Formal Photo 101

ต้องการรูปตัวเองที่จริงจังพอมาตั้งแต่มัธยม เพิ่งมาประสบความสำเร็จเมื่อวันนี้

ในฐานะคนที่ ลอง มาแล้ว หลายหน ก็ขอมาบันทึกวิธีการถ่ายที่ดีเอาไว้หน่อย

  • แสงต้องแข็งพอระดับนึง
    • ความพยายามในการแต่งรูปทุกครั้งจบที่การลด contrast/clarity เพื่อให้ภาพสมูธ แต่ถ้าทำแบบนั้นแล้วแสงไม่แข็ง ภาพจะเหมือนออกมาจากกล้องฟรุ้งฟริ้งทันที
    • หาฉากขาวๆ ถ่ายกลางแจ้งตอนที่แดดกำลังโอเค หรือไม่ก็ใช้เลนส์กว้างๆ จะไดคัทไปแปะฉากง่ายขึ้นมาก
      • ถ้าอยากได้ฉากขาวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากระดาษมาแปะเลย
  • ถ่าย
    • f เยอะได้จะดีมาก ผมช่วงหลังจะไม่หลุดโฟกัสแล้วจะไดคัทง่าย แต่แลกมาด้วยฉากไม่ละลาย ถ้าเป็นฉากไม่สีล้วนก็ตาย
    • วิธีถ่ายรูปของเราให้หน้าเดียว: ยิ้มหาเสียงให้เป็น
  • ฉากต้องสวย
    • ถ้าจะ corporate จ๋าก็อาจจะถ่ายในสำนักงานได้ แต่ไม่แนะนำ
    • backdrop ที่เป็นลายๆ แบบหนังๆ ส่วนตัวไม่ชอบ
    • อันที่ชอบเพราะแปลกตา คือ portrait shot ของ Google ที่พื้นหลังเป็น gradient แต่ชอบไม่สุด
    • รูปชุดที่ชอบที่สุด (จนต้องก็อป backdrop มาใช้) คือของอาจารย์ CPE รู้สึกเรียบ แต่ทรงพลังมาก
      • ฉากสีเทาที่ดี (หมายถึงที่ตัวเองชอบ) ให้เจือสีน้ำเงินลงไปนิดนึง จะไม่ดู monochrome
  • posture ต้องเป๊ะ
    • หน้าหันเงยขึ้นเล็กน้อย ห้ามถ่ายจากมุมเสย
      • ทุกครั้งที่ถ่ายรูปแนวนี้เพื่อนที่ถ่ายให้จะเตี้ยกว่าตลอด วันนี้เปลี่ยนไปรบกวนเพื่อนที่สูงพอๆ กัน ทุกอย่างจบ
    • ที่ไม่เคยใส่ใจเลยจนวันนี้เห็นคือไหล่ ถ้าเชิดไหล่ขึ้นจากด้านหน้า ไหล่ต้องไม่ตกเยอะ (คือความชันไหล่หน้าต้องน้อยกว่าไหล่หลัง) และแน่นอนว่าที่เคยลอง มาแล้ว หลายหน ไหล่หน้าตกตลอดหมดเลย
  • วิธีการไดคัทผมที่ดีที่สุด
    • ไดคัทตามปกติ (ใช้ adjust tools ช่วย)
    • Shrink selection 1px, inverse selection แล้วกดลบจนกว่าขอบขาวจะหาย

เข้าใจผิด

เราอยู่ในโลกของการเข้าใจผิด

อย่างน้อยถ้าเขาไม่ได้เข้าใจเราผิด
เราก็กำลังเข้าใจผิดว่าเขาเข้าใจเราผิด

ความแย่คือบางครั้งมีความกลัว ความอ่อนแอ หรือทิษฐิบางๆ ที่กั้นไม่ให้เราเข้าไป “สลาย” ความเข้าใจผิดนั้นได้
และความเข้าใจผิดครั้งที่ n-1 ก็เป็นกำแพงกั้นการสลายความเข้าใจผิดครั้งที่ n เช่นกัน

บางทีโลกก็ไม่ได้สวยงามและตรงไปตรงมาเหมือนอย่างที่อยากให้เป็น

Optimum

คนเราเลือกเดินทางที่ดีที่สุด (optimum) ไหม?

สัตว์บางชนิด อย่างเสือ สิงโต มันมักจะเลือกชีวิตและวิถีของตัวเอง ยามมันตกอยู่ในอันตราย มันจะทำทุกวิถีทางเพื่ออยู่รอด

กลับกัน บางแง่มุมของมนุษย์ ทางที่เราเลือกเดินอาจไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด เราอาจเลือกเดินทางที่อยากเดินแม้รู้ว่ามันจะไม่มีวันเป็นไปตามที่เราหวัง
เส้นทางบางเส้นทางเราเดินด้วยความคาดหวัง ถึงแม้ว่ารู้อยู่สุดหัวใจว่ามันไม่มีวันเป็นไปได้

หรือเรากำลังวิวัฒนาการถอยหลัง?
หรือเราไม่สามารถมีอิสระจากอารมณ์ ความคิด และความปรารถนาของตัวเอง?

Laptop requirements

เงินไม่มีแต่เสือกมาเขียนเรื่องความต้องการในการเลือกโน้ตบุ๊คนะครับ

วัสดุ

  • จะพลาสติกหรืออะไรก็ไม่ซีเรียส จะเป็นไม้ก็ได้ถ้ากล้าทำมา
  • ไม่เอาสีขาว ยกเว้นอะลูมิเนียม (เอ๊ะ นั่นเค้านับว่าเทาหรือเปล่า)
  • ไม่เอาสีแป๊ด
    • ถ้าให้ดีอยากได้สีดำ
  • พูดง่ายๆ คือเอาเทา หรือดำ
  • ถ้าพลาสติกอยากได้อันที่มันด้าน (แบบ ThinkPad)

การใช้งาน

  • แทรคแพดเป็นกระจก หรือแก้ว หรืออะไรก็ได้ที่ใช้นานๆ แล้วมันจะไม่ลอก
    • โน้ตบุ๊ค “ถูกๆ” แทรคแพดมันพลาสติกเคลือบด้าน เอานิ้วถูนานๆ แล้วจะลอกแบบเห็นได้ชัด
    • ซึ่งทนไม่ได้ เพราะจะไม่พกเมาส์เด็ดขาด
  • คีย์บอร์ดไม่กาก
    • Layout นี่เราแทบไม่ได้ใช้ปุ่มพวก Home Insert Del PgUp PgDn อ่ะ
    • ขอแค่พิมพ์แล้วให้ฟีลแบบแมคบุ๊ค (ไม่ขัดใจ ไม่ด็อกแด็ก ไม่งี่เง่า) ก็พอ
    • ถ้าเพื่อนกายอ่านอยู่ เงินไม่พอซื้อ Mech key จริงๆ ;_;
  • คีย์บอร์ดเรืองแสง is a plus.
    • อยากได้ ThinkLight แต่ อ่อ ลืมไป ไม่มีแล้ว
  • พอร์ต VGA จะดีมาก
    • ถ้า HDMI นี่แอบขก. หาตัว HDMI to VGA
    • ถ้า Mini DisplayPort มีตัวแปลงแล้ว

ซอฟต์แวร์

  • รัน Ubuntu/Mint แล้วไม่มีปัญหา driver
  • ลง Hackintosh ได้จะดีงามฉิบหาย

Continue reading “Laptop requirements”

อยากได้ก่อนขึ้นมหาลัย

ช่วงนี้กิเลสหนามาก สวนทางกับเงิน

มาไล่เล่นๆ ว่าเราอยากได้อะไรบ้าง

เอาแมคบุ๊คไปอัพแรม

ความจำเป็น น่าจะมากที่สุด
ประมาณการณ์ ไม่น่าเกิน 4,000 บาท

จาก MacBook Pro Mid 2009 มาอยู่ยันตอนนี้ได้ก็ถือว่า “บุญหนา” มากๆ แล้ว
อยากยืดอายุต่อไปอีกสักสองปี

จัดฟัน

ความจำเป็น สูง
ประมาณการณ์ อูยย อันนี้น่าจะเจ็บ

เริ่มปวดฟันซีกซ้ายที่เป็นซีกเดียวที่เราเคี้ยวอาหารได้มากขึ้นทุกวัน น่าจะต้องทำให้ซีกขวาเคี้ยวได้เร็วที่สุด

ไอแพด

ความจำเป็น กลางๆ มีก็ถือว่าดี
ประมาณการณ์ อูย หลายบาทอยู่

ขี้เกียจแบก Textbook (ตอนนี้มีไฟล์ Serway + Freedman แค่คิดสภาพสองเล่มนี้ก็ “อูย” ละ – เท็กซ์บุ๊คอย่างอื่นอีก แมทงี้) บวกกับความเทพของ GoodNotes มันหนาหูมาก
ก็เลยคิดว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี แต่ไม่มีก็คงไม่เสียหายมั้ง

เที่ยว

ความจำเป็น ไม่จำเป็น แต่โคตร-อยาก-ไป
ประมาณการณ์ สองหมื่น

เที่ยวฮ่องกง!

Mi Band ตัวใหม่ที่มีจอ

ความจำเป็น ไม่จำเป็น
ประมาณการณ์ พันเดียว

อันนี้อยากได้จริง เอามาดันให้ตัวเองออกกำลังกาย

เสื้อเชิ้ต

ความจำเป็น ไม่แน่ใจ แต่ก็ควรมีเยอะกว่านี้
ประมาณการณ์ พันนึงน่าจะเอาอยู่

เลนส์ฟิกซ์

ความจำเป็น ไม่จำเป็น
ประมาณการณ์ สองหมื่น?

ตัดทิ้งไปได้เลย อยากได้แค่ไหนแต่มีเลนส์ซูมไว้ส่องสาวอยู่แล้ว

เสื้อยืด

ความจำเป็น ไม่จำเป็น
ประมาณการณ์ สามพันนิดๆ

อยาก ได้ ห้า ตัว นี้ กับเสื้อยืดเทาอีกเป็นกองๆ

แต่ถามว่ามีเงินไหม ก็ไม่ จบ.

ทัศนะของข้าพเจ้าต่อวิธีแก้ปัญหาการรับเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของไทย

เห็นอาจารย์อุ๊เขียนเรื่องระบบการรับเข้าศึกษาต่อในระดับสถาบันอุดมศึกษาไว้

เพื่อเด็กๆทุกคน

Posted by Uraiwan Sivakul on Tuesday, February 16, 2016

ก็เหมือนเดิม มาตรฐานในการรับเด็กเข้าศึกษาต่อมันแย่ในสายตาเรามานานแล้ว เลยคิดว่าถ้าเป็นเราเราจะทำยังไง

การรับนักเรียน

เราชอบระบบตอนนี้ที่เป็นรับสองรอบ คือรอบรับตรง และรอบรับผ่านแอดกลาง
ขอให้คงไว้ซึ่งระบบ Clearing house (เราว่ามันดีมาก) เพื่อโอกาสในการรับเด็กรอบหลังจากที่เหลือ

วิธีนี้เราจะมั่นใจได้ว่าไม่มีการกั๊กที่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ และไม่มีการสอบแย่งกันจริงๆ (เพราะโดนตัด Clearing house ตัดแอดไปแล้ว)

ข้อสอบ

ปัญหาหลักมันคือข้อสอบ แก้อย่างไรก็ไม่เคยหมดปัญหา

เป็นเราจะแก้ตามนี้

ซอยวิชา

เรามองว่าข้อสอบควรซอยวิชาออกมาให้เยอะที่สุด

ตัวอย่างคือ เลข ให้ซอยเป็นสามระดับ

  • Math-A แบบง่าย
  • Math-B แบบปานกลาง
  • Calculus บทมันใหญ่ ถ้าเยอะจริงๆ ก็แยกออกมาเลย

(Calculus นี่มาคิดทีหลังตามพี่ต้นกล้าบอก เอาเข้าจริงก็ไม่จำเป็นขนาดนั้น ใส่ Math-B เถอะ)

วิทย์ ก็ซอยเป็น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ทั่วไป

ข้อสำคัญคือต้องไม่มีเวลาสอบตัวไหนซ้อนกัน วิชาสามัญปี 2559 เป็นปีแรกที่เพิ่มเลขง่าย วิทย์ง่าย แต่เอาเวลาไปซ้อนกับเลขยาก วิทย์ยาก ทำให้คนที่อยากเข้าสายวิทย์ แต่เล็งสายศิลป์ไว้เป็นแผนสำรองต้องเปลี่ยนแผนสำรองใหม่ เพราะไม่สามารถสอบทั้งเลขยาก เลขง่าย ฟิสิกส์ และวิทย์ง่าย พร้อมกันเพื่อเอาไปยื่นคะแนนให้ครอบคลุมได้

ทิ้ง GAT/PAT บางวิชา

มองว่าควรทิ้ง

  • GAT อังกฤษ เอาไปเป็น Fundamental English แล้วเอาวิชาสามัญมาเป็น Additional English (พูดกันในแง่ความยากของข้อสอบ)
  • PAT1 เพราะยากเกินไป (ยกเว้นปีล่าสุด ข้อสอบดีมาก สมควรเอาแบบนี้มาใส่วิชาสามัญ – แต่ถ้าตามข้อเสนอเราก็จะยุบเป็น Math-A Math-B อยู่แล้ว)
  • PAT2 ในเมื่อวิทย์ทุกตัวมีสอบแยกแล้วตามข้างบน

จากเงื่อนไขสองข้อข้างต้น เราจะได้วิชาดังนี้

GAT

  • เชื่อมโยง

PAT

  • วิศวกรรม
  • สถาปัตยกรรม
  • ครู
  • ศิลปศาสตร์
  • ภาษา ซอยย่อยเหมือนเดิม

วิชาสามัญ

  • คณิตศาสตร์
    • Math-A ง่าย
    • Math-B ยากกว่า Math-A
    • Calculus
  • วิทยาศาสตร์
    • ฟิสิกส์
    • เคมี
    • ชีววิทยา
    • โลก ดราศาสตร์ ธรณีวิทยา
    • วิทย์พื้นฐาน และทักษะทางวิทยาศาสตร์
  • ภาษาไทย
  • ภาษาอังกฤษ
    • พื้นฐาน
    • เพิ่มเติม
  • สังคม (เราไม่รู้ควรซอยย่อยไหม)

เห็นด้วยกับพี่ต้นกล้าว่า GAT  เชื่อมโยงไม่ช่วยให้เด็กคิดเป็นเหตุผล เสนอให้เปลี่ยน GAT เชื่อมโยงเป็น Logic Test 101 มีตรรกะวิบัติมาให้ทดสอบ

คงความเสมอต้นเสมอปลาย

ข้อสอบมาตรฐานอย่าง SAT/IELTS/TOEFL จะมีอายุคะแนนที่ 2-3 ปี เพราะเค้าสามารถออกข้อสอบให้ “เสมอต้นเสมอปลาย” ไม่ยากเหวี่ยงง่ายเหวี่ยงได้ อายุของคะแนนคือกันเด็กไม่ได้ทบทวนแล้วทักษะต่ำลง

แต่กับ GAT/PAT และวิชาสามัญ มันยากเหวี่ยง ง่ายเหวี่ยง (ไม่เชื่อไปดูฟิสิกส์ 57-58-59 เทียบ – เราทำฟิสิกส์ 58 ได้แบบ “เขี่ย” เลย “มองตอบ” เลย) พอข้อสอบเหวี่ยง เลยต้องสอบปีต่อปี เสียเวลาเปล่า วัดเด็กไม่ได้

เฉลยข้อสอบ

วิธีการที่แฟร์ที่สุดเลยนะ

  • ตรวจข้อสอบเสร็จ สแกนกระดาษคำตอบให้นักเรียน login เข้าไปดูสองอย่าง
    • 1 – กระดาษคำตอบแผ่นนี้ใช่ของตัวเองไหม
    • 2 – ผลการอ่านจากเครื่องอื่นกระดาษคำตอบ ตรงกับที่ฝนไหม (ขึ้นรูปกระดาษคำตอบ ขึ้นว่าเครื่องอื่นได้ว่าฝนเลขอะไร แล้วก็ไปทาบกันเอง)
  • เผยแพร่ข้อสอบ พร้อมเฉลยเรียงข้อ พร้อมวิธีทำหลังสอบเสร็จสามวัน
  • ให้เวลา 7 วัน ติวเตอร์ ครู นักเรียน ช่วยกันตรวจเฉลย เจอข้อผิดพลาด (เฉลยผิด) ส่งเรื่องให้สทศ.
  • สทศ. ทำหน้ารายละเอียดว่าข้อไหนเฉลยว่ายังไง ใครแย้งว่ายังไง แล้ว follow up เรื่อยๆ เพื่อความโปร่งใส
  • Blacklist กรรมการออกข้อสอบที่เฉลยผิด อย่าให้คนไร้คุณภาพทำระบบทดสอบเสียหาย
  • จบกระบวนการนั้นค่อยคิดคะแนน ขึ้นคะแนนให้นักเรียนดูทีหลัง

ระบบทุกอย่างออนไลน์ ไม่ต้องเดินทางไปสทศ. เพียงแค่จะไปดูกระดาษคำตอบ

เรื่องร้องเรียนมันควรจะทำให้ง่ายที่สุด เพื่อให้เด็กรู้จักรักษาสิทธิ์ของตัวเองด้วย

เพิ่มเติมเป็นความรู้: อินเดียสอบวิศวกรรมศาสตร์ในชื่อ JEE (http://jeemain.nic.in/webinfo/Public/Home.aspx) สอบเสร็จข้อสอบเปิด Public ส่วนเฉลยเอารหัสสอบ Login ไปดู

จำนวนครั้งที่สอบ

ให้สอบทุกเดือนก็ถี่ไป (มองในแง่สทศ.) งั้นให้โอกาสสอบสามครั้งไหม? ถือว่าตามตาราง GAT-PAT และวิชาสามัญในปัจจุบัน

วิชาแปลกๆ

เช่น Critical reading ของ SMART-1 ก็ให้ไปสอบแยกเอาเอง

เภสัชศิลปากรอยากจัดสอบวิทยาศาสตร์เด็กแบบภาษาอังกฤษ เลยจัดสอบ PSAT ที่สอบเคมี ชีววิทยา เป็นภาษาอังกฤษ แล้วเอาคะแนนมาถ่วงวิชาสามัญอีกที
จะทำแบบนี้ก็ได้ สุดท้ายวิชาแปลกๆ ให้มหาวิทยาลัยจัดสอบเอง แล้วค่อยเอามาถ่วงน้ำหนักกับผลทดสอบการศึกษาระดับชาติ

เกณฑ์การคัดเลือกบุคคล

ความ “น่ามึนงง” ของสอท. ในสายตาเราคือคัดเด็กเข้าวิศวะด้วย PAT2 ที่มีชีววิทยานั่นแหละ -_-

ดังนั้นถ้าระบบการสอบมันเปลี่ยนแล้วเรา eliminate PAT2 ทิ้งได้ ก็เป็นการบังคับให้ใช้วิทย์ที่แยกรายวิชามาคิดคะแนน ดังนั้นจะไม่เอาชีววิทยามาคิดก็ได้

การเทียบคะแนนของคณะนานาชาติ

พอข้อสอบเผยแพร่ออกมา เราว่าคณะนานาชาติที่รับทั้งคะแนนไทย และคะแนน Standardised ก็หาเกณฑ์เทียบคะแนน ทั้งเพื่อคัดเกณฑ์ขั้นต่ำ และเทียบคะแนนเด็กเลย

ตรงนี้จะยากหน่อยว่าจะเทียบข้อสอบสองชุดอย่างไร แต่อย่างน้อยจะไม่มีปัญหาเหมือน IUP KU ที่ไม่บอกว่า GAT-PAT ต้องผ่านเท่าไหร่ถึงจะมีสิทธิ์สัมภาษณ์ ในขณะที่พอเป็น Standardised test บอกไว้ชัดเจนเพราะรู้ว่าคะแนนไม่เหวี่ยง

ปัญหามันไม่ได้ใหญ่เลย แค่จับจุดแก้กันไม่ถูก

เราก็ยอมรับแหละว่าพูดแล้วง่ายกว่าทำ แต่มันมี solution ที่ดีกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้แน่ๆ อ่ะ รับประกัน