เธอชอบฝน

“ขอร่มหน่อย”
เขาแปลกใจ หยิบร่มคันนึงกางคู่กับเธอ

“เธอ”
“หืม?”
“ทำไมถึงขอร่มล่ะ ปกติเธอชอบฝนไม่ใช่เหรอ”
“อื้ม แต่วันนี้อากาศเย็นนี่นา เราชอบเวลาฝนตกแล้วแดดไม่เผา”
“แล้วเธอบอกว่าเธอชอบฝน เธอไม่อยากอยู่กับมันแล้วเหรอ”
“การที่ชอบกันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอต้องอยู่กับสิ่งนั้นตลอดป่ะ”
“อืม ก็จริง แต่ถ้าวันนึงไม่มีแดด ไม่มีอากาศร้อน เธอจะยังชอบฝนอยู่ไหม”

เสียงฝนตกเบาๆ คือสิ่งที่เขาได้ยิน

“ถ้าวันนึงมีแต่อากาศเย็น เธอจะชอบอากาศเย็น หรือชอบฝน?”

เธอเงียบ
เขาเงียบ
เสียงฝนตกฟังชัดขึ้นยามทุกอย่างเงียบสนิท

เธอชอบฝน หรือเธอแค่ชอบใครก็ได้ที่ทำให้เธอเย็นในวันที่แดดเผา?

ไม่มีอะไรทำให้ไม่คิดถึงคุณ

เวลาไม่มีอะไรทำให้ไม่คิดถึงคุณ มันก็จะแย่หน่อย

ตั้งแต่เดินในสถานที่เก่าๆ ที่เดินด้วยกัน คุยประโยคที่เคยคุยถึงคุณกับเพื่อน หยิบจดหมายเก่าขึ้นมาอ่าน นอนตรงฟูกที่ชอบนอนคอลกับคุณ นั่งดูสติ๊กเกอร์แปะโน้ตบุ๊คที่คุณเป็นคนวาด

เชื่อไหม แม้แต่ตั้งชื่อเซิร์ฟเวอร์ใหม่ กับนั่งเขียนโปรแกรม เรายังคิดถึงคุณเลย

คุณน่าจะรู้ว่าเราชอบพูดว่า “I can neither confirm nor deny” แต่คุณรู้ไหมว่าคุณคือคนแรกที่กล้าสวนเราว่า “Then I’ll take that as a yes”
จากที่เคยคิดว่าคุณน่ารักดี แค่นั้นเราก็รู้สึกว่าคุณใช่แล้ว จะมีสักกี่คนที่กล้าสวนเราแบบนี้ และทำให้เราได้พูดตรงๆ ว่าคิดอะไรอยู่

เมื่อวานเพื่อนพูดประโยคนี้เป๊ะๆ กับเรา เราเข้าใจเลยว่าการเจ็บปวดทางอารมณ์ที่ลามมาถึงความเจ็บปวดทางร่างกาย (physically) มันเป็นยังไง

ทุกความทรงจำ ทุกเรื่องที่เราทำ มันก็โยงไปหาคุณได้หมดแหละ

ตลอดเวลาที่มีคุณ เรามีความสุขมากเลยนะ เสียดายที่มันสั้นไปแค่นั้นเอง

รูปคู่ยังอยู่ในเคสไอแพดและความทรงจำของเรา ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งรอยยิ้ม น้ำตา เสียงเพลง และเสียงร้องไห้ ยังอยู่ในความทรงจำของเราหมด แล้วเรื่องของเราอยู่ในความทรงจำของคุณบ้างไหม

คุณบอกให้เราเปลี่ยนความเศร้าเป็นงานศิลปะ แต่เรากลับรู้สึกว่าโลกที่ไม่มีคุณมันต่างออกไปเสียเหลือเกิน เราทำงานได้เยอะขึ้น เราอยู่ด้วยตรรกะมากขึ้น สิ่งที่หายไปคืออารมณ์บางอย่าง อย่างน้อยก็อารมณ์ที่ทำให้เขียนบล็อกได้เป็นวรรคเป็นเวร

ความรู้สึกเดียวที่รู้สึกได้จริงๆ คือเหงา และคิดถึง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เราจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเรายิ้มเท่าตอนมีคุณบ้างหรือเปล่า

เคยบอกใครหลายคนไว้ว่าถ้าติ่มซำกับหมูกรอบเรามันอร่อยเราก็อยู่คนเดียวได้ แต่มันไม่อร่อยแล้ว

คิดถึงแหละ แต่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดถึงด้วยซ้ำในความจริง

อยู่ตรงนั้นขอให้คุณมีความสุขนะ

กับดักทัศนะ

กับดักที่อันตรายที่สุด คือกับดักทางทัศนะคติของบุคคลหนึ่ง
เป็นกับดักที่ไม่ได้ล่อให้ผู้อื่นมาติด แต่ตรงกันข้าม มีไว้ดักตัวเองให้ไม่ไปไหน

ทัศนคติของมนุษย์คนหนึ่งอาจได้รับอิทธิพลมาจากหลายสิ่ง และปฏิเสธไม่ได้ว่าบริบททางสังคมมีส่วนอย่างยิ่งในการกำหนดกรอบทัศนะ

แน่นอนว่าเมื่อทัศนคติส่วนลึกของบุคลลหนึ่งนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่เขาเป็น ทัศนคติจะเป็นตัวกำหนด ตีกรอบ และทำหน้าที่เป็น “กับดัก” ให้กับทั้งพฤติกรรม นิสัย การกระทำ
บางครั้งการเลือกตีกรอบตนเอง ตามกรอบทางทัศนคติที่สังคมตีไว้ ก็อาจทำให้ตัวเองไม่เป็นในสิ่งที่เป็น และอาจลามไปถึงจุดที่ไม่สามารถยอมรับความเป็นตัวเองได้

อันที่จริงแล้ว กรอบหรือกับดักนั้นอาจเป็นเพียงความเชื่อว่าเป็นสังคมที่ปลูกไว้ให้ ทั้งที่ผู้คนซึ่งรายล้อมเราอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้น กล่าวคือเป็นความทึกทักไปเองของตนว่าสังคมเป็นผู้ตีกรอบนี้ ไม่ว่าจะทึกทักโดยอิงจากการตัดสินทางจารีต วัฒนธรรม ความเชื่อ ความคิด หรือแม้แต่กรอบที่เกิดจากความมโนโดยสมบูรณ์

เมื่อเราสลัดกรอบทางทัศนะได้ เราอาจเข้าถึงขั้นหนึ่งของการมีตัวตนที่เป็นตัวตน กล่าวคือหากเปรียบการยอมรับในความคิดและสิ่งที่เป็นให้เป็นเกมหนึ่งเกม กับดักทางทัศนะก็เป็นเหมือนบอสร่างใหญ่ก่อนจบเกม ที่หนทางเดียวในการชนะเกมคือต้องโค่นบอส

เพียงแค่การโค่นบอสนี้ไม่จำเป็นต้องมีสรรพาวุธมากมายในการเอาชนะ — การเอาชนะบอสใหญ่ในเกมนี้ ก็เหมือนการเอาชนะตนเอง
สิ่งที่ต้องทำ ก็แค่สลัดทัศนะคติ หรือความเชื่อที่ตนเองเป็นผู้ปลูกทิ้งไปบ้างเท่านั้นเอง

ขอบคุณนะ

คุณคือพระอาทิตย์

มีคนบอกว่าในวันที่ซึมเศร้า ให้ผมเงยหน้ามองท้องฟ้า
หวังว่าสักวันหนึ่งจะเจอพระอาทิตย์ที่สดใส

ผมคงเปลี่ยนจากเงยหน้า เป็นมองคุณที่อยู่ข้างๆ
เพราะคุณคือพระอาทิตย์ของผม
ที่ทั้งสดใส ส่องประกาย และอบอุ่น

กอด

เราจำทุกกอดของคุณไม่ได้หรอก
เราจำได้แค่ว่าทุกกอดมันเหมือนกันในแง่ความอบอุ่น

เราไม่รู้คุณจะจำกอดของเราเป็นยังไง
แต่ถ้าเราบอกคุณได้ เราอยากให้คุณจำกอดของเราว่าเป็นกอดที่เราให้คุณทั้งใจ

วันนึงที่เราได้กอดกันอีกครั้ง เราอยากให้คุณย้อนกลับไปถึงกอดครั้งก่อนๆ ที่เคยผ่านด้วยกันมา

เพราะเรายังให้คุณทั้งใจเหมือนเดิมอยู่เสมอ

โดดเดี่ยวอีกครั้ง

จากหมอชิตถึงสำโรง การนั่งรถไฟฟ้าเล่นเพื่อไปดูสถานีสร้างใหม่แล้วกลับ ก็อาจจะเป็นการฆ่าเวลาที่ไร้สาระดี

เขาและผู้คนนับร้อยเคลื่อนที่ผ่านขบวนรถเดียวกัน หลายคนที่มาเป็นกลุ่มมีจุดหมายร่วมกัน
แต่ต่างกลุ่ม ต่างบุคคล ก็มีจุดหมายที่ต่างกันไป

เพียงชั่วอึดใจรถไฟฟ้าก็กำลังจะพาเขามาถึงอีกซีกหนึ่งของเมือง

สถานีต่อไป สถานีปลายทาง สำโรง…

สำโรงเป็นชานเมืองรอยต่อกรุงเทพและสมุทรปราการ สถานีบีทีเอสที่ตั้งใหม่ที่นี่เพิ่งเปิดให้บริการ
เขามองรอบตัว คนดูไม่เยอะ ความเหงาเริ่มก่อตัว

ถ่ายรูปจนหนำใจ รอรถไฟฟ้ากลับสู่เมือง


เขาแล่นผ่านใจกลางเมืองอีกครั้ง ผู้คนพลุกพล่านและมากหน้าหลายตา
แต่ผู้คนที่ผ่านไปมามากมายจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อเขาและผู้คนเหล่านั้นล้วนแต่เป็นคนแปลกหน้า

มีผู้คนในความไม่มีปฏิสัมพันธ์

สถานีต่อไป สถานีปลายทาง หมอชิต…


สวนจตุจักรคือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ทำให้คนได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น

นอกจากการยืนตรงเคารพธงชาติตอนหกโมงเย็น ทุกคนก็ดูมีเป้าหมายของตัวเองในการมาที่นี่ ต่างกลุ่มต่างคน ต่างเป้าหมาย
แม้ที่นี่จะมีคนอยู่มากมาย แต่หากไม่นับกลุ่มคนที่มาด้วยกัน หรือคนที่รู้จักกันโดยบังเอิญ ทุกคนก็เหมือนคนแปลกหน้า

เขาเดินผ่านชมพูพันธุ์ทิพย์ที่กำลังบานสะพรั่ง ผู้คนมากมายถ่ายรูปใต้ดอกไม้ ส่วนใหญ่มาเป็นคู่
เขาหยิบมือถือมาถ่ายดอกไม้เก็บไว้ — คงไม่มีโอกาสที่จะได้ถ่ายตัวเองกับดอกไม้ชมพูที่บานสะพรั่ง เพราะไม่มีใครถ่ายให้

ผู้คนที่รายล้อมมากมาย แต่เขากลับอยู่ลำพัง
ความรู้สึกช่างไม่ต่างจากขณะที่ไม่มีผู้คน

และเมื่อนั้นเขาก็รู้สึกโดดเดี่ยวอีกครั้ง

ผมอึดอัดกับการมีอยู่ของคุณ

ผมอึดอัดกับการมีอยู่ของคุณ

เมื่อทุกห้วงขณะจิตของเราสามารถมีคุณโผล่มาได้
เมื่อเราไม่สามารถเลือกที่จะควบคุมขณะจิตของตัวเองให้คิดถึงหรือไม่คิดถึงได้

ยิ่งเมื่อคุณคือความสุขใจ — ความสุขใจที่สลัดออกจากความคิดไม่ได้
และซ้ำร้ายกว่าคือเป็นความสุขใจที่อยู่แต่ในห้วงความคิด ไม่มีวันกลับมาเป็นจริง

การมีอยู่ของคุณทำให้ผมชื่นฉ่ำ เศร้า ดีใจ และเสียใจในเวลาเดียวกัน
การมีอยู่ของคุณทำให้ผมมีข้อความนับลอยในความคิด มีคำถามมากมายที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะตอบได้

เมื่อจิตใจผมปั่นป่วน และอยู่ไม่สุขเพราะคุณ
ผมจึงอึดอัดกับการมีอยู่ของคุณ

รอเพื่อไม่ให้เธอเหน็บหนาว

เข้าใจ, เข้าใจอย่างดี
สิ่งที่คุณกำลังทำนั้น แม้มันอาจไม่เจ็บปวด แต่รอบกายคุณอาจเผชิญความเหน็บหนาว

เข้าใจ, เข้าใจอย่างดี
สิ่งที่คุณทำแม้อาจเหนื่อยและย่อท้อ แต่มันก็เป็นความมุ่งมั่นของคุณที่จะทำตามเป้าหมายของคุณจนเสร็จ

ผมพูดได้เต็มปาก — ผมก็รู้สึกเหนื่อยเพราะมันไม่ต่างจากคุณ

ผมอาจไม่ใช่คนที่นั่งข้างคุณ แต่หากมีอะไรที่ช่วยให้คุณหายเหน็บหนาวได้โดยที่ไม่เดือดร้อนผม ผมก็ยินดีเสมอ
ผมอาจไม่ใช่คนที่เดินเคียงข้างคุณ แต่หากมีสิ่งที่ผมพอช่วยได้ ผมก็ยินดีเสมอ

และแม้ว่าคุณจะใช้เวลา ผมก็ไม่ว่าเลย
ทุกอย่างบนโลกล้วนใช้เวลา เวลาไหลเป็นธรรมชาติ อยู่ที่คุณใช้มันเยอะหรือน้อย

แต่ไม่ว่าเยอะหรือน้อย เหมือนที่บอก — ผมไม่ว่าเลย ถึงแม้ผมจะต้องรอ

มันอาจจะเป็นการรอคอยที่นาน หรือไม่นาน ไม่มีใครรู้
ทางของคุณขณะที่ผมรอจะยากลำบากหรือไม่ ผมไม่รู้เลย

ผมรู้แค่อย่างเดียว — หากการรอคอยของผมทำให้คุณไม่หนาว ผมจะรอ

เนื้อเรื่องที่แท้จริง: ผู้เขียนรอเพื่อนคืนเสื้อกันหนาว ในห้องดรออิ้งที่แอร์เย็นมากๆ

กุหลาบดอกนั้นบนโต๊ะ

เธอขึ้นห้องมาพร้อมกุหลาบกำใหญ่ วันนี้โรงเรียนจัดงานมอบดอกกุหลาบให้ในฐานะผู้กำลังจบการศึกษา สายตาพลันเห็นกุหลาบดอกหนึ่งวางบนโต๊ะของเธอ

เธอฉงนใจ คงมีใครสักคนวางทิ้งไว้ เธอหยิบดอกกุหลาบดอกนั้นมาดู
มันเป็นดอกกุหลาบแดงเหมือนดอกไม้อื่นๆ ที่ทุกคนในสายชั้นน่าจะได้ในวันนี้

ถ้าไม่ใช่ป้ายกระดาษสีขาวที่พิมพ์ชื่อเธอด้วยฟอนต์ตัวบรรจงอย่างเรียบ เธอก็คงคิดว่าเป็นของคนอื่นไปเสียแล้ว


“ขอบคุณสำหรับกุหลาบนะ”

เวลาพักเที่ยง เธอซื้อโกโก้มาสองแก้ว นั่งข้างเขาก่อนยื่นโกโก้แก้วหนึ่งให้

“หืม? กุหลาบอะไร” เขาทำไขสือ แต่สายตาของเขาคงเก็บอาการไม่มิด
เธอเดินไปที่โต๊ะ หยิบกุหลาบนั้นพร้อมเอามาให้เขาดู “ฟอนต์นี้ เรียบขนาดนี้ ขอบกระดาษเว้นว่างแบบนี้ มีกี่คนในโรงเรียนที่จะทำ”

เขายิ้มแก้เขิน นัยเป็นยอมรับ

“ไม่คิดว่ามีหนุ่มแอบชอบแล้วเอามาให้เหรอ” เขาแซวกลับพร้อมส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้
“ถุย แอบชอบก็เอามาให้ต่อหน้าแล้วหรือเปล่า”
“แบบ ขี้อายอะไรงี้ไง”
“ไม่ต้องเลย สุดท้ายก็แกนั่นแหละ” เธอศอกเขาเบาๆ พลันมองค้อน
“ใช่ เราเองแหละ”

.

.

.

“และก็คนเดียวกับที่แอบชอบเธอด้วย”

.

.

.

เขาหน้าแดง เธอหน้าแดง บรรยากาศเงียบพอที่ทั้งคู่จะได้ยินเสียงลมหายใจของกัน
พลันฝ่ายหนึ่งเริ่มยิ้ม หัวเราะเบาๆ

แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน