldn’t be like this if it’s not all of you!
  • ขอบคุณแฟนเก่าที่ยังมีมิตรจิตอันดีต่อกัน
  • ขอบคุณผองเพื่อนทั้งทางเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ทั้งหลายที่เข้ามาในชีวิตกันและกัน หลายคนที่เราได้คุยด้วย เรายินดีนะครับ :3
  • สุดท้ายกับคนที่ยังสำคัญที่สุด ขอบคุณครอบครัว ทั้งพ่อและแม่ ลุงป้าน้าอา อีน้องชายที่กำลังสอบก็ขอให้อ่านหนังสือให้หนักนะ 555555

ขอให้ทุกคนมีพลังเดินต่อในปีหน้าที่จะถึง และปีต่อๆ ไปนะครับ

สุขสันต์ปีใหม่ล่วงหน้าครับ :D

อยากให้เป็นคุณ

คืองี้เว้ยคุณ

ผมอาจจะระบายปัญหาใส่ใครได้เป็นสิบคน
อาจจะเป็นคนที่พร้อมช่วยคนอื่นตอนที่คนอื่นแย่
อาจจะอยากฮาเฮกับเพื่อน อยากกินข้าว เปิดตี้
ตอนผมเศร้าผมก็อาจจะบ่นลงทวิต ซึ่งก็ช่วยให้ผมรู้สึกดีได้เหมือนกัน

แต่ถ้าผมเลือกได้ที่จะบ่นกับใครสักคน
หรือเป็นคนที่ใครสักคนคิดถึงตอนเค้ามีปัญหา
เป็นตัวเลือกแรกของกันและกันที่จะออกไปกินข้าว เดินสยาม ลั้นลา
หรือแม้แต่นั่งผลาญเวลายามบ่ายเล่นในสวนสาธารณะสักที่
งอนกัน ง้อกัน เฮฮากัน เศร้าด้วยกัน
วาดฝันว่าตอนโตจะมีเค้านอนข้างๆ ทุกเช้า ปลุกกันและกันด้วยจูบเบาๆ ที่หน้าผาก
ลูบหัวก่อนนอน บอกฝันดีทุกคืน และผลอยหลับใต้อ้อมกอดอุ่นๆ
มาเป็นคนที่จะแคร์กัน เป็นห่วงกัน พร้อมสแตนด์บายให้กัน
เข้าใจกันและดูแลกันเป็นพิเศษเนี่ย

ก็อยากให้เป็นคุณ