เศษแก้วที่แตก

คุณรู้อะไรไหม ตั้งแต่จำความได้ ตัวฉันก็เป็นเศษแก้วที่แตกแล้วนั่นแหละ

แต่คุณ-ฉัน-ทุกคนก็รู้นี่เนอะ ว่าเศษแก้วที่แตกน่ะมันไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองเป็นเศษแก้วแตกๆ หรอก คุณค่าของมันหมดไปตั้งแต่วินาทีที่มันหล่นลงพื้น กระจัดกระจายไปทั่ว ตั้งแต่ชิ้นใหญ่จนตาเห็น ถึงอนูแก้วที่เล็กที่สุด

จะชิ้นไหน ยามเมื่อสัมผัส ก็เลือดออกเหมือนกัน

เศษแก้วแบบฉันจึงต้องบอกว่าตัวเองไม่ใช่เศษแก้ว–เอ่อ หมายถึงเป็นงานศิลปะ เป็นอะไรสักอย่าง พูดง่ายๆ ว่าจงใจเป็นเศษแก้วน่ะ–หยิบความแตกร้าวของตัวเองมาพูดนิดหน่อย ใส่อารมณ์ขันให้มันไปบ้าง ไม่มีเศษแก้วชิ้นไหนที่อยากยอมรับว่าตัวเองแตกสลายหรอก

จนคุณมาบอกว่าคุณเห็นฉันเป็นเศษแก้วมาตลอด เห็นความแตกร้าวที่ฉันไม่อยากให้เกิด เห็นว่าจริงๆ แล้ววินาทีที่ฉันหล่นลงพื้น แรงกระทบทำให้ฉันเจ็บปวดแค่ไหน

คุณเห็นมันทั้งที่ฉันพยายามปกปิดแทบตาย


คุณรู้ใช่ไหม, เป็นเศษแก้วน่ะ จะเป็นคนแบบไหนมาจับมันก็บาดมือนะ ปากฉันปฏิเสธว่าไม่อยากให้ใครมาจับ แต่ก็เหมือนคุณรู้นั่นแหละว่าฉันถวิลหาสัมผัสมากแค่ไหน, สัมผัสที่ฉันได้รับเมื่อยามเป็นแก้วเต็มใบ

แล้วฉันก็บาดมือคุณ

ฉันก็รู้ว่าเลือดสีแดงฉานมันจะออกจากตรงที่ฉันบาดคุณ แต่ฉันไม่คิดว่าของเหลวไร้สีมันจะออกมาจากตาคุณด้วยเช่นกัน

วินาทีที่หยดของเหลวใสนั้นหยดกระทบฉัน ฉันรู้สึกว่ามันแข็งและแหลมคมยิ่งกว่าพื้นที่ฉันเคยกระทบ ฉันเจ็บปวดยิ่งกว่าเคย, แต่ถ้ามองว่าเป็นผลลงโทษสำหรับแผลเลือดไหลของคุณ ก็คงสมควรและสาสมแล้วกระมัง


ทำไมคุณยังจับฉันอยู่นะ? ฉันไม่มีพลาสเตอร์หรอกนะ ฉันเป็นแค่เศษแก้ว

ทำไมมือของคุณนุ่มจังเลยนะ? ฉันไม่อยากให้มือคู่นั้นต้องหยาบขึ้นจากแผลของเศษแก้วเลย

ทำไมคุณยังไม่ปล่อยฉันไว้กับพื้นเหมือนคนอื่นนะ?

ฉันไม่รู้หรอกว่าฉันควรนิยามความสัมพันธ์กับคุณไว้ว่าอย่างไร, เพียงแค่หวังว่าสักวันหนึ่งเศษแก้วอย่างฉันจะถูกลบคมด้วยมือของคุณ ขัดเกลา เจียระไน และเปล่งประกายในแบบที่คุณอยากเห็นฉันเป็น

คุณค่าของฉันที่คุณมอบให้อีกครั้ง คงไม่มีคำขอบคุณใดๆ จะเพียงพอ


หมายเหตุ: metaphor ของเศษแก้วได้รับแรงบันดาลใจอย่างยิ่งมาจากวันหนึ่งความทรงจําจะทําให้คุณแตกสลาย ของจิดานันท์ เหลืองเพียร

ความต้องการจากความสัมพันธ์

สารภาพกันตามตรงคือเพิ่งมีความรักอีกครั้ง และก็เพิ่งสารภาพไป, รู้สึกที่ผ่านมาตัวเองผิดพลาดที่ไม่ได้สังเกตความรักอย่างใจจดใจจ่อมากขึ้น

เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่าเราเป็นคนถามหานิยามเยอะมากๆ ดังนั้นคงไม่ผิดสักเท่าไหร่ที่อย่างน้อยจะพยายามหานิยาม (?) ให้กับมันว่าสุดท้ายแล้วเราต้องการอะไรกันแน่

วิธีการเขียนบล็อกนี้ก็ประหลาดดี, หลับตาแล้วจินตนาการว่าเรากับคุณจะไปอยู่ตรงไหนของกันและกันในชีวิตบ้าง, ก็กล้าพูดว่าเป็นบล็อกที่ยิ้มตอนเขียนมากที่สุด

แอพพริชิเอชัน

ไม่ค่อยอยากไทยคำอังกฤษคำ, แต่ความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่เราต่าง appreciate การกระทำของกันและกัน

การ appreciate ไม่ได้อยู่แค่เราดีใจที่มีคน appreciate เรา, แต่เป็นการที่ได้ appreciate การมีอยู่ของทั้งอีกฝ่าย และทั้งความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กัน

เรื่องเล็กมากหรือใหญ่มากก็ตามแต่ ถ้าเรายินดีกับการกระทำของอีกคนหนึ่งได้ก็คงจะดีมากๆ–คำขอบคุณและความ appreciate ที่อยากรู้สึกว่ามีให้กันและกัน อาจจะเป็นแค่การดึงมือมาจับ หรือไปจนถึงกระทั่งการสนับสนุนเราทางอารมณ์ในวันที่เราไม่โอเคมากๆ

เรารู้ตัวว่าเราไม่ใช่คนเห็นค่าตัวเองเท่าที่ควร เราคิดว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะทำให้เรา appreciate การมีอยู่ของเรา ทั้งเมื่อเราทำอะไรแล้วเรา appreciate ว่าเราดีใจที่ได้ทำให้คุณ และทั้งเมื่อคุณทำอะไรให้เราแล้วเรา appreciate ว่าเรามีค่าในสายคาคุณนะ

พูดง่ายๆ คืออยากรู้สึกเหมือนมีคนขอบคุณเรา และอยากรู้สึกเหมือนขอบคุณคนคนนั้นไปพร้อมกันแหละ

สเปซ, อินทิแมซี, ไทม์

สเปซมีสองแบบ–สเปซที่มีกัน และสเปซที่ไม่ได้ใช้เวลาด้วยกัน

สเปซอย่างแรกคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงอะไรมาก, การมีกันอยู่ใกล้ๆ มันก็รู้สึกปลอดภัยดี และระยะประชิด (intimacy) มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าคุณยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปไหน

สเปซอย่างหลังอาจจะน่ากลัวไปหน่อย, แต่จริงๆ การห่างเพื่อกลับมาเจอกัน อย่างน้อยก็คือการพักผ่อนที่ดีที่จะเก็บความคิดถึงไว้เป็นพลังตอนเจอกันอีกครั้งหนึ่ง และเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอด หรือคุยกันตลอดหรอก, เราอยากอยู่ตรงนี้ในเวลาที่คุณต้องการเรา และเราก็อยากให้คุณอยู่ตรงนี้ในเวลาที่เราต้องการคุณเหมือนกัน

ดีมานด์ และคอมมิตเมนต์

รักคือการให้โดยไม่หวังอะไร[citation needed]

จริงๆ แล้วความรักเป็นอะไรที่ถ้าจะ long run ในแง่ของความสัมพันธ์แล้ว ยังไงก็ต้อง mutual ไม่ใช่มีเพียงฝ่ายเดียวให้และฝ่ายเดียวรับ เพราะความสัมพันธ์คือการที่สองฝ่ายตกลงปลงใจที่จะ commit ด้วยกัน

ฟังดูน่ากลัวไปหน่อย แต่จริงๆ เป็นงี้แหละ–ทุกครั้งที่เราให้อะไร เราก็เหมือนให้ commitment ที่เรามีกับความสัมพันธ์ออกไปด้วยเหมือนกัน วันหนึ่งถ้าให้จนไม่ได้รับ พลังจาก commitment ที่มีในตัวก็คงจะหมด ดังนั้นการรับอะไรกลับมาก็คือการรับ commitment กลับมาเพื่อพลังจะอยู่ต่อในความสัมพันธ์นั้นเหมือนกัน

ดังนั้นถ้าจะพูดว่ารักคือการ demand มากกว่าการ request ก็คงไม่ผิดนัก เป็นความคาดหวังที่อาจจะรู้สึกว่าความสัมพันธ์มีจุดหมายเพื่อเติมเต็มมากกว่ารู้สึกว่าถ้าเติมเต็มได้ก็คงจะดี

อนาคตที่มั่นคง

อืม แค่นั้นแหละ, apply ได้ตั้งแต่วินัยทางการเงิน การวางแผนเวลา จนถึงการวางแผนอนาคตตัวเองนี่แหละ

อยากเมคชัวร์ว่าถ้าเป็นชีวิตที่เราสองคนมีส่วนทับซ้อนกันมากขึ้นแล้ว มันจะยังคงยั่งยืน


จริงๆ พอมานั่งเขียนอะไรแบบนี้แล้วอ่านอีกรอบ ก็พบว่าหัวข้อหลักๆ ที่คิดว่าควรมีในความสัมพันธ์ เช่นความเข้าใจ ความเห็นใจ หรืออะไรพวกนี้นี่ แทบไม่ได้หยิบมาพูดถึงเลย แต่อาจจะเป็นเพราะกว่าจะมีอะไรตามหัวข้อที่เขียนๆ มา ก็คงต้องมีหัวข้อหลักๆ ที่รู้สึกว่าควรมีก่อนหมดเลยอยู่แล้ว

ขอให้เป็นแบบที่หวังแล้วกัน :)

โปรดให้ฉันเป็น

โปรดให้ฉันเป็นสายลม พัดผ่านยามหน้าร้อน
โปรดให้ฉันเป็นสายน้ำ ชุ่มชื้นเมื่อไหลผ่าน
โปรดให้ฉันเป็นหยาดฝน โปรยลงมาเพื่อดับกระหาย
โปรดให้ฉันเป็นแสงแดด ส่องประกายเธอให้งดงาม

ขอเธอโปรดเป็นต้นไม้ใหญ่ ให้ฉันมีความหมายเมื่ออยู่เคียงเธอ

โอบกอดฉัน

โอบกอดฉันประหนึ่งโลกทั้งใบของฉันคือคุณ

ประทับรอยจูบบนหน้าผากฉันประหนึ่งปัญหาทุกอย่างหายไปแล้ว

ให้น้ำตาของฉันไหลบนบ่าของคุณ ลูบหัวฉันประหนึ่งทุกอย่างจะปลอดภัยเมื่อฉันอยู่ในอ้อมกอดของคุณ

บอกฉันว่าไม่เป็นอะไรตราบที่คุณอยู่ตรงนี้

แล้วทุกอณูของร่างกายฉันจะเป็นของคุณ

Short Story, 22 August 2019

This story is available in Thai.

Looking from the window, she observed the raindrop in lines.

She carried her backpack and left the building without an umbrella.

It’s not really correct to say “without” an umbrella– she had one in her backpack, it’s just her decision not to use it. She has no idea whether the rain will soothe her or soak her wet, neither on the idea whether she’ll sleep tight tonight or catch some cold from the rain.

The only thing she knows is she is willing to face all the consequences.

Tiny raindrops touch her skin, some on her hair, falling downwards. She smiled.


She woke up early like everyday, feeling a slight sore throat.

Having no idea whether she is sick or not, she put on her mask–thinking to herself that it’s the sign of her accepting all the consequences.

Yet under that mask lies here smile, it’s still there since yesterday, and never fade away.

เรื่องสั้นประจำวันที่ 22 สิงหาคม 2562

This story is available in English.

มองออกไปนอกหน้าต่าง เธอเห็นฝนหล่นเป็นสาย

เธอสะพายกระเป๋า มองออกไปนอกอาคารอีกที เดินกลับบ้านท่ามกลางสายฝน

ใช่ว่าเธอไม่มีร่มในกระเป๋า–เธอพกร่มเสมอ แค่ไม่อยากใช้มัน เธอไม่รู้ว่าการไม่กางร่มของเธอจะทำให้เธอได้สัมผัสเม็ดฝนเย็นฉ่ำ หรือจะทำให้ทั้งตัวเธอเปียกปอน ไม่รู้ว่าจะทำให้คืนนี้เธอนอนหลับฝันดี หรือจะทำให้เธอต้องเป็นหวัดในวันรุ่งขึ้น

เธอรู้แค่เธอพร้อมจะรับทุกผลการตัดสินใจจากการไม่กางร่ม

ฝนเย็นสัมผัสผิวหนัง บางเม็ดสัมผัสบนหัวเธอ ไหลตามทางสู่ปลายเส้นผม เธอยิ้ม


เธอตื่นเช้าเหมือนเช่นเคย กระแอมลำคอ ไม่รู้ว่าป่วยหรือไม่

เธอตัดสินใจหยิบแมสก์ใส่ไปทำงาน คิดในใจว่าแมสก์ชิ้นนั้นคือสัญลักษณ์แห่งการยอมรับการตัดสินใจของเธอเอง

แค่ใต้แมสก์แผ่นนั้น รอยยิ้มจากเมื่อวานยังคงอยู่ และแทบไม่จางหาย

ก่อนนอนคืนสุดท้าย

“ถ้ารู้ว่าหลังจากคุณนอนครั้งนี้คุณจะไม่ตื่นนอนอีกเลย ก่อนนอนคุณจะทำอะไร”

“เลือกชุดมารีดและแขวนหน้าตู้ ขัดรองเท้าหนัง”

“มีประโยชน์อะไรในเมื่อคุณจะไม่ได้ใส่มันอีก”

“ขอผู้คนโปรดจดจำว่าผมรีดเสื้อและขัดรองเท้าทุกวัน”

โกรธไม่พอ

(เผยแพร่ครั้งแรกที่เฟซบุ๊คส่วนตัว)

ผมคิดว่าบางทีเราก็โกรธไม่พอ โกรธโครงสร้างพื้นฐานแย่ๆ โกรธคุณภาพชีวิตห่วยๆ

ความโกรธเป็นอารมณ์แง่ลบ แต่แล้วไงอะครับ? ความขี้เกียจก็เป็นอารมณ์แง่ลบเหมือนกัน นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างก็เกิดจาก “อารมณ์แง่ลบ” อันนี้เหมือนกัน

ผมคิดว่าสิ่งที่หลายคนเรียกกันว่าการมองโลกแง่บวกกำลังสร้างวัฒนธรรมเพิกเฉย (ignorant) ไม่รู้ตัว คิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีนะ ตื่นเช้าขึ้นมาเจอวัฒจักรแบบเดิม หลอกตัวเองแบบเดิม

ผมยอมรับว่าพอโตมาแล้วไม่ชอบการที่ตัวเองถูกสอนว่าความโกรธไม่ดี ผมคิดว่าบางครั้งเราต้องโกรธให้พอ realistic ให้มากพอ ไม่เพิกเฉยปัญหา ถึงจุดนั้นผมคิดว่าภาพความเปลี่ยนแปลงที่เราอยากให้เป็นไปน่าจะชัดขึ้นกว่าเดิม

2018: ดั่งพระจันทร์ มีข้างขึ้นย่อมมีข้างแรม

สองพันสิบแปดคงเป็นปีที่มีอะไรผ่านมาเยอะเหมือนกัน สุขและทุกข์ย่อมปนเปกันไป หลายอย่างยังฝังติดชัดในใจ แต่กระนั้นก็มีหลายอย่างที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้

ตัวเอง

ช่างแม่งเหอะพี่… ช่างแม่งบ้าง

น้องที่ internship คนนึง
  • เรารู้สึกมีหลายอย่างในตัวเองที่เปลี่ยนไป จะบอกว่าโตขึ้นก็ได้มั้ง?
    • ที่บอกว่ารู้สึกตัวเองโตขึ้น คงเพราะเราเกลียดตัวเองมากขึ้น
    • มีคนบอกว่าอย่าโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราเกลียด, แต่ไม่รู้สิ ทำไมเรารู้สึกมีมุมของเราที่ถ้าตัวเองตอนปีสองปีก่อนมาเห็นแล้วจะผิดหวังอยู่ในนั้น
    • การโตขึ้นคือการยอมรับโลกอันเป็นสังคมไม่อุดมคติหรือเปล่า?
      • ถ้าใช่ ความเย็นชาต่อโลกอันไม่อุดมคติ การเข้าสู่สภาวะยอมรับ (acceptance) ก็ใช่สิ่งที่ทำให้เรา “เกลียด” ตัวเองหรือเปล่า?  ความฝันและความเชื่อที่ถูกสภาวะยอมรับดังกล่าวกดทับยังมีอยู่ไหม?
  • เย็นชามากขึ้น ใส่ใจคนอื่นน้อยลง?
    • ปีที่ผ่านมาเหมือนเรียนรู้ที่จะช่างแม่งกับอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น
    • สำหรับเราการเลือกให้น้ำหนักที่จะช่างแม่งหรือเก็บเรื่องของคนอื่น กับการใส่ใจเรื่องของคนอื่น เป็น tradeoffs ที่น่าสนใจ เรามีความทุกข์
      • หรือพอโตไปจะหัดเพิกเฉย (ignore) ต่อเรื่องราวของคนอื่นได้มากขึ้นเอง?
  •  มีนิสัยเสียหลายอย่างที่งอกเงยมา
    • ยังคงใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ปากกาเนี่ยแหละตัวดี
      • ใช้จ่ายได้แหละถ้าบริหารเงินไปออมและลงทุนได้ดีกว่านี้
      • กินแพงขึ้นนี่ไม่อยากนับว่าสุรุ่ยสุร่าย จริงๆ คืออยากกินให้แพงขึ้นด้วยซ้ำ
        • เรามองว่าการกินคือการศึกษาวัฒนธรรม และอยากเข้าถึงความหลากหลายให้มากกว่านี้
          • จริงๆ ที่รู้สึกว่ากินแพงขึ้นเพราะการกระจายเพิ่มขึ้น (กินร้านถูกลง และแพงขึ้นมากตามไป)
  • มีหลายอย่างที่อยากทำแล้วทำได้
    • ได้ไปคอนเสิร์ต BNK48 กับมิ้น ชีวิตนี้คิดว่าคงไม่สามารถลากสังขารไปแบบนี้ได้อีกแล้ว
      • การไปคอนเสิร์ตแบบนี้ ต่อให้แก่แค่ไหนก็แนะนำว่า once in a while, มันคือชีวิตวัยรุ่นสักครั้งของคุณว่ะ
    • ร่วมกับคุณแพคทำไรท์ติ้งอินไทยตั้งแต่เดือนมีนาคม หวังว่าจะได้อะไรใหม่ๆ มากขึ้น (และได้ฝึกเขียนภาษาคนให้รู้เรื่องสักที)
    • นอกจากนั้นแล้วปีนี้ได้หาที่ฝึกงาน, ซื้อกล้องใหม่, กินเยอะเหมือนเดิม, ร้องไห้น้อยลง (นี่ขนาดน้อยลงแล้วนะ!)
  • และมีหลายอย่างที่ทำไม่ได้
    • อ่านหนังสือให้เยอะขึ้น, เล่นมือถือให้น้อยลง
  • มีหลายอย่างที่เพิ่มมา
    • เพื่อนที่สนิทมากขึ้น, บางครั้งก็รู้สึกได้ทำในสิ่งที่อยากทำได้กล้าขึ้น
  • และมีหลายอย่างที่หายไป
    • ถึงจะไม่มีคนโคจรจากชีวิต แต่เหมือนเศษเสี้ยวของตัวเองหล่นหายไปในระหว่างทาง
    • ยังเป็นศิระกรคนเดิมไหม? คนที่กล้าออกไปทำอะไรไหม? คนที่รู้สึกว่าความผิดพลาดมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น? คนที่พร้อม embrace ความหลากหลาย ความแตกต่าง พร้อมเข้าใจในความเป็นไปของหลายๆ สิ่งไหม?
  • สรุปพอมาอ่านแล้วก็เหมือนว่า 2018 เป็นปีที่ชีวิตตัวเองเหมือนจะเลวร้ายลงไปเสียอย่างนั้น
    • แต่ในความเลวร้ายนั้นก็เหมือนมีอะไรที่ยังเป็นเราอยู่ ก็หวังว่าจะสามารถเป็นตัวเองที่อยากเป็นได้มากกว่านี้

งานและการเรียน

  • ช่วงปีสองพันสิบแปดเป็นปีที่เห็นอนาคตของตัวเองมากขึ้นจนชัดเจน จากเด็กที่สองปีที่แล้วไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหนในชีวิตดี
    • ได้รับโอกาสจากอ.ธีรวิทย์จาก VISTEC ให้ไปฝึกงานที่นั่น (ภายใต้คำแนะนำของอ.ธนาวินท์) ปฏิเสธไม่ได้ว่าการไปฝึกงานครั้งนั้นสร้างจุดเปลี่ยนให้กับชีวิตเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
      • สังคมที่ VISTEC ดีมาก ดีจนเราคิดถึง เราอยากเก็บความสัมพันธ์และคนที่นั่นไว้อยู่มากทีเดียวเชียว
  • แต่ก็เป็นปีที่มืดบอดและหมดหนทางอย่างบอกไม่ถูก
    • หลังกลับมาจาก internship ที่ VISTEC เราไฟหมด… หมดเพราะอะไรไม่รู้… และตอนนี้ยังจุดติดไม่ได้เท่าเดิม
    • นอกจากลังเลใจว่าควรต่อป.โทดีไหม ก็ยังลังเลใจว่าเราควรต่อป.โทวิศวะคอม หรือต่อบริหารจัดการ
      • เราไม่ปฏิเสธว่างานบริหารไม่ใช่งานที่เราอยากทำที่สุด แต่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโอกาสเติบโตของคนในสายบริหาร (ทั้งในแง่เงินเดือนและการพบปะผู้คน) สูงกว่าการเป็น dev ชั่วนิรันดร์มากๆ
      • เราไม่เถียงว่า dev มีโอกาสโต, แต่ไม่รู้สิ ความเป็นไปได้มันมีสองอย่าง ไม่ (1) เราทะเยอทะยานกว่าการเป็น dev ที่เก่งมากๆ แล้วจบ ก็ (2) เราไม่เก่งพอ (และอาจไม่มีวันเก่งพอ) จนถึงระดับที่เราไม่เห็นความเป็นไปได้ที่เราจะยืน ณ จุดนั้น?
  • มานั่งนึกถึงเรื่องต่อบริหารทีไร เราอยากกลับไปขอโทษศิระกรสมัยที่เขามาสัมภาษณ์วิศวะเกษตรทุกที

ความรัก

  • ปีนี้มีความรักครั้งนึงแหละ แต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปค่อนข้างเร็ว แต่น่าประหลาดใจที่เราคิดว่าปีนี้เราได้เรียนรู้เรื่องความรักจากเรื่องของคนคุยเก่าได้เยอะมากๆ
  • เราเคยตั้งเวลาว่าภายในหนึ่งปีเราจะลืมคนคุยเก่า หลังจากที่มีบางคนทราบเรื่องนี้ เราก็รู้สึกเราได้มุมมองอะไรใหม่ๆ บ้าง

หนูไม่จำเป็นจะต้องแคร์[เวลา]เลย ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งตั้งเวลาให้ตัวเอง ถ้าวันนึงหนูเจอคนที่หนูรอจริงๆ จะปฏิเสธเค้าเพียงเพราะไม่ถึงเวลาที่หนูตั้งไว้เหรอ

พี่ไอซ์

แต่ผมเชื่อว่าสุดท้ายความรักก็สวยงามเสมอ

อาจารย์บุ๊ง
  • พอหัดก้าวผ่านอดีต ก็จะรู้จักหัดก้าวเดินไปต่อ, ก็เหมือนจะมีความกล้าออกไปตามหาความรักอยู่ช่วงนึง
    • โหลด Tinder มาเล่น ถึงจะไม่เวิร์คก็ตาม 5555555
  • แน่นอนว่าการลืมคนคุยเก่า (ที่ไม่ยอมออกจากหัวเรามาปีกว่าๆ) ไม่ใช่เรื่องง่าย
    • เพิ่งมารู้สึกว่าใกล้แล้วแหละก็ตอนที่เดินเล่นวันคริสต์มาสแล้วไม่ร้องไห้
  • การเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทรงจำเป็นเรื่องที่ยากที่สุด แต่ถ้าทำได้จะรู้สึกว่าหลายอย่างง่ายขึ้นมากๆ
    • พูดถึงตรงนี้แล้วคิดถึงแฟนเก่า — แฟนเก่าเป็นคนที่เรารู้แล้วแหละว่าเราจะเก็บภาพเค้าไว้ในใจยังไงให้เรานึกถึงมันแล้วคิดถึงเค้ามากที่สุดโดยที่เราไม่ต้องไปยึดติดกับอดีต
    • ก็กำลังจะรู้สึกแบบนั้นกับคนคุยเก่าเหมือนกัน
  • สรุปแล้วก็เป็นปีที่กลับมาเชื่อมั่นในตัวเองอีกครั้ง ตรงนี้คงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดของปีนี้แล้วมั้ง

มึงจะได้เชื่อสักทีว่ามึงก้าวต่อได้แล้ว

รวิส

พี่เชื่อว่าแกจะได้เจอคนที่ดี

พี่น้ำเงิน
  • เรื่องความรักนี่ ถึงจะยังไม่มีใคร แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุดของปีนี้แล้วมั้ง :)

เพื่อน

เสียดายไม่มีรูปสิบเอ็ดคน, แต่ดีใจที่ได้สนิทกันมากขึ้น และคิดว่าคงไม่ต้องเขียนบรรยายอะไรให้มากความเนอะ ดึ๋ง!

มองไปข้างหน้า

ได้เวลาเขียน 2019 Life Goals

  • ฝึกงานต่างประเทศ
    เป็นข้อที่น่าจะทำได้ยากที่สุดเพราะถึงเงินที่บ้านจะมี แต่ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยขนาดนั้น (ญี่ปุ่นน่าจะไปได้แบบชิลๆ แต่อยากไปฝรั่งเศส…)
  • มีแฟน
    เป็นปีแรกที่เขียนโกลแบบนี้ เพราะกลัวไวน์ที่พี่น้ำเงิน (จาก VISTEC) ให้มาพร้อมเจาะจงว่า “เปิดเฉพาะเมื่อมีแฟน” จะหมดอายุเสียก่อน (เปล่าหรอก อยู่คนเดียวเหงาเกินไปแล้วน่ะ)
  • อ่านหนังสือเดือนละสองเล่ม
    หยวนให้เป็นเดือนละเล่มถ้าหนังสือหนา
  • นอนวันละเจ็ดชั่วโมงขึ้นไป
  • วิ่งสัปดาห์ละสองวัน

Thanks

เลือกที่จะเขียนตรงนี้ไว้ในเฟซบุ๊คเพราะอยากแท็กหลายๆ คนมากกว่า ขอแปะลิงก์ไปตรงนั้นแล้วกันนะครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ขอบคุณทุกท่านที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอีกครั้ง และหวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ดีของทุกท่านเช่นกันครับ

Card revocation

นั่งคิดว่าบัตรอะไรก็ตามที่ใช้ยืนยันตัวตนได้ ควรมี Protocol อะไรสักอย่างไว้ยืนยันว่าเป็นบัตรใบล่าสุดจริงๆ

กรณีที่ใกล้ตัวที่สุดคือบัตรนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บัตรทุกใบมีบาร์โค้ดเป็นตัวยืนยันธุรกรรม (เช่นการยืมหนังสือห้องสมุด)

บาร์โค้ดหน้าบัตรจะอยู่ในรูป 2XX-[รหัสนิสิต]-X ซึ่งเลขส่วน XX หลักที่สองและหลักที่สาม จะเป็นจำนวนบัตรที่เคยทำไปก่อนหน้านั้น (บัตรใบแรกจะเป็น 00, ทำครั้งต่อมาเป็น 01, 02, …) มีหลักสุดท้ายของบาร์โค้ดเป็น checksum ของเลขบาร์โค้ดทั้งหมดอีกที

ทันทีที่ออกบัตรใบใหม่และนำไปใช้ ฐานข้อมูลต่างๆ (ไม่มีฐานข้อมูลกลาง) จะค่อยๆ revoke บัตรใบเก่าทิ้งไปเอง (เคยลองเอาใบเก่าไปใช้ยืมหนังสือห้องสมุด เจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบทันทีว่าเป็นใบเก่า ใช้ยืมไม่ได้)

กรณีบัตรประชาชนน่าจะง่ายพอๆ กับกรณีของม.เกษตรศาสตร์ เพราะบัตรประชาชนทุกใบจะมีโค้ดหลังบัตรซึ่งต่างกันไป กล่าวคือเลขชุดที่สอง และชุดที่สามของตัวเลขหลังบัตร เป็นเลขล็อตบัตร และลำดับของบัตรในล็อตนั้นๆ ตามลำดับ

ถ้ากรมการปกครองมี API ที่ให้ตรวจเลขบัตรดังกล่าวว่าเป็นใบล่าสุดหรือเปล่าก็เรียบร้อย แค่ป้อนเลขบัตรประชาชน กับเลขหลังบัตร ระบบไม่ expose ข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ นอกจากว่าบัตรใบนี้เป็นใบล่าสุดหรือเปล่า ปัญหาเรื่องการ revoke บัตรทิ้งจะหมดทันที