Card revocation

นั่งคิดว่าบัตรอะไรก็ตามที่ใช้ยืนยันตัวตนได้ ควรมี Protocol อะไรสักอย่างไว้ยืนยันว่าเป็นบัตรใบล่าสุดจริงๆ

กรณีที่ใกล้ตัวที่สุดคือบัตรนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บัตรทุกใบมีบาร์โค้ดเป็นตัวยืนยันธุรกรรม (เช่นการยืมหนังสือห้องสมุด)

บาร์โค้ดหน้าบัตรจะอยู่ในรูป 2XX-[รหัสนิสิต]-X ซึ่งเลขส่วน XX หลักที่สองและหลักที่สาม จะเป็นจำนวนบัตรที่เคยทำไปก่อนหน้านั้น (บัตรใบแรกจะเป็น 00, ทำครั้งต่อมาเป็น 01, 02, …) มีหลักสุดท้ายของบาร์โค้ดเป็น checksum ของเลขบาร์โค้ดทั้งหมดอีกที

ทันทีที่ออกบัตรใบใหม่และนำไปใช้ ฐานข้อมูลต่างๆ (ไม่มีฐานข้อมูลกลาง) จะค่อยๆ revoke บัตรใบเก่าทิ้งไปเอง (เคยลองเอาใบเก่าไปใช้ยืมหนังสือห้องสมุด เจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบทันทีว่าเป็นใบเก่า ใช้ยืมไม่ได้)

กรณีบัตรประชาชนน่าจะง่ายพอๆ กับกรณีของม.เกษตรศาสตร์ เพราะบัตรประชาชนทุกใบจะมีโค้ดหลังบัตรซึ่งต่างกันไป กล่าวคือเลขชุดที่สอง และชุดที่สามของตัวเลขหลังบัตร เป็นเลขล็อตบัตร และลำดับของบัตรในล็อตนั้นๆ ตามลำดับ

ถ้ากรมการปกครองมี API ที่ให้ตรวจเลขบัตรดังกล่าวว่าเป็นใบล่าสุดหรือเปล่าก็เรียบร้อย แค่ป้อนเลขบัตรประชาชน กับเลขหลังบัตร ระบบไม่ expose ข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ นอกจากว่าบัตรใบนี้เป็นใบล่าสุดหรือเปล่า ปัญหาเรื่องการ revoke บัตรทิ้งจะหมดทันที

ทัศนะและการตีตรา

ภาพ: เจอรัลด์ ฟอร์ด อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ (คนขวา) มอบเหรียญรางวัลให้ George Dantzig (คนซ้าย)

(เผยแพร่ครั้งแรกที่เฟซบุ๊คส่วนตัว)

ในปี 1939 นักศึกษาที่ UC Berkeley คนนึงเข้าห้องเรียนสาย เขาพบว่าอาจารย์ทิ้งโจทย์ไว้สองข้อ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปสอนอย่างอื่นต่อ
George Dantzig คือชื่อของนักศึกษาคนนั้น เขากลับบ้านไปทำการบ้านสองข้อนั้นส่งให้อาจารย์ในวันถัดมา ด้วยความรู้สึกว่าเป็นโจทย์ที่ยากกว่าปกตินิดนึง

อันที่จริง “การบ้าน” สองข้อนั้น เป็นโจทย์ปัญหาสถิติที่ยังไม่มีใครสามารถแก้ได้ และ “วิธีทำ” ของการบ้านข้อหนึ่งก็ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The College Mathematics Journal ของสมาคมคณิตศาสตร์แห่งอเมริกา และกลายเป็นธีสิสจบของ Dantzig เองด้วย

 

แนวคิดของ “ทัศนะคติบวก” เป็นหนึ่งในเรื่องที่พบได้มากทั่วๆ ไป ตั้งแต่กรณีของ Dantzig ซึ่งทำให้เห็นว่าบางครั้งอุปสรรคต่อการทำอะไรคือเรื่องของความคิดและการรับรู้ (mindset and perception) และแนวคิดคล้ายๆ กันนี้ก็กลายไปอยู่ในแนวคิดของการประทับตรา (labelling) ในสังคมวิทยา

การประทับตรา (ไม่ได้พูดถึงในแง่สังคมวิทยา) เกิดขึ้นได้ทั่วไป ตั้งแต่การแยกห้องเด็กเก่งเด็กอ่อน ถึงการตราหน้าว่าใครเป็นคนดี คนชั่ว
บางครั้งการประทับตราที่น่ากลััวที่สุดก็เกิดจากตัวเอง หากเรานิยามตนเองว่าทำไม่ได้ ว่าโง่ ว่าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคม ในที่สุดแล้วจิตสำนึกและทัศนะส่วนที่ลึกที่สุดก็จะถูกดูดกลืนจากตราที่ตัวเองประทับ

ส่วนตัวเชื่อว่าตราที่ตัวเองเป็นคนประทับ มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์กว่าตราของคนอื่น เพราะเป็นตราที่เราเชื่อว่าเราเป็นจริงๆ จึงไม่น่าจะปฏิเสธได้ว่า

บางครั้งการเริ่มเปลี่ยนอะไรในตัวเอง (หรือแม้แต่ในสังคม) ก็เริ่มจากการเลิกประทับตราแง่ลบทั้งหลายใส่ตัวเอง มองโลกตามจริงในแบบที่เป็น (in a neutral way) ถึงจุดนั้นน่าจะเห็นอะไรชัดขึ้นเองว่าเราควรทำอะไร รับรองว่าจะเป็นสิ่งที่สมควรแก่การทำจริงๆ มากกว่าการมานั่งประทับตราตัวเอง

 

George Dantzig เป็นนักคณิตศาสตร์ผู้คิดค้น Simplex method ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหา linear programming โดยใช้เมทริกซ์ (x, y, z, a, b, p ที่เราเรียนกันตอนมัธยม)

เป็ดน่ากลัว

เราอาจจะได้ยินการเปรียบเทียบคนที่ทำอะไรหลายๆ อย่างได้เป็น แต่ไม่เก่งจริงๆ สักอย่างว่าเป็นเป็ด
ว่ายน้ำได้ บินได้ แต่ว่ายก็ไม่คล่อง บินก็ไม่สวย

วันนี้ระบบส่งงานเก่าของรายวิชาที่เป็น TA มีปัญหานิดหน่อย ช่องทางปกติไม่สามารถส่งงานได้ ก็ใช้เวลาสองสามชั่วโมงในการเขี่ยระบบส่งชั่วคราวมาใช้

ข้างหลังก็ชุ่ยๆ ใช้ AJAX ยิง request ไปแบบขอไปที ตอนเขียนก็เขียน jQuery ธรรมดา ไม่มีอะไรพิสดาร

แต่อยู่ดีๆ ก็มานั่งนึกว่าตัวเองน่าจะทำอะไรได้เป็นมากพอในระดับนึง (ถึงแม้จะยังไม่เทียบชั้นคนอื่น) และพอเห็นแล้วว่า “เป็ด” ที่เก่งกว่าเรานี่น่ากลัวขนาดไหน

โลกนี้บางทีก็อาจจะไม่ได้ต้องการคนเฉพาะทางที่ลงลึกมากขนาดนั้น แต่อาจจะถูกขับเคลื่อนด้วยเป็ดที่ความสามารถตื้น แต่เยอะกว่า ทำงานได้หลายอย่างมากกว่าก็เป็นได้

ถึงกระนั้นก็ยังไม่นับตัวเองว่าเป็นเป็ด (เพราะกากเกิน :P) และไม่คิดว่าเป็นเป็ดดีจริงๆ อยู่ดี ฮา

แต่เป็ดที่เก่งน่ากลัวจริงๆ นะ

กับดักทัศนะ

กับดักที่อันตรายที่สุด คือกับดักทางทัศนะคติของบุคคลหนึ่ง
เป็นกับดักที่ไม่ได้ล่อให้ผู้อื่นมาติด แต่ตรงกันข้าม มีไว้ดักตัวเองให้ไม่ไปไหน

ทัศนคติของมนุษย์คนหนึ่งอาจได้รับอิทธิพลมาจากหลายสิ่ง และปฏิเสธไม่ได้ว่าบริบททางสังคมมีส่วนอย่างยิ่งในการกำหนดกรอบทัศนะ

แน่นอนว่าเมื่อทัศนคติส่วนลึกของบุคลลหนึ่งนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่เขาเป็น ทัศนคติจะเป็นตัวกำหนด ตีกรอบ และทำหน้าที่เป็น “กับดัก” ให้กับทั้งพฤติกรรม นิสัย การกระทำ
บางครั้งการเลือกตีกรอบตนเอง ตามกรอบทางทัศนคติที่สังคมตีไว้ ก็อาจทำให้ตัวเองไม่เป็นในสิ่งที่เป็น และอาจลามไปถึงจุดที่ไม่สามารถยอมรับความเป็นตัวเองได้

อันที่จริงแล้ว กรอบหรือกับดักนั้นอาจเป็นเพียงความเชื่อว่าเป็นสังคมที่ปลูกไว้ให้ ทั้งที่ผู้คนซึ่งรายล้อมเราอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้น กล่าวคือเป็นความทึกทักไปเองของตนว่าสังคมเป็นผู้ตีกรอบนี้ ไม่ว่าจะทึกทักโดยอิงจากการตัดสินทางจารีต วัฒนธรรม ความเชื่อ ความคิด หรือแม้แต่กรอบที่เกิดจากความมโนโดยสมบูรณ์

เมื่อเราสลัดกรอบทางทัศนะได้ เราอาจเข้าถึงขั้นหนึ่งของการมีตัวตนที่เป็นตัวตน กล่าวคือหากเปรียบการยอมรับในความคิดและสิ่งที่เป็นให้เป็นเกมหนึ่งเกม กับดักทางทัศนะก็เป็นเหมือนบอสร่างใหญ่ก่อนจบเกม ที่หนทางเดียวในการชนะเกมคือต้องโค่นบอส

เพียงแค่การโค่นบอสนี้ไม่จำเป็นต้องมีสรรพาวุธมากมายในการเอาชนะ — การเอาชนะบอสใหญ่ในเกมนี้ ก็เหมือนการเอาชนะตนเอง
สิ่งที่ต้องทำ ก็แค่สลัดทัศนะคติ หรือความเชื่อที่ตนเองเป็นผู้ปลูกทิ้งไปบ้างเท่านั้นเอง

ขอบคุณนะ

ความทึกทักไปเองที่ทำร้ายตัวเอง

เราล้วนเคยคิดว่าโอกาส (occasion) ต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตนั้นมีจุดหมายที่ต่างกันไป

หลายครั้งโอกาสคุยกับใครสักคน เที่ยวกับใครสักคน กินข้าว ดูหนัง ร้องเพลงกับใครสักคน หรือกิจกรรมสารพัดอาจทำให้เรารู้สึก “พิเศษ” ได้ด้วยตัวมันเอง
ไม่ว่าเพราะความรู้สึกนั้นเกิดด้วยอะไรก็ตาม เราปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยความ “พิเศษ” นั้น เราล้วนยินดีกับโอกาสที่เราได้รับไม่เหมือนคนอื่น

แต่แน่นอนว่าความรู้สึกของคำว่าพิเศษนั้นก็อาจเกิดจากการทึกทักไปเอง หลายครั้งที่เราอาจคิดไปเองว่าโอกาสที่ได้รับจากใครสักคนมันพิเศษ ทั้งที่มันก็ไม่ได้ต่างจากโอกาสที่เขาล้วนให้คนอื่นเลย

มิหนำซ้ำมันอาจดาษดื่น เขาอาจให้คนในชีวิตเขาโดยไม่คิดอะไร — ไม่ต่างจากความไม่คิดอะไรที่เขาให้เรามาพร้อมโอกาสนั้น

เมื่อมนุษย์มีความคาดหวัง ความฝัน และจินตนาการ เมื่อนั้นความคิดก็หวนกลับมาทำร้ายตัวเอง

มันอาจไม่ใช่แค่สิ่งที่เราคิดว่าพิเศษ มันอาจจะเป็นความฝัน ความหวัง ความคิดสารพัดที่แล่นเข้ามาในสมอง

こんなこといいな できたらいいな
(คอนนะโคะโตะอิอินะ เดะคิตะระอิอินะ)

เรื่องอย่างนี้ดีจังเลย ถ้าทำได้ละก็ยอดไปเลยนะ

แต่เมื่อมันไม่เป็นเหมือนที่คาดฝัน ก็เป็นความฝันที่ทึกทักไปเอง ที่กลับมาทำร้ายตัวเองเช่นกัน

The Lonely Relationship

ถ้ามีความรักครั้งต่อไป อยากลองให้มันเป็นความรักเหงาๆ

ไม่ต้องตื่นเช้ามาเจอหน้ากันทุกวัน ไม่ต้องควงกันไปเดินสยามทุกเสาร์อาทิตย์
ไม่มีรูปลงไอจีอวดคนอื่น ไม่มีสแนปหน้าหมาเช้าเย็น

แต่ในวันที่ฟ้าอึมครึมและไม่เป็นใจ วันที่ฝนตกแล้วรู้สึกไม่มีใคร
เราก็ยังมีเขาให้พิมพ์ข้อความไปหา ยังร้องไห้ใส่กันได้โดยที่ไม่ต้องกลัว

เพราะบางทีเมื่อปล่อยให้ความเหงาก่อตัว เวลาที่อยู่ด้วยกันมันก็มีค่ามากขึ้น
เราทั้งสองล้วนไขว่คว้าหาวิธีหยิบเวลาที่มีกันใกล้ๆ มาใช้ให้คุ้มที่สุด
อาจจะเพื่อบอกว่าเหงาแค่ไหนสุดท้ายก็ยังมีกันข้างๆ

เป็นความสัมพันธ์ที่เหงา แต่ไม่เศร้า

แอร์พอร์ต เอ็กซ์เพรส

ไอเอฟซีมอลล์
เอ็มทีอาร์ สถานีฮ่องกง
34 กิโลเมตรจากสนามบินฮ่องกง, รวม 1722 กิโลเมตรจากประเทศไทย

hk_13_0699

ไอเอฟซีมอลล์คือห้างสรรพินค้าขนาดใหญ่ในกลางฮ่องกง

ร้านค้าแบรนด์หลากร้านตั้งอยู่ในตึกนี้ โถงของตึกเป็นที่ทำการของจุดเช็คอินสายการบินต่างๆ สำหรับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เอ็กซ์เพรส

รถไฟฟ้าสายนี้เป็นเส้นทางที่เร็วและสบายที่สุดในการเดินทางจากใจกลางฮ่องกงสู่เกาะเช็คแลปก๊ก – ที่ตั้งของสนามบินฮ่องกง – ด้วยเวลาเพียง 24 นาที

ผมแปะบัตรโดยสารเข้าสู่พื้นที่ชานชลา – ระยะห่างระหว่างประตูกั้นกับรถไฟฟ้าน่าจะไม่เกินสิบเมตร

ใช้เวลาอึดใจเดียวรอรถไฟฟ้าเทียบชานชลา ประตูรถเปิดออก ผมขึ้นนั่งบนรถ สายตาพลันสังเกตชายคนหนึ่งในชุดสูทโบกมือให้กับครอบครัวที่มาส่ง เขาคงไปทำธุรกิจอะไรต่างประเทศ

รถไฟฟ้าค่อยๆ ออกตัว ทันทีที่มันเดินทางเข้าไปในอุโมงค์ ภาพที่เห็นก็เหลือเพียงความมืด กำแพงคอนกรีตกั้นแสงที่เดินทางจากครอบครัวนั้นไม่ให้ไปสู่สายตาของชายในชุดสูท

ขณะที่ “ระยะห่างจากบ้าน” ของเรากำลังลดลงช้าๆ “ระยะห่างจากบ้าน” ของใครบางคนก็ค่อยๆ เพิ่ม ทั้งที่เราเดินทางในเส้นทางเดียวกัน


รถไฟฟ้าเอ็มทีอาร์ สถานีซันนี่เบย์

ซันนี่เบย์คือชื่อสถานีรถไฟฟ้าสายสีส้ม และรถไฟฟ้าสายดิสนีย์แลนด์

ผมมาที่นี่เมื่อสองวันก่อน และชอบในความร่มรื่น

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เอ็กซ์เพรสไม่จอดที่สถานีนี้ มันขับผ่านไปด้วยความเร็วสูง ผมมีเวลามองสถานีนี้ไม่นาน

เมื่อไหร่จะได้กลับมา?

สายตามองไปทั่วขบวนรถ ชายในชุดสูทคนนั้นจะคิดอะไรอยู่

hk_13_0704

บางทีเราก็ไม่อยากให้การเดินทางมันจบ

“แอร์พอร์ท สเทชัน” เสียงประกาศหนึ่งดังขึ้น
ผมลุกจากที่นั่ง มือคว้าสัมภาระ


สนามบินฮ่องกง (HKG)
1688 กิโลเมตรจากสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย

hk_13_0739

ผมเดินผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมือง ตั๋วเครื่องบินระบุชื่อและจุดหมายที่จะไป – มันคงไม่พ้นกรุงเทพมหานคร

แน่นอน – ผมแยกกับชายคนนั้นที่ชานชลาของรถไฟ เราต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน

ไม่ใช่แค่ระยะทางระหว่างผมกับประเทศไทยที่กำลังจะลดลง แต่เวลาที่ผมมีที่ฮ่องกงก็กำลังจะหมดลงเช่นกัน

นั่งแช่ในเลานจ์ไม่นานก่อนไปที่เกต

อัพสเตตัสเฟซบุ๊คส่งท้าย พลันเสียงประเทศเรียกขึ้นเครื่องดังขึ้น


สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก เที่ยวบินที่ 709
เครื่องบินโบอิ้ง 777-300 ชั้นประหยัด

hk_13_0771

กิน ดูหนัง นอน.

อีกครู่หนึ่งพอตัว เสียงประกาศให้คาดเข็มขัดดังขึ้น

แน่นอนว่าเรากำลังจะลงจอด


สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย
0 กิโลเมตรจากสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย

การเดินทางของผมจบแล้ว ผมมองชาวต่างชาติในเที่ยวบิน
ในขณะที่การเดินทางของเราเป็นการนับถอยหลังระยะทางจากบ้าน สำหรับใครหลายๆ คนในเส้นทางเดียวกัน ก็อาจเป็นการนับระยะทางที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น

ป่านนี้ชายคนนั้นจะอยู่ที่ไหน มันคงไม่สำคัญ

ผมรู้แค่ ในขณะที่เรานับถอยหลังเวลาที่ได้ใช้ในที่แปลกตา บางคนก็อาจนับวันเวลาที่เขาต้องรอเพื่อที่จะได้ออกไปที่ใหม่ๆ

บทบาทและสถานะของการรอคอยเปลี่ยนไปตามสถานที่และโอกาส

ในขณะที่เรารอคอยการได้ออกไปที่ไหนใหม่ๆ สักแห่ง
ใครบางคนก็กำลังรอคอยการกลับมาที่เก่าๆ เช่นกัน

อยากให้เป็นคุณ

คืองี้เว้ยคุณ

ผมอาจจะระบายปัญหาใส่ใครได้เป็นสิบคน
อาจจะเป็นคนที่พร้อมช่วยคนอื่นตอนที่คนอื่นแย่
อาจจะอยากฮาเฮกับเพื่อน อยากกินข้าว เปิดตี้
ตอนผมเศร้าผมก็อาจจะบ่นลงทวิต ซึ่งก็ช่วยให้ผมรู้สึกดีได้เหมือนกัน

แต่ถ้าผมเลือกได้ที่จะบ่นกับใครสักคน
หรือเป็นคนที่ใครสักคนคิดถึงตอนเค้ามีปัญหา
เป็นตัวเลือกแรกของกันและกันที่จะออกไปกินข้าว เดินสยาม ลั้นลา
หรือแม้แต่นั่งผลาญเวลายามบ่ายเล่นในสวนสาธารณะสักที่
งอนกัน ง้อกัน เฮฮากัน เศร้าด้วยกัน
วาดฝันว่าตอนโตจะมีเค้านอนข้างๆ ทุกเช้า ปลุกกันและกันด้วยจูบเบาๆ ที่หน้าผาก
ลูบหัวก่อนนอน บอกฝันดีทุกคืน และผลอยหลับใต้อ้อมกอดอุ่นๆ
มาเป็นคนที่จะแคร์กัน เป็นห่วงกัน พร้อมสแตนด์บายให้กัน
เข้าใจกันและดูแลกันเป็นพิเศษเนี่ย

ก็อยากให้เป็นคุณ

เป้าหมายปี 2560

เป้าหมายปี 2560: ทำให้โลกนี้ดีขึ้น

แม่งเอ๊ย ฟังหล่อฉิบหายเลยคุณ


(1)

ผมนั่งคุยกับมิตรสหายท่านหนึ่งใต้ถุนตึกภาคคอม แปลกใจไม่น้อยว่าเรามาเจอกันที่นี่

“คุณก็รู้ว่า mindset ชนชั้นกลางเป็นยังไง สุดท้ายทุกอย่างของชนชั้นกลางคือ money profit”

ผมตั้งคำถามว่าสำหรับหลายๆ คน การลืมตาอ้าปากเป็นเรื่องที่ดี แล้วเหตุไฉนใครสักคนจะยอมทิ้งกำไรชีวิต ความสะดวกสบายไปได้

“ผมพูดเลยนะว่าผมมองแบบอีลีท แต่ผมถามหน่อยว่าทุกครั้งที่คุณเจอ Service charge 10% กับร้านอาหารที่บริการคุณดีทั้งที่เค้าจะบริการมาตรฐานก็ได้ ทำไมคุณถึงกล้าบอกว่าคุณจะไม่ทิปเค้าเพราะมี Service charge แล้ว”

“ครั้งหนึ่งที่ผมไปร้านอาหารผมหิ้วขนมไปให้ด้วย เป็นครั้งแรกของที่นั่น พนักงานบอกว่าขอบคุณและบอกว่าเขาไม่เคยมีโอกาสได้หยุดแบบนี้ คุณคิดดูนะ ร้านอาหารเปิดสิบโมงปิดสี่ทุ่ม เวลาเตรียมเปิดร้านปิดร้านล่ะคุณ”

ผมเริ่มเห็นความบิดเบี้ยวช้าๆ

“ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ถ้าการงานของผมมันได้ดิบได้ดีรวยอู้ฟู่ แต่มัน based บนความเดือดร้อน ความไม่เป็นสุขของคน ผมคงทำไม่ได้”

ก่อนจบบทสนทนา ผมขอบคุณเขา เก็บบทสนทนามาครุ่นคิดอยู่หลายวัน


(2)

มันเป็นบ่ายวันหนึ่งในจุดแออัด ร้านกาแฟฟรานไชส์ทำหน้าที่จุดหย่อนก้น

แขกตรงหน้าผมคราวนี้อาจไม่ใช่คนที่ผมคุยด้วยบ่อยมากนัก เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เราเจอกัน

เขาเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของเขา – เขาบอกว่าเขาได้รับโอกาสจากคนคนหนึ่งในวันที่ชีวิตเขาหักเห

“โลกเรามันมีคนต้องการโอกาส แต่คนให้โอกาสมันน้อย”

“จริงๆ นะ ถ้ามองว่าการ offer โอกาสคือการ trade กันแบบพึ่งพาไปเรื่อยๆ วันนึงเราจะแข็งแกร่งและประเทศชาติจะแข็งแกร่ง คุณก็คงเห็นด้วย”

ใช่ ผมเห็นด้วย

“ไม่ต้องถึงประเทศหรอก เอาแค่คนที่คุณ offer อะไรให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นแค่นั้นก็ดีแล้ว”

เรื่องราวหลายอย่างพรั่งพรูผ่านบทสนทนา มุมมองของผมต่อโลกที่ดีกว่านี้หนักแน่นขึ้น

คงไม่บังเอิญเท่าไหร่ที่ได้ยินเรื่องราวแบบนี้จากคนสองคนติดๆ กัน


อันที่จริงคำว่า “ทำให้โลกนี้ดีขึ้น” แม่งกว้างจนไม่สามารถบอกตัวเองได้ด้วยซ้ำในปลายปีหน้าว่าทำสำเร็จหรือไม่

แต่ถ้ามันคือความตั้งใจ อย่างน้อยก็ได้แต่เชื่อว่าส่วนหนึ่งของความตั้งใจที่ทำอะไรลงไปมันจะทำให้โลกนี้ดีขึ้นไม่ในทางใดก็ทางหนึ่งจริงๆ

มันอาจจะเป็นข้าวหนึ่งมื้อของเด็กตัวมอมแมมข้างถนน เศษเสี้ยวของเงินที่บริจาคไปสมทบต้นทุนของวิกิพีเดีย ข้าวในบ้านเด็กกำพร้า โค้ดที่ pull request ขึ้นไปบนไลบรารี่ วางมือถือไว้เฉยๆ เพื่อบริจาคน้ำไปให้เด็กในแอฟริกา หรืออย่างอื่น

น่าจะเป็นเป้าหมายที่ทำได้ง่าย (รวมถึงอ้างว่าทำไปแล้วได้ง่าย) และทำได้ยากที่สุดแล้ว

เอาเถอะวะ ไม่เสียหาย
ขอให้โอกาสตัวเองแล้วกัน

อคติที่ทำให้เรามองบางอย่างเปลี่ยนไป

[เขียนโดยสรุปความรู้สึกตัวเองจากการอ่าน Medium และพูดคุยกับคุณแพค ต้องขอบคุณอย่างสูง ณ ที่นี้มากครับ]

อคติทำให้เรารับเหตุผลข้างเดียว

เมื่อคนเรามีอคติก่อตัว เป็นความจริงที่ว่าเราเลือกรับฟังเหตุผลน้อยลง และเลือกที่จะ “มอง” จุดผิดพลาดของคนอื่นมากขึ้น

และเมื่อเรามองจุดผิดพลาดของคนอื่นมากขึ้น ถึงวันหนึ่งที่เขาล้ม เราก็อาจเหยียบย่ำเค้า

หากถามว่าการมองข้อผิดพลาดคนอื่นและเลือกที่จะฝังติดตรึงมันเป็นเรื่องเลงร้ายไหม ผมและหลายคนอาจจะบอกว่ามันปกติ

แต่หากมองลึกลงไป เมื่อเรื่องเหล่านี้ก่อตัวเป็นเมฆครึ้มที่ปิดความใจกว้าง เมื่อนั้นเราก็อาจเลือกปฏิบัติกับผู้ที่เรามีอคติด้วยต่างออกไป

หากถึงจุดหนึ่งที่เราเหยียบย่ำ ซ้ำเติม และกดหัวคนผิดพลาดให้เราจมปลัก นั่นก็หมายถึงเรากำลังปฏิบัติต่อเขาในรูปแบบที่ไม่ใกล้กับสิ่งที่เราปฏิบัติกับเพื่อนมนุษย์

สุดท้ายแล้ว แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากเราเลือกที่จะไม่ “ก้าวข้าม” อคติและความรู้สึกแย่ต่อใครสักคน เมื่อถึงจุดวิกฤติ เราก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเรากำลังลดทอนความเป็นคนของใครสักคนอยู่ช้าๆ เช่นกัน