อยากให้เป็นคุณ

คืองี้เว้ยคุณ

ผมอาจจะระบายปัญหาใส่ใครได้เป็นสิบคน
อาจจะเป็นคนที่พร้อมช่วยคนอื่นตอนที่คนอื่นแย่
อาจจะอยากฮาเฮกับเพื่อน อยากกินข้าว เปิดตี้
ตอนผมเศร้าผมก็อาจจะบ่นลงทวิต ซึ่งก็ช่วยให้ผมรู้สึกดีได้เหมือนกัน

แต่ถ้าผมเลือกได้ที่จะบ่นกับใครสักคน
หรือเป็นคนที่ใครสักคนคิดถึงตอนเค้ามีปัญหา
เป็นตัวเลือกแรกของกันและกันที่จะออกไปกินข้าว เดินสยาม ลั้นลา
หรือแม้แต่นั่งผลาญเวลายามบ่ายเล่นในสวนสาธารณะสักที่
งอนกัน ง้อกัน เฮฮากัน เศร้าด้วยกัน
วาดฝันว่าตอนโตจะมีเค้านอนข้างๆ ทุกเช้า ปลุกกันและกันด้วยจูบเบาๆ ที่หน้าผาก
ลูบหัวก่อนนอน บอกฝันดีทุกคืน และผลอยหลับใต้อ้อมกอดอุ่นๆ
มาเป็นคนที่จะแคร์กัน เป็นห่วงกัน พร้อมสแตนด์บายให้กัน
เข้าใจกันและดูแลกันเป็นพิเศษเนี่ย

ก็อยากให้เป็นคุณ

เป้าหมายปี 2560

เป้าหมายปี 2560: ทำให้โลกนี้ดีขึ้น

แม่งเอ๊ย ฟังหล่อฉิบหายเลยคุณ


(1)

ผมนั่งคุยกับมิตรสหายท่านหนึ่งใต้ถุนตึกภาคคอม แปลกใจไม่น้อยว่าเรามาเจอกันที่นี่

“คุณก็รู้ว่า mindset ชนชั้นกลางเป็นยังไง สุดท้ายทุกอย่างของชนชั้นกลางคือ money profit”

ผมตั้งคำถามว่าสำหรับหลายๆ คน การลืมตาอ้าปากเป็นเรื่องที่ดี แล้วเหตุไฉนใครสักคนจะยอมทิ้งกำไรชีวิต ความสะดวกสบายไปได้

“ผมพูดเลยนะว่าผมมองแบบอีลีท แต่ผมถามหน่อยว่าทุกครั้งที่คุณเจอ Service charge 10% กับร้านอาหารที่บริการคุณดีทั้งที่เค้าจะบริการมาตรฐานก็ได้ ทำไมคุณถึงกล้าบอกว่าคุณจะไม่ทิปเค้าเพราะมี Service charge แล้ว”

“ครั้งหนึ่งที่ผมไปร้านอาหารผมหิ้วขนมไปให้ด้วย เป็นครั้งแรกของที่นั่น พนักงานบอกว่าขอบคุณและบอกว่าเขาไม่เคยมีโอกาสได้หยุดแบบนี้ คุณคิดดูนะ ร้านอาหารเปิดสิบโมงปิดสี่ทุ่ม เวลาเตรียมเปิดร้านปิดร้านล่ะคุณ”

ผมเริ่มเห็นความบิดเบี้ยวช้าๆ

“ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ถ้าการงานของผมมันได้ดิบได้ดีรวยอู้ฟู่ แต่มัน based บนความเดือดร้อน ความไม่เป็นสุขของคน ผมคงทำไม่ได้”

ก่อนจบบทสนทนา ผมขอบคุณเขา เก็บบทสนทนามาครุ่นคิดอยู่หลายวัน


(2)

มันเป็นบ่ายวันหนึ่งในจุดแออัด ร้านกาแฟฟรานไชส์ทำหน้าที่จุดหย่อนก้น

แขกตรงหน้าผมคราวนี้อาจไม่ใช่คนที่ผมคุยด้วยบ่อยมากนัก เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เราเจอกัน

เขาเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของเขา – เขาบอกว่าเขาได้รับโอกาสจากคนคนหนึ่งในวันที่ชีวิตเขาหักเห

“โลกเรามันมีคนต้องการโอกาส แต่คนให้โอกาสมันน้อย”

“จริงๆ นะ ถ้ามองว่าการ offer โอกาสคือการ trade กันแบบพึ่งพาไปเรื่อยๆ วันนึงเราจะแข็งแกร่งและประเทศชาติจะแข็งแกร่ง คุณก็คงเห็นด้วย”

ใช่ ผมเห็นด้วย

“ไม่ต้องถึงประเทศหรอก เอาแค่คนที่คุณ offer อะไรให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นแค่นั้นก็ดีแล้ว”

เรื่องราวหลายอย่างพรั่งพรูผ่านบทสนทนา มุมมองของผมต่อโลกที่ดีกว่านี้หนักแน่นขึ้น

คงไม่บังเอิญเท่าไหร่ที่ได้ยินเรื่องราวแบบนี้จากคนสองคนติดๆ กัน


อันที่จริงคำว่า “ทำให้โลกนี้ดีขึ้น” แม่งกว้างจนไม่สามารถบอกตัวเองได้ด้วยซ้ำในปลายปีหน้าว่าทำสำเร็จหรือไม่

แต่ถ้ามันคือความตั้งใจ อย่างน้อยก็ได้แต่เชื่อว่าส่วนหนึ่งของความตั้งใจที่ทำอะไรลงไปมันจะทำให้โลกนี้ดีขึ้นไม่ในทางใดก็ทางหนึ่งจริงๆ

มันอาจจะเป็นข้าวหนึ่งมื้อของเด็กตัวมอมแมมข้างถนน เศษเสี้ยวของเงินที่บริจาคไปสมทบต้นทุนของวิกิพีเดีย ข้าวในบ้านเด็กกำพร้า โค้ดที่ pull request ขึ้นไปบนไลบรารี่ วางมือถือไว้เฉยๆ เพื่อบริจาคน้ำไปให้เด็กในแอฟริกา หรืออย่างอื่น

น่าจะเป็นเป้าหมายที่ทำได้ง่าย (รวมถึงอ้างว่าทำไปแล้วได้ง่าย) และทำได้ยากที่สุดแล้ว

เอาเถอะวะ ไม่เสียหาย
ขอให้โอกาสตัวเองแล้วกัน

อคติที่ทำให้เรามองบางอย่างเปลี่ยนไป

[เขียนโดยสรุปความรู้สึกตัวเองจากการอ่าน Medium และพูดคุยกับคุณแพค ต้องขอบคุณอย่างสูง ณ ที่นี้มากครับ]

อคติทำให้เรารับเหตุผลข้างเดียว

เมื่อคนเรามีอคติก่อตัว เป็นความจริงที่ว่าเราเลือกรับฟังเหตุผลน้อยลง และเลือกที่จะ “มอง” จุดผิดพลาดของคนอื่นมากขึ้น

และเมื่อเรามองจุดผิดพลาดของคนอื่นมากขึ้น ถึงวันหนึ่งที่เขาล้ม เราก็อาจเหยียบย่ำเค้า

หากถามว่าการมองข้อผิดพลาดคนอื่นและเลือกที่จะฝังติดตรึงมันเป็นเรื่องเลงร้ายไหม ผมและหลายคนอาจจะบอกว่ามันปกติ

แต่หากมองลึกลงไป เมื่อเรื่องเหล่านี้ก่อตัวเป็นเมฆครึ้มที่ปิดความใจกว้าง เมื่อนั้นเราก็อาจเลือกปฏิบัติกับผู้ที่เรามีอคติด้วยต่างออกไป

หากถึงจุดหนึ่งที่เราเหยียบย่ำ ซ้ำเติม และกดหัวคนผิดพลาดให้เราจมปลัก นั่นก็หมายถึงเรากำลังปฏิบัติต่อเขาในรูปแบบที่ไม่ใกล้กับสิ่งที่เราปฏิบัติกับเพื่อนมนุษย์

สุดท้ายแล้ว แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากเราเลือกที่จะไม่ “ก้าวข้าม” อคติและความรู้สึกแย่ต่อใครสักคน เมื่อถึงจุดวิกฤติ เราก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเรากำลังลดทอนความเป็นคนของใครสักคนอยู่ช้าๆ เช่นกัน

การเดินทางขากลับคงจะเหงา

“แทน มีฟอนต์อะไรแนะนำป่ะ”

“มี”

ผมตอบ พลางเปิดเว็บกูเกิลฟอนต์ โหลดฟอนต์ให้เพื่อน
ข้อความหลายรูปแบบขึ้นมาแสดงตัวอย่างฟอนต์ที่ต่างกัน สายตาสะดุดข้อความหนึ่ง

untitled

“การเดินทางขากลับคงจะเหงา”


p_20161110_093917

การเดินทางคนเดียวคงจะเหงา?

ผมนั่งครุ่นคิดถึงวลีนี้ ไม่รู้เพราะอะไรทำให้ผมจำคำว่า “ขากลับ” เป็นคำว่า “คนเดียว”

อาจจะเป็นเพราะผมมาคนเดียว หรือเพราะผมรู้สึกคนเดียวมานานแล้ว

ถ้าแบบนั้น การเดินทางคนเดียว ไม่ว่าขาไปหรือขากลับ ก็เหงาเหมือนกัน?


มีคนบอกว่าการเดินทางคือการเปิดโลกอีกใบ ฉีกวิถีชีวิตเก่าออกไปทำสิ่งใหม่

เราอาจเจอเพื่อนร่วมทางในการเดินทางครั้งใหม่
ได้เปิดโลก ได้พูดคุย เห็นสิ่งแปลกใหม่

ผมนึกถึงเมื่อสมัยผมมีคนเดินทางด้วย เราไปเที่ยวที่ซ้ำๆ เดิมๆ
แต่การเดินทางทุกครั้งเมื่อมีเธอ มันก็ทำให้อบอุ่น
เราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าที่เดิมๆ คนเดิมๆ สามารถสร้างความรู้สึกใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ
ความรู้สึก ไม่ว่าเก่าหรือใหม่ ถูกเก็บซ่อนในสถานที่ เรียกคืนได้เพียงเมื่อมาเยือนมันอีกครั้ง

ผมพอนึกออกแล้วว่าวลี “การเดินทางขากลับคงจะเหงา” หมายถึงอะไร


ผมไม่รู้หรอก ตลอดสี่วันสามคืนที่ผมแบกตัวเองไปเปิดโลก ผมจะเจออะไรบ้าง

แต่หลายสิ่งที่ผมเจอ คงจะอยู่ในความทรงจำ และทำให้ยิ้มออกเมื่อคิดถึงมันทีหลัง

อันที่จริง ปัจจัยแห่งความสุขอย่างหนึ่งที่ผมอยากให้มันฝังลึกในความทรงจำ กลับเป็นคนพิเศษข้างๆ ที่อยู่ด้วยกัน – เมื่อนั้น ทุกภาพที่มีเธอคงมีความหมาย

เรากับที่แห่งความทรงจำถูกพรากด้วยระยะทาง และเวลา เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้กลับมนเก็บกลิ่นของความรู้สึก ณ ที่เดิม

ต่อให้ระยะทางใกล้เพียงเดินครู่หนึ่ง ต่อให้เวลาใกล้เพียงพรุ่งนี้ หากที่แห่งเก่าไม่มีปัจจัยของความสุขเหมือนการมาเยือนครั้งก่อนๆ สิ่งที่ได้จากการเดินทางครั้งนั้น คงเป็นเพียงการรำลึกความทรงจำ ไม่ใช่การสร้างมัน

เมื่อนั้น การเดินทางขากลับคงจะเหงา

ผมชอบท้องฟ้า

p_20150712_184201
ภาพที่ขุดเจอเมื่อชาติที่แล้ว

ผมชอบท้องฟ้า

ท้องฟ้าที่ผมชอบเป็นพิเศษอาจจะไม่เหมือนท้องฟ้าที่คนอื่นชอบ ในขณะที่หลายคนชอบท้องฟ้าสีน้ำเงิน ผมกลับชอบที่จะเห็นเมฆเทาตัดกับแดดสีส้ม

เงยหน้ามองท้องฟ้าวันนี้ มันค่อนข้างใกล้เคียงกับท่ีผมชอบ

ผมคิดถึงคนคนหนึ่งที่ดูมีอิทธิพลกับความคิดผมมากๆ ผมถามตัวเองว่าถ้าอยู่กับเธอ ผมจะชอบท้องฟ้าแบบอื่นมากกว่าไหม

บ้าเหรอ คนอะไรเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองชอบได้เพียงเพราะมีคนอยู่ใกล้ๆ คนเดียว

แต่คิดดูอีกที ผมก็เปลี่ยนไปแล้ว – หลายอย่างในตัวผมเปลี่ยนไปเพราะเธอ ผมยิ้มง่ายขึ้น หัวเราะง่ายขึ้น อาจเป็นคนอีกคนที่อยู่ในโลกแบบไม่อมทุกข์

สุดท้ายทั้งท้องฟ้าและเธอก็เป็นต้นกำเนิดความสุขของผม

คำตอบของคำถามว่าถ้าอยู่กับเธอ จะชอบท้องฟ้าแบบอื่นมากกว่าไหม คงเป็นคำว่าชอบกว่า

ไม่ได้ชอบท้องฟ้าแบบอื่นมากกว่านะ แต่ชอบเธอมากกว่า :)

โคตรไม่เชื่อมโยงเลย 55555555555555

You say you love rain

You say you love rain, but you use an umbrella to walk under it.

You say you love sun, but you seek shelter when it is shining.

You say you love wind, but when it comes you close your windows.

So that’s why I’m scared when you say you love me.

– Bob Marley

Yes, I love rain, but sometimes it makes me sick.

Yes, I love sun, but often it does burn me.

Yes, I love wind, but things gone bad when it become thunderstorms,

And yes, I love you, but disappointed love torn me in pieces.

ในหลวงรัชกาลที่ 9

เผยแพร่ครั้งแรก 13 ตุลาคม 2559 ณ เฟซบุ๊คส่วนตัว

ตอนประถมศึกษา ผมเคยถูกทาบทามจากคุณครูให้แข่งพูดสุนทรพจน์
ถึงแม้จะเป็นเวลานานมากแล้ว แต่ประโยคแรกของสุนทรพจน์นั้นยังอยู่ในหัวผมตลอดมา

“What is being a great leader? That is a simple question, but a big role to play.”

มองย้อนกลับไปเพียงไร บทบาทของท่านในฐานะพระมหากษัตริย์ก็เป็นบทบาทที่ยิ่งใหญ่มาก

การดูแลความเป็นอยู่ของพสกนิกรร่วมเจ็ดสิบล้านคนเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ตลอดระยะเวลาที่ท่านอยู่เป็นร่มโพธิ์ของชาวไทยนั้น ทุกคน – ไม่ใช่แค่ชาวไทย – แต่รวมถึงนานาอารยะประเทศ ได้ประจักษ์เห็นแล้วว่าในหลวงของเราทรงเป็นกษัตริย์ที่แข็งแกร่ง และเป็นผู้นำประเทศไทยจนมีวันนี้

ผมเชื่อว่าแม้สังขารจะล่วงลับ แต่พวกเรา – ประชาชนชาวไทยทุกคน – หรือลูกของพ่อทุกคน จะยังมีภาพของท่านอยู่ในทุกขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นในฐานะกษัตริย์ ฐานะผู้นำ หรือผู้ซึ่งเราเดินรอยตามอยู่ในทุกการกระทำ

ท่านไม่ได้ไปไหนไกลครับ ท่านอยู่ในใจของชาวไทย
ขอบคุณที่คุ้มครองชาวไทยมาตลอด 70 ปีนะครับ :’)

Optimum

คนเราเลือกเดินทางที่ดีที่สุด (optimum) ไหม?

สัตว์บางชนิด อย่างเสือ สิงโต มันมักจะเลือกชีวิตและวิถีของตัวเอง ยามมันตกอยู่ในอันตราย มันจะทำทุกวิถีทางเพื่ออยู่รอด

กลับกัน บางแง่มุมของมนุษย์ ทางที่เราเลือกเดินอาจไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด เราอาจเลือกเดินทางที่อยากเดินแม้รู้ว่ามันจะไม่มีวันเป็นไปตามที่เราหวัง
เส้นทางบางเส้นทางเราเดินด้วยความคาดหวัง ถึงแม้ว่ารู้อยู่สุดหัวใจว่ามันไม่มีวันเป็นไปได้

หรือเรากำลังวิวัฒนาการถอยหลัง?
หรือเราไม่สามารถมีอิสระจากอารมณ์ ความคิด และความปรารถนาของตัวเอง?

บันทึกสถานการณ์หัวใจ ณ ปลายเดือนกรกฏาคม

อยู่ดีๆ ก็อยากเขียน

อนึ่ง นี่เป็นบันทึกความรู้สึกจากหัวใจ ซึ่งความรักเป็นสมาชิกของเซตความรู้สึก ดังนั้นหลายอย่างในบทความนี้อาจไม่เกี่ยวกับความรักแบบคู่ (couple relationship)

  • เราสร้าง first impression เองได้
  • และใครก็สร้าง first impression ให้เราได้เช่นกัน
    • first impression อาจจะเป็นหน้าตา นิสัย คำพูดแรกที่ทัก หรืออะไรก็ตาม
    • first impression สำหรับเรามีผลมากเลยนะ จะรู้สึกว่าใครตราตรึงก็เพราะตอนเจอกันครั้งแรกนี่ละ
  • สำคัญกว่า first impression คือ second impression
    • ตอนยังไม่สนิทกันมาก เราอาจรู้สึก “ถูกคอ” กับใคร แต่พอเวลาผ่านไป second impression มันจะทำให้เราเห็น mindset และทัศนะคติของหลายๆ คน
    • เช่น พี่เนียนที่เรา first impress ในฐานะเพื่อน และดีใจที่พี่เป็นพี่ใจดีที่คุยได้เรื่อยๆ
      • จากข้อบน คนเรามีเวลาเรียนรู้กันได้เสมอ
  • คนเราอาจไม่ต้อง expect สถานะ “พิเศษ” ในการดูแลคนอื่น
    • บางทีเลิกรากันไปแล้วก็ยังดูแลกันได้ คุยกันได้ในฐานะเพื่อน
      • ถ้าเราอยากทำให้เค้ามีความสุขด้วยการดูแลเค้า และความสุขของเราคือการเห็นเค้ามีความสุข ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็แปลว่าเรา “ไม่ควร” ยึดติดกับสถานะว่าเป็นคู่หรือไม่เป็นคู่
        • บางคนก็บอกว่านี่เป็นนิยามของ pure love คือ “ความยินดีที่อีกฝ่ายมีความสุข”
        • แต่จริงๆ นะ มนุษย์เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง love+lust ภายใต้ความสุขที่มัน pure จริงๆ แล้วมีตัณหาและความอยากเป็นเจ้าของครอบงำอยู่
          • เรานับถือคนที่แยกตรงนี้ออก เพราะหมายถึงคุณเข้าใจความหมายของคำว่ารักจริงๆ โดยไม่เอามันไปผูกกับคำว่า “แฟน” “เหมือนพี่น้อง” หรืออะไรก็ตาม
          • แต่สุดท้ายสำหรับคนที่ไม่สามารถแยกได้ มันก็คือการที่คุณพยายาม cope กับความ “อยากเป็นเจ้าของ” หรืออะไรทำนองนั้น
            ความอกหัก ในมุมมองของเรา ไม่ได้เกิดจากการไม่รัก แต่เกิดจากการไม่สามารถ “maintain” ความอยากครอบครองได้

            • ถ้าถามว่างั้นจะจีบทำไมในเมื่อไม่ต้องการเป็นแฟน ก็เป็นการตอกย้ำความจริงว่ามนุษย์เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง love+lust
            • ถ้าบอกว่า “อ้าว แม่งก็เป็นงี้ทุกคน” และพยายามถามว่ามนุษย์ที่แยกรักกับใคร่ออกจากกันได้แม่งมีแค่ไหน ก็ยินดีด้วย คุณคือมนุษย์ปกติ แต่พวกที่แยกออกคือพวกที่ “บรรลุ” แล้ว
        • แต่สุดท้ายแล้ว “สถานะ” ก็เป็นตัวกำหนดความ dependence ของทั้งสองฝ่าย ให้คนสองคนขึ้นต่อกันด้วยความสัมพันธ์ที่พิเศษ เป็นความสัมพันธ์อบอุ่นๆ ที่ไม่รู้สึกกับทุกคน

          “ความรักฉันมันควบคุมไม่ได้ ถ้ารักสักครั้ง มันจะมากที่สุด จะทุ่มทั้งใจ จะผูกวิญญาณไว้กับคนคนนั้น ดังนั้นเมื่อทุกอย่างพังทลาย เมื่อมันไม่เป็นอย่างที่เคย ฉันก็จะเจ็บปวด ฉันจะตายทั้งเป็น ความรู้สึกของฉันมันจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ฉันรู้ว่ามันจะเป็นแบบนั้นแน่ ๆ และฉันรู้มาตั้งแต่แรก” – On Love โดยพี่ต้นกล้า

  • ความเหงาฆ่าคนได้
    • ความเหงาจะออกฤทธิ์แรงเมื่อเรามีเวลา “เพ่งดูจิต” ของตนเอง
    • เชื่อว่า “จิต” ไวที่สุด และคงเป็นการยากที่จะเพ่งพิจารณาทุกอิริยาบทของความคิด
      • เคยพยายามหา podcast ธรรมะมาฟัง แต่ไม่ได้ช่วยอะไร
      • มีเวลาว่างก็อยากฟังอีก

ตันแล้ว ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว เลยปิดท้ายด้วยทวิตไว้อีกทวิต