VISTEC Internship – Life at the Campus

จากที่ตั้งใจว่าจะเขียนบล็อกฝึกงานทุกสัปดาห์ ตอนนี้กลายเป็นสองสัปดาห์หนึ่งบล็อกไปเป็นที่เรียบร้อย 55555555

อยู่ที่ VISTEC มาจะสองอาทิตย์แล้วครับ เพิ่งมีเวลาว่างมากพอที่จะเขียนอะไรยาวๆ ได้ เลยแอบมาบันทึกไว้หน่อย -w-)/

แล็บวิจัย

VISTEC มีสี่สำนักวิชา (เทียบเท่ากับคณะ) ครับ และแน่นอนว่าสำนักวิชาที่ผมมาทำงานด้วยก็หนีไม่พ้นสำนักวิชา Information Science and Technology (IST)

ตอนนี้ที่ IST กำลังดึงอาจารย์เก่งๆ มาหลายท่านครับ แต่ท่านที่เข้าใจว่าอยู่ประจำมีอยู่สามท่านได้แก่

  • อาจารย์ปรเมษฐ์ มนูญพงศ์ ดีกรี Full professor สองถึงสามสถาบัน ทำงานทางด้าน robotics เต็มตัว
  • อาจารย์สรณะ นุชอนงค์ ที่ทำด้าน Data Science เพิ่งย้ายกลับมาจาก CityU ที่ฮ่องกง
  • และอาจารย์ธีรวิทย์ วิไลประสิทธิ์พร อาจารย์ที่ผมสังกัดทำงานด้วยครับ :D

ตอนนี้สองงานวิจัยที่แล็บฯ กำลังทำควบกันคืองานของทั้งด้านการสั่งงานด้วยคลื่นสมอง (Brain-Controlled Interfaces) และระบบอยู่อาศัยอัจฉริยะ (Smart Living Solutions)

งานของผม

สำนักวิชา IST ที่ VISTEC กำลังสร้างตึกใหม่ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จมาเปิดอาคารภายในช่วงสิงหาคม งานของผมในตอนนี้คือการทำการสาธิตผลงานวิจัยที่แล็บกำลังสนใจอยู่

ซึ่งตอนนี้ scope งานของผมเป็นการสั่งงานควบคุมทิศทางผ่านการมองเคอร์เซอร์ครับ แค่ใส่หมวกวัดคลื่นสมองแล้วมองว่าจะเอา “ขึ้น-ลง-ซ้าย-ขวา” ก็สามารถคุมเคอร์เซอร์บนจอได้ (ความจริงต่อกับ simulation หุ่นกระป๋องมีล้อวิ่งแล้วด้วยนะ แต่ยังไม่ได้ถ่ายลงแค่นั้นเอง >__<)

จริงๆ แล้วงานตรงนี้เรากำลังขยายเพื่อต่อยอดครับ เช่น

  • จากการสั่งงานเพื่อคุมทิศทางอย่างเดียว (เช่นคุม wheelchair) เราอาจจะจับ vision ว่าผู้ใช้มองอะไรอยู่ เพื่อที่จะได้สั่งงานได้ ผมเขียน proof-of-concept โดยใช้ QR Code ง่ายๆ มาคอย monitor กล้องจากมือถือของผม
  • ในอนาคตเราต้องสามารถปรับความเร็วได้ด้วยการคิดความแรงของสัญญาณเป็นต้น

จริงๆ แล้วศักยภาพของ BCI นี่ค่อนข้างกว้างนะครับ เราน่าจะสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างใหม่ๆ ได้จากงานตรงนี้ ทางแล็บเองก็พยายามนำเอา approach ใหม่ๆ มาใช้ ทั้ง Machine Learning/Deep Learning เพื่อให้ได้งานวิจัยที่เจ๋งเป้งออกมาครับ :D

ชีวิตในรั้วสถาบัน

อย่างหนึ่งที่ควรพูดถึงคือชีวิตใน VISTEC นี่เรียกว่าสุขสบายก็ได้ครับ ส่วนหนึ่งเพราะพื้นที่ที่กว้างขวางเมื่อเทียบกับบุคลากร ทำให้เราได้เห็น…

  • แนวทางการออกแบบที่ตั้งใจให้เป็น remote research centre ทำให้ที่นี่มีทุกอย่างเพียงพอที่จะประทังชีวิต
  • การวางผังสถาบันที่ทำให้สามารถเดินใน campus ได้ทั่ว (ตึกทั้งหมด ณ ปัจจุบันอยู่ในระยะเดินได้สบายๆ)
  • ภูมิสถาปัตย์ที่สวยมาก! การได้ทำงานในที่บรรยากาศดีๆ นี่มันช่วยได้จริงๆ
  • facilities หลายอย่างที่ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน

ผมเป็นคนไม่ชอบนั่งรถอยู่แล้ว (จริงๆ คืองกค่ารถ 55555) ดังนั้นผมเลยโอเคกับการที่มี walkway ทั้งสถาบัน “มากๆ” กลางวันกันแดด กลางคืนมีไฟทางเดิน แต่ถ้าฝนตกหลังคาไม่กันเปียกนะ 5555555555

เท่าที่ผมทำงานมา ตอนนี้ผมพบว่าโอเคกับการทำงานแบบนี้เลยนะ

  • Work-life balance ที่นี่ถือว่าโอเคครับ ผมอยากทำงานตอนไหนผมก็ทำ อาจจะมาเช้า เลิกดึก แต่ระหว่างวันก็พักบ้างอะไรบ้าง ตอนเย็นชวนคนในทีมไปตีแบด เล่นเปียโน (ใช่ครับ ที่นี่มีเปียโนให้เล่น :D เพิ่งรู้หลังมาได้สองสามสัปดาห์)
  • ความบ้านนอก แม้จะอยู่ห่างความเจริญและย่านชุมชน แต่สถาบันฯ ก็จัดรถกลับกรุงเทพทุกวันหยุด หรือรถสลับสัปดาห์ไปเที่ยวระยอง-พัทยา สัปดาห์ไหนที่ผมไม่ได้กลับบ้านก็แวะ Tops หาของมาทำอาหาร
  • อาหารการกิน ถ้าเป็นคนเรื่องมาก (เช่นผมที่เรื่องมากเรื่องของกิน) ก็จะพบว่าชีวิตที่นี่ค่อนข้างเศร้าๆ ครับ 55555555 ความเศร้าคือ canteen ที่นี่เป็น all-you-can-eat ซึ่งราคาค่อนข้างแพง ทีมผมเลยตัดสินใจสั่งร้านอาหารตามสั่งข้างนอกมา และจากสถิติการสั่งร้านอาหารข้างนอก เราเจอ…
    • เมนูอาหารกาชาปอง สั่งยังไงไม่ได้อย่างงั้น
    • ผัดกระเพราใส่คะน้า! (แม่เจ้า อาชญากรรมกว่าถั่วฝักยาว)
    • สุกี้ที่สั่งแล้วไม่มีน้ำสุกี้มาให้ กลายเป็นผัดวุ้นเส้นจืดๆ
    • โปรตีนเสริมจากแมลงวันในอาหาร
    • ซึ่งจริงๆ ทั้งหมดนี่ไม่ได้ผิดที่ VISTEC นะ ถถถถ แต่ถ้าค่าข้าวถูกลงมาหน่อยจะดีมากเลย ;-;
  • ไฟฟ้า ช่วงนี้ไฟดับบ่อย ยอมรับว่าค่อนข้างมีผลกับการอยู่อาศัย ดับนานสุดคือข้ามวัน (เข้านอนแล้วตื่นมายังไฟดับอยู่) อันนี้ได้ยินว่าจะรีบหาทางปรับปรุง
  • ส่วนชีวิตที่เหลือต้องบอกว่าสบายครับ ทุกอย่างครบครัน วิวดี เน็ตแรง ทีมที่ทำงานด้วยน่ารักและเป็นกันเองมากๆ

สำหรับผมการออกมาเห็นอะไรแบบนี้ทำให้ผมพอรู้นะว่าเอกชนที่พร้อมสนับสนุนงานวิจัยในประเทศไทยยังมีอยู่จริง และการเกิดขึ้นของ VISTEC ก็การันตีให้ผมได้ว่าชีวิตสายวิจัยในประเทศไทยน่าจะสามารถ driven โดยเอกชนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐเยอะเท่าเมื่อก่อน

ครึ่งทางของการฝึกงานก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หวังว่าจะได้เห็นและได้ทำอะไรเจ๋งๆ มากกว่านี้เรื่อยๆ ครับ :D

ปิดท้ายด้วยภาพหมูกระทะหัวละ 179 (เรทราคานี้น่าจะหากินในกรุงเทพยาก :P)

VISTEC Internship – Prelude

นี่เป็นครั้งที่สองที่ได้ฝึกงานช่วงปิดเทอม (จริงๆ ก็อาจจะนับว่าเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่างานเขียนเว็บที่ทำก่อนขึ้นปีหนึ่งนั่นนับว่าฝึกงานได้ไหม :P) แต่ก็รู้สึกว่าควรมาบันทึกอะไรไว้หน่อย

ฝึกงานสายวิชาการ — ทางเลือกที่ไม่ได้พบบ่อย

จริงๆ แล้วต้องบอกว่าในขณะที่หลายคนเลือกฝึกงานกับ tech companies ทั่วไป จริงๆ มีอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนไม่ได้หยิบมาพิจารณา คือการฝึกงานกับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัย

ความตั้งใจแรกของเราคือมาเก็บเกี่ยวความรู้ machine learning/deep learning หลังจาก research คร่าวๆ มาก็พบว่าถ้าอยากฝึกงานสาย academic ในไทยน่าจะมีตัวเลือกอยู่สองตัวเลือกได้แก่

  • NECTEC (ศูนย์เทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ) ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้สวทช. เท่าที่ดูแล้วสายที่เราสนใจในเนคเทคก็แข็งแกร่งอยู่ไม่ใช่น้อย ทีม Machine Learning ที่นั่น (ถ้าเข้าใจไม่ผิด) นำโดยอาจารย์สรรพฤทธิ์ และทีมที่เรา (เคย) สนใจ (จริงๆ ก็สนใจอยู่ :D) คือทีม NLP ของพี่อาร์ม
  • VISTEC (สถาบันวิทยสิริเมธี) เป็น graduate school กับ frontier research centre ที่มีบริษัทรัฐวิสาหกิจและเอกชนหลายเจ้า (หลักๆ ได้แก่เครือปตท. และตอนนี้มี sponsors เพิ่มสองบริษัทคือ KBANK และ SCB)

อาจารย์ธนาวินท์ (ที่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์) มีงานที่ cooperate อยู่กับทีมที่ VISTEC ด้วยพอดี ด้วยคำแนะนำของอาจารย์เลยตัดสินใจมาที่ VISTEC นี่ละ :D

VISTEC

VISTEC หรือสถาบันวิทยสิริเมธี เป็นสถาบันวิจัยและบัณฑิตวิทยาลัยที่ตั้งอยู่กลางอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง — ถึงจะบอกว่าตั้ง “กลาง” อำเภอ แต่ความจริงที่นี่ห่างจากตัวเมืองค่อนข้างมาก

บรรยากาศการทำงานที่ VISTEC ดีมาาาากก :D ที่เห็นในรูปคือตึกออดิทอเรียมและหอสมุดของ VISTEC ซึ่งถ่ายจากกลางทะเลสาบขนาดไม่ใหญ่มากหน้า VISTEC เอง

ส่วนไปทำยังไงถึงถ่ายมุมนั้นได้น่ะเหรอ

A post shared by srakrn (@srakrn) on

คำตอบคือถ่ายตอนไปพายเรือครับ! ใช่ครับ เรือคานูลำเล็กๆ ที่พายคนเดียวได้! ด้วยความที่ graduate students และนักวิจัยที่นี่ต้องทำงานค่อนข้างหนัก บวกกับห่างไกลจากสถานที่พักผ่อนในตัวเมือง (ไกลกรุงเทพและไกลตัวเมืองระยอง) ภายใน VISTEC เลยมีสิ่งอำนวยความสะดวกและ facilitites ที่พร้อมมากๆ จำนวนหนึ่งไว้รองรับ

เป็นการรีวิวฝึกงานที่ประหลาดดีเพราะเปิดมาด้วยการพูดถึงเรื่องสุนทรียภาพก่อนเข้าตัวงาน 5555555

งานที่ทำ

ผมสังกัดเป็น Research Assistant Internship (ผู้ช่วยนักวิจัยฝึกงาน) ครับบ งานที่ได้รับมอบหมายคือช่วยอิมพลีเมนต์งานวิจัยเรื่องการควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วยคลื่นสมอง ถึงอย่างไรก็ตาม working space ที่ผมทำงานจะนั่งรวมกับพี่ๆ ที่ทำ smart living solutions ตอนผมไม่มีอะไรทำก็เลยช่วยพี่บางคนดูแลตรงนี้ไปพร้อมกันด้วย

งานหนักไหม หนักครับ แค่เย็นวันแรกที่มาถึงเราก็รุมหัวล้อมโต๊ะทั้ง research team แล้ว

A post shared by srakrn (@srakrn) on

ผมหมายถึงล้อมโต๊ะพูล… นอกจากเรือให้พายเล่นและวิวดีๆ ให้ดู ก็มีโต๊ะพูลและฟิตเนสให้ใช้บริการด้วยนะ XD

ส่วนตัวมองว่านี่คือ Work-Life balance จริงๆ ครับ ผมอาจจะทำงานค่อนข้างดึกแต่ทำเพราะเพลินและไม่มีอะไรทำ ในขณะเดียวกันพอมีอย่างอื่นทำก็ชิลในระดับที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ productive เลยเหมือนกัน นอกจากนั้นก็ต้องขอบคุณทีมในนี้ที่ทุกคนน่ารักกันมากๆ คุยเล่นและเฮฮาได้เต็มที่ครับ

เข้าเรื่องจริงๆ ละครับ 55555 งานที่ได้รับมอบหมายให้ทำคือ implement การสั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยคลื่นสมอง ผ่านการ monitor คลื่นไฟฟ้าในส่วนการมองเห็น ซึ่งจะถูก stimulate ผ่านการมองเห็น และเราสามารถนำคลื่นตรงนี้มา analyse ได้

บอร์ดในรูปคือ OpenBCI เป็น Brain-Controlled Interface toolkit สำหรับ monitor คลื่นสมองหรือคลื่นไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อ ดังนั้นในช่วงแรกๆ ของการฝึกงานเลยเอามาทำอะไรสนุกๆ เล่นหน่อย

เป็นการเอา OpenBCI มา monitor การขยับตาเพื่อเล่นเกมไดโนเสาร์ของ Google Chrome ครับ :D แน่นอนว่าวิชาจำพวก signal processing ที่เรียนมาได้ใช้ประโยชน์แน่ๆ เพราะคลื่นสมองนั้นมี amplitude อยู่ที่ระดับ millivolts ซึ่งแค่ไฟบ้าน (ที่วิ่งด้วยความถี่ 50Hz) ก็สร้างสัญญาณรบกวนจำนวนมากได้แล้ว

อีกอย่างหนึ่งคือคลื่นสมองเป็นคลื่นที่มี Signal to Noise Ratio (SNR) ค่อนข้างต่ำ ทำให้การ monitor/analyse ข้อมูลทำได้ยากกว่าปกติ ซึ่งก็เป็นหนึ่งใน research directions ของแล็บที่จะ process กับสัญญาณเหล่านี้ด้วยวิธีต่างๆ

research directions ตรงนี้ผมคงเขียนถึงไม่ได้มากเพราะเป็น confidential ของทางแล็บเองด้วย แต่เอาเป็นว่าท้าทายและสนุกดีครับ ;)

สรุปปิดท้ายสัปดาห์แรก

เป็นสัปดาห์ที่ทำให้จับ pace การทำงานของตัวเองได้ง่ายขึ้น ว่าควรไปเร็วแค่ไหน ทำได้แค่ไหนถึงกำลังรักษา balance หลายๆ อย่าง หวังว่าอาทิตย์ต่อๆ ไปจะได้มา progress update เรื่อยๆ แล้วกันครับ :D

ถึงผมและพวกคุณ: ชีวิตหลังจบปีสอง

จริงๆ อยากเขียนลงเฟซบุ๊คด้วย แต่บังเอิญเป็นคนขี้อายไปนิด เลยตัดสินใจมาเขียนเงียบๆ ตรงนี้ดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่น่าจะมีคนคลิกมาอ่านเยอะสักเท่าไหร่

1 – ถึงตัวเอง

ครึ่งทางแล้วว่ะคุณ

หลังจากคุณเคว้งคว้างในปีการศึกษาแรก ในครึ่งทางของชีวิตการศึกษาระดับปริญญา คุณเลือกไปสาย Machine Learning และ Deep Learning แม้จะยังใหม่แต่คุณก็รู้สึกว่านี่คือทางของคุณ

คุณเชื่อว่าทางสายนี้จะทำเงินแม้ว่าผู้คนสายนี้จะเฟ้อจากฟองสบู่ของมันก็ตาม คำถามทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าคุณจะสามารถดันตัวเองไปอยู่ในจุดที่ดีกว่าคนทั่วไปได้หรือเปล่า คำถามนี้จะถูกตอบในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า กล่าวคือเป็นการไปฝึกงานครั้งที่สองของคุณ ขอให้โชคดีและทำให้เต็มที่นะ

ณ ชีวิตขณะนี้คุณกำลังลังเลกับการเรียนต่อปริญญาโท ทั้งตัวเลือกที่จะไม่เรียน และตัวเลือกที่จะเรียน ทั้งในสายคอมและสายบริหาร

ใช่ สายบริหาร! หลังจากคุณนอนน็อคในช่วงก่อนสอบ อยู่ดีๆ คุณก็มีคำถามว่างานของคุณจบไปจะสามารถสร้างความมั่นคงได้จริงๆ เหรอ? จริงอยู่ว่าคุณไม่อดตายแน่ แต่โอกาสที่คุณจะได้นั่งบนบังเหียนกุมบริษัทก็น้อยตาม

ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ก็หวังว่าคุณจะทำเหมือนที่คุณทำมาโดยตลอด คุณเชื่อว่าโลกนี้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ขอให้คุณเอาข้อมูลทุกอย่างมาคิดและตัดสินใจให้รอบคอบนะ

สู้ๆ เป็นกำลังใจให้กับการตัดสินใจนะ :)

2 – ถึงพวกคุณ

หลังจากเขียนถึงตัวเองก็คงได้เวลามาเขียนถึงคนอื่นแล้วแหละเนอะ ไม่มานั่งคุณเคิณแล้วด้วย 5555555 นอกจากในรูปนี้แล้ว คนที่อยากกล่าวถึงเช่นกันคือพี่นิว พรมนัส ไก่จุ้ย และคนเฮนเนยด้วย

สำหรับคนในรูป เราดีใจที่รูปห้าคนมันงอกออกมาเป็นเจ็ดคน (และคงจะดีใจกว่านี้ถ้ามันยังเป็นแปด) ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกันเราได้อะไรหลายๆ อย่างไปค่อนข้างมาก และดีใจที่ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง เห็นคนเริ่มไปงานพวก Game Jam เห็นเพื่อนๆ ทยอยเข้าแล็บ หรือแม้แต่เห็นการตั้งคำถามว่าจะทำอะไรต่อดี การยืนอยู่ในจุดที่คนรอบตัวกำลังค่อยๆ โตขึ้น มองไปแล้วมันสวยมากเลยนะ

อีกอย่างที่อยากบอก อารมณ์และความรู้สีกหลายอย่างที่ผ่านมาตอนปีสองได้พวกแกช่วย support ไว้ค่อนข้างเยอะมากๆ ถ้าต้องพูดกันตรงๆ ชีวิตเราก็ได้พวกแกมา spice up ขึ้นนะ :D ขอบคุณสำหรับรสชาติความ “อร่อย” นี้ เพราะเราก็ไม่คิดว่ามันจะกลมกล่อมไปมากกว่านี้ได้แล้วแหละ

ปีสามแล้วหวังว่าทุกคนจะได้เจอทางของตัวเองนะ ค่อยเป็นค่อยไปดอกไม้จึงบาน :)

3 – ถึงพวกคุณๆ

ถ้าไมล์สโตนมันนับกันได้ง่ายๆ ด้วยปัจจัยเพียงแค่เวลาอย่างเดียว เราก็คงบอกว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยของเราไหลไปครึ่งทางแล้ว

น่าเสียดายที่สำหรับเรามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ความสนุกในชีวิตมหาวิทยาลัยจริงๆ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ทั้งกิจกรรมและงานมหาศาล ฝึกงานและโปรเจกต์จบ — ปีหน้างานกิจกรรมเยอะขึ้นแน่ๆ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ -/|\-

สวัสดีสมาชิกใหม่อีกหกบวกหนึ่งคนที่เพิ่งเข้ามาเจอกันด้วยนะ :D ถ้ามีใครที่เคยอยู่ตรงนี้แล้ววันนี้ไม่อยู่แล้ว ก็ขอถือโอกาสสวัสดีและบอกว่าคิดถึงมาด้วยเลยแล้วกัน

เป็นกำลังใจให้ทุกคนสามารถเดินไปในทางที่ตั้งใจได้ ขอให้โชคดีและเดินไปอย่างแข็งแกร่งนะ

บล็อกอีกสองปีข้างหน้าคงเป็นบล็อกที่มีความหมายมากๆ อีกชิ้นนึงแน่นอน :)

เป็ดน่ากลัว

เราอาจจะได้ยินการเปรียบเทียบคนที่ทำอะไรหลายๆ อย่างได้เป็น แต่ไม่เก่งจริงๆ สักอย่างว่าเป็นเป็ด
ว่ายน้ำได้ บินได้ แต่ว่ายก็ไม่คล่อง บินก็ไม่สวย

วันนี้ระบบส่งงานเก่าของรายวิชาที่เป็น TA มีปัญหานิดหน่อย ช่องทางปกติไม่สามารถส่งงานได้ ก็ใช้เวลาสองสามชั่วโมงในการเขี่ยระบบส่งชั่วคราวมาใช้

ข้างหลังก็ชุ่ยๆ ใช้ AJAX ยิง request ไปแบบขอไปที ตอนเขียนก็เขียน jQuery ธรรมดา ไม่มีอะไรพิสดาร

แต่อยู่ดีๆ ก็มานั่งนึกว่าตัวเองน่าจะทำอะไรได้เป็นมากพอในระดับนึง (ถึงแม้จะยังไม่เทียบชั้นคนอื่น) และพอเห็นแล้วว่า “เป็ด” ที่เก่งกว่าเรานี่น่ากลัวขนาดไหน

โลกนี้บางทีก็อาจจะไม่ได้ต้องการคนเฉพาะทางที่ลงลึกมากขนาดนั้น แต่อาจจะถูกขับเคลื่อนด้วยเป็ดที่ความสามารถตื้น แต่เยอะกว่า ทำงานได้หลายอย่างมากกว่าก็เป็นได้

ถึงกระนั้นก็ยังไม่นับตัวเองว่าเป็นเป็ด (เพราะกากเกิน :P) และไม่คิดว่าเป็นเป็ดดีจริงๆ อยู่ดี ฮา

แต่เป็ดที่เก่งน่ากลัวจริงๆ นะ

Fly Me To The Moon

Fly me to the moon
Let me play among the stars
Let me see what spring is like
On a, Jupiter and Mars
In other words, hold my hand
In other words, baby, kiss me

Fill my heart with song
And let me sing for ever more
You are all I long for
All I worship and adore
In other words, please be true
In other words, I love you

Fill my heart with song
Let me sing for ever more
You are all I long for
All I worship and adore
In other words, please be true
In other words, in other words
I love you.

[เพลง] แค่ได้เป็นคนสุดท้ายที่เธอคิดถึง

แต่คงมีบางคนเขายืนอยู่ อยู่บนนั้นบนดาวคู่เธอ
และต่อให้ไม่มีใครใครไปสู่ ก็รู้ดี ว่ายังไม่ใช่ฉัน

แค่ได้เป็นคนสุดท้ายที่เธอคิดถึง
ได้เข้าไปอยู่ในนั้นซึ่งฉันไม่ควรได้เข้าไป
แค่เท่านี้ก็ดีพอกับใจของฉัน

แค่ได้เป็นคนสุดท้ายที่เธอมองเห็น
ได้อยู่ในสายตาที่เยือกเย็น
แค่เท่านี้ก็เป็นความสุขมากมายเกินกว่าฝัน

อยู่ตรงนี้ก็มีความสุขใต้ดวงดาวเหมือนกัน

ในหลวงรัชกาลที่ 9

เผยแพร่ครั้งแรก 13 ตุลาคม 2559 ณ เฟซบุ๊คส่วนตัว

ตอนประถมศึกษา ผมเคยถูกทาบทามจากคุณครูให้แข่งพูดสุนทรพจน์
ถึงแม้จะเป็นเวลานานมากแล้ว แต่ประโยคแรกของสุนทรพจน์นั้นยังอยู่ในหัวผมตลอดมา

“What is being a great leader? That is a simple question, but a big role to play.”

มองย้อนกลับไปเพียงไร บทบาทของท่านในฐานะพระมหากษัตริย์ก็เป็นบทบาทที่ยิ่งใหญ่มาก

การดูแลความเป็นอยู่ของพสกนิกรร่วมเจ็ดสิบล้านคนเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ตลอดระยะเวลาที่ท่านอยู่เป็นร่มโพธิ์ของชาวไทยนั้น ทุกคน – ไม่ใช่แค่ชาวไทย – แต่รวมถึงนานาอารยะประเทศ ได้ประจักษ์เห็นแล้วว่าในหลวงของเราทรงเป็นกษัตริย์ที่แข็งแกร่ง และเป็นผู้นำประเทศไทยจนมีวันนี้

ผมเชื่อว่าแม้สังขารจะล่วงลับ แต่พวกเรา – ประชาชนชาวไทยทุกคน – หรือลูกของพ่อทุกคน จะยังมีภาพของท่านอยู่ในทุกขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นในฐานะกษัตริย์ ฐานะผู้นำ หรือผู้ซึ่งเราเดินรอยตามอยู่ในทุกการกระทำ

ท่านไม่ได้ไปไหนไกลครับ ท่านอยู่ในใจของชาวไทย
ขอบคุณที่คุ้มครองชาวไทยมาตลอด 70 ปีนะครับ :’)

ถ้าเธอคิดจะลืมเขา

“ไม่เปลี่ยนเพลงฟังบ้างเหรอ”
“อือ ไม่เปลี่ยนอ่ะ”

“นอกจากจะเป็นคนที่ไม่ฟังเพลงบ่อยๆ แล้ว ถ้าจะฟังแต่ละทียังฟังแต่เพลงซ้ำๆ สินะ”
“อื้ม ก็เป็นแบบนั้นมาตลอดละมั้ง”

“นี่ เปลี่ยนเพลงได้ไหม มีเพลงอยากให้ฟังอ่ะ”
“หืม? ก็ได้”



“ถ้าเธอคิดจะลืมเขา เธออย่าฟังแต่เพลงเศร้าอีกเลย?”
“ใช่ ถ้าเธอคิดจะลืมเขา เธออย่าฟังแต่เพลงเศร้าอีกเลย”

“อ่ะ จบละ ทีนี้จะยังฟังเพลงเศร้าอยู่อีกป่ะ”
“ฟัง”

“แล้วทำไมเธอต้องฟังเพลงเศร้า ถ้าเธอคิดจะลืม”

“แล้วถ้าเราไม่เคยคิดจะลืมเลยล่ะ?”


ปล. บล็อกนี้ไม่เกี่ยวกับอดีต