ฉันยังเก็บไว้

เคยฟังมานานแล้วบน Spotify แต่แบบผ่านๆ จนเพิ่งมาดูยูทูปเลยรู้ว่าเสียงผู้หญิง (ซึ่งสาบานได้ว่าชอบมากตั้งแต่ฟังรอบแรก) คือเอิ๊ต

และ 2:32 ทำให้นึกถึงเสียงกระซิบที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับ

เศษแก้วที่แตก

คุณรู้อะไรไหม ตั้งแต่จำความได้ ตัวฉันก็เป็นเศษแก้วที่แตกแล้วนั่นแหละ

แต่คุณ-ฉัน-ทุกคนก็รู้นี่เนอะ ว่าเศษแก้วที่แตกน่ะมันไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองเป็นเศษแก้วแตกๆ หรอก คุณค่าของมันหมดไปตั้งแต่วินาทีที่มันหล่นลงพื้น กระจัดกระจายไปทั่ว ตั้งแต่ชิ้นใหญ่จนตาเห็น ถึงอนูแก้วที่เล็กที่สุด

จะชิ้นไหน ยามเมื่อสัมผัส ก็เลือดออกเหมือนกัน

เศษแก้วแบบฉันจึงต้องบอกว่าตัวเองไม่ใช่เศษแก้ว–เอ่อ หมายถึงเป็นงานศิลปะ เป็นอะไรสักอย่าง พูดง่ายๆ ว่าจงใจเป็นเศษแก้วน่ะ–หยิบความแตกร้าวของตัวเองมาพูดนิดหน่อย ใส่อารมณ์ขันให้มันไปบ้าง ไม่มีเศษแก้วชิ้นไหนที่อยากยอมรับว่าตัวเองแตกสลายหรอก

จนคุณมาบอกว่าคุณเห็นฉันเป็นเศษแก้วมาตลอด เห็นความแตกร้าวที่ฉันไม่อยากให้เกิด เห็นว่าจริงๆ แล้ววินาทีที่ฉันหล่นลงพื้น แรงกระทบทำให้ฉันเจ็บปวดแค่ไหน

คุณเห็นมันทั้งที่ฉันพยายามปกปิดแทบตาย


คุณรู้ใช่ไหม, เป็นเศษแก้วน่ะ จะเป็นคนแบบไหนมาจับมันก็บาดมือนะ ปากฉันปฏิเสธว่าไม่อยากให้ใครมาจับ แต่ก็เหมือนคุณรู้นั่นแหละว่าฉันถวิลหาสัมผัสมากแค่ไหน, สัมผัสที่ฉันได้รับเมื่อยามเป็นแก้วเต็มใบ

แล้วฉันก็บาดมือคุณ

ฉันก็รู้ว่าเลือดสีแดงฉานมันจะออกจากตรงที่ฉันบาดคุณ แต่ฉันไม่คิดว่าของเหลวไร้สีมันจะออกมาจากตาคุณด้วยเช่นกัน

วินาทีที่หยดของเหลวใสนั้นหยดกระทบฉัน ฉันรู้สึกว่ามันแข็งและแหลมคมยิ่งกว่าพื้นที่ฉันเคยกระทบ ฉันเจ็บปวดยิ่งกว่าเคย, แต่ถ้ามองว่าเป็นผลลงโทษสำหรับแผลเลือดไหลของคุณ ก็คงสมควรและสาสมแล้วกระมัง


ทำไมคุณยังจับฉันอยู่นะ? ฉันไม่มีพลาสเตอร์หรอกนะ ฉันเป็นแค่เศษแก้ว

ทำไมมือของคุณนุ่มจังเลยนะ? ฉันไม่อยากให้มือคู่นั้นต้องหยาบขึ้นจากแผลของเศษแก้วเลย

ทำไมคุณยังไม่ปล่อยฉันไว้กับพื้นเหมือนคนอื่นนะ?

ฉันไม่รู้หรอกว่าฉันควรนิยามความสัมพันธ์กับคุณไว้ว่าอย่างไร, เพียงแค่หวังว่าสักวันหนึ่งเศษแก้วอย่างฉันจะถูกลบคมด้วยมือของคุณ ขัดเกลา เจียระไน และเปล่งประกายในแบบที่คุณอยากเห็นฉันเป็น

คุณค่าของฉันที่คุณมอบให้อีกครั้ง คงไม่มีคำขอบคุณใดๆ จะเพียงพอ


หมายเหตุ: metaphor ของเศษแก้วได้รับแรงบันดาลใจอย่างยิ่งมาจากวันหนึ่งความทรงจําจะทําให้คุณแตกสลาย ของจิดานันท์ เหลืองเพียร

ความต้องการจากความสัมพันธ์

สารภาพกันตามตรงคือเพิ่งมีความรักอีกครั้ง และก็เพิ่งสารภาพไป, รู้สึกที่ผ่านมาตัวเองผิดพลาดที่ไม่ได้สังเกตความรักอย่างใจจดใจจ่อมากขึ้น

เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่าเราเป็นคนถามหานิยามเยอะมากๆ ดังนั้นคงไม่ผิดสักเท่าไหร่ที่อย่างน้อยจะพยายามหานิยาม (?) ให้กับมันว่าสุดท้ายแล้วเราต้องการอะไรกันแน่

วิธีการเขียนบล็อกนี้ก็ประหลาดดี, หลับตาแล้วจินตนาการว่าเรากับคุณจะไปอยู่ตรงไหนของกันและกันในชีวิตบ้าง, ก็กล้าพูดว่าเป็นบล็อกที่ยิ้มตอนเขียนมากที่สุด

แอพพริชิเอชัน

ไม่ค่อยอยากไทยคำอังกฤษคำ, แต่ความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่เราต่าง appreciate การกระทำของกันและกัน

การ appreciate ไม่ได้อยู่แค่เราดีใจที่มีคน appreciate เรา, แต่เป็นการที่ได้ appreciate การมีอยู่ของทั้งอีกฝ่าย และทั้งความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กัน

เรื่องเล็กมากหรือใหญ่มากก็ตามแต่ ถ้าเรายินดีกับการกระทำของอีกคนหนึ่งได้ก็คงจะดีมากๆ–คำขอบคุณและความ appreciate ที่อยากรู้สึกว่ามีให้กันและกัน อาจจะเป็นแค่การดึงมือมาจับ หรือไปจนถึงกระทั่งการสนับสนุนเราทางอารมณ์ในวันที่เราไม่โอเคมากๆ

เรารู้ตัวว่าเราไม่ใช่คนเห็นค่าตัวเองเท่าที่ควร เราคิดว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะทำให้เรา appreciate การมีอยู่ของเรา ทั้งเมื่อเราทำอะไรแล้วเรา appreciate ว่าเราดีใจที่ได้ทำให้คุณ และทั้งเมื่อคุณทำอะไรให้เราแล้วเรา appreciate ว่าเรามีค่าในสายคาคุณนะ

พูดง่ายๆ คืออยากรู้สึกเหมือนมีคนขอบคุณเรา และอยากรู้สึกเหมือนขอบคุณคนคนนั้นไปพร้อมกันแหละ

สเปซ, อินทิแมซี, ไทม์

สเปซมีสองแบบ–สเปซที่มีกัน และสเปซที่ไม่ได้ใช้เวลาด้วยกัน

สเปซอย่างแรกคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงอะไรมาก, การมีกันอยู่ใกล้ๆ มันก็รู้สึกปลอดภัยดี และระยะประชิด (intimacy) มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าคุณยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปไหน

สเปซอย่างหลังอาจจะน่ากลัวไปหน่อย, แต่จริงๆ การห่างเพื่อกลับมาเจอกัน อย่างน้อยก็คือการพักผ่อนที่ดีที่จะเก็บความคิดถึงไว้เป็นพลังตอนเจอกันอีกครั้งหนึ่ง และเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอด หรือคุยกันตลอดหรอก, เราอยากอยู่ตรงนี้ในเวลาที่คุณต้องการเรา และเราก็อยากให้คุณอยู่ตรงนี้ในเวลาที่เราต้องการคุณเหมือนกัน

ดีมานด์ และคอมมิตเมนต์

รักคือการให้โดยไม่หวังอะไร[citation needed]

จริงๆ แล้วความรักเป็นอะไรที่ถ้าจะ long run ในแง่ของความสัมพันธ์แล้ว ยังไงก็ต้อง mutual ไม่ใช่มีเพียงฝ่ายเดียวให้และฝ่ายเดียวรับ เพราะความสัมพันธ์คือการที่สองฝ่ายตกลงปลงใจที่จะ commit ด้วยกัน

ฟังดูน่ากลัวไปหน่อย แต่จริงๆ เป็นงี้แหละ–ทุกครั้งที่เราให้อะไร เราก็เหมือนให้ commitment ที่เรามีกับความสัมพันธ์ออกไปด้วยเหมือนกัน วันหนึ่งถ้าให้จนไม่ได้รับ พลังจาก commitment ที่มีในตัวก็คงจะหมด ดังนั้นการรับอะไรกลับมาก็คือการรับ commitment กลับมาเพื่อพลังจะอยู่ต่อในความสัมพันธ์นั้นเหมือนกัน

ดังนั้นถ้าจะพูดว่ารักคือการ demand มากกว่าการ request ก็คงไม่ผิดนัก เป็นความคาดหวังที่อาจจะรู้สึกว่าความสัมพันธ์มีจุดหมายเพื่อเติมเต็มมากกว่ารู้สึกว่าถ้าเติมเต็มได้ก็คงจะดี

อนาคตที่มั่นคง

อืม แค่นั้นแหละ, apply ได้ตั้งแต่วินัยทางการเงิน การวางแผนเวลา จนถึงการวางแผนอนาคตตัวเองนี่แหละ

อยากเมคชัวร์ว่าถ้าเป็นชีวิตที่เราสองคนมีส่วนทับซ้อนกันมากขึ้นแล้ว มันจะยังคงยั่งยืน


จริงๆ พอมานั่งเขียนอะไรแบบนี้แล้วอ่านอีกรอบ ก็พบว่าหัวข้อหลักๆ ที่คิดว่าควรมีในความสัมพันธ์ เช่นความเข้าใจ ความเห็นใจ หรืออะไรพวกนี้นี่ แทบไม่ได้หยิบมาพูดถึงเลย แต่อาจจะเป็นเพราะกว่าจะมีอะไรตามหัวข้อที่เขียนๆ มา ก็คงต้องมีหัวข้อหลักๆ ที่รู้สึกว่าควรมีก่อนหมดเลยอยู่แล้ว

ขอให้เป็นแบบที่หวังแล้วกัน :)

โอบกอดฉัน

โอบกอดฉันประหนึ่งโลกทั้งใบของฉันคือคุณ

ประทับรอยจูบบนหน้าผากฉันประหนึ่งปัญหาทุกอย่างหายไปแล้ว

ให้น้ำตาของฉันไหลบนบ่าของคุณ ลูบหัวฉันประหนึ่งทุกอย่างจะปลอดภัยเมื่อฉันอยู่ในอ้อมกอดของคุณ

บอกฉันว่าไม่เป็นอะไรตราบที่คุณอยู่ตรงนี้

แล้วทุกอณูของร่างกายฉันจะเป็นของคุณ

ครึ่งชีวิตของความทรงจำ

ตั้งใจจะซักกระเป๋าเป้ ถอดพวงกุญแจที่คล้องทั้งหมดออกมา แล้วก็พบว่าทุกชิ้นมีความเหมือนกันอยู่อย่างนึง–ทั้งหมดล้วนมีความทรงจำเกี่ยวกับความรักเก็บไว้

พอนึกถึงตอนนั้นก็รู้สึกว่าหัวใจตอนที่หยิบพวงกุญแจมาคล้องกับกระเป๋าใหม่ๆ ล้วนแต่เต้นแรงน่าดู, พวงกุญแจบางชิ้นก็อยู่กับเรามานานจนเปลี่ยนกระเป๋าไปสามสี่รอบ บางชิ้นก็คล้องๆ ถอดๆ เหมือนความรู้สึกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา

ความรักบางครั้งก็จบสวยบ้าง ไม่สวยบ้าง, ไม่รู้ว่าครั้งที่จบสวยนั้นไม่ย้อนกลับไปคิดถึงได้ยังไง ไม่รู้ว่าครั้งที่จบไม่สวยพาตัวเองผ่านน้ำตาและคืนที่ฝนตกมาได้ยังไง
จริงๆ ใช้คำว่าไม่รู้ก็ไม่น่าจะถูกมากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ผิดเสียทีเดียว, การพาตัวเองเดินไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานขึ้นทุกวัน ก็ย่อมทำให้ความทรงจำบางอย่างหายไปตามเวลา จะเรียกว่าความทรงจำมี “ครึ่งชีวิต” ของมัน ที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วค่อยๆ สลายไปก็ได้นั่นแหละ

มีคนบอกว่าสักวันหนึ่งพอเรากลับมาดูตัวเองในอดีต เราจะไม่รู้สึกอะไร ไม่รู้สึกทุกข์ ไม่รู้สึกสุข ไม่รู้สึกเศร้า หรือดีใจ หรืออะไรอีกต่อไปแล้ว

สำหรับตัวเองกับพวกกุญแจสองในสาม วันวันนั้นน่าจะมาถึงแล้วแหละ

2018: ดั่งพระจันทร์ มีข้างขึ้นย่อมมีข้างแรม

สองพันสิบแปดคงเป็นปีที่มีอะไรผ่านมาเยอะเหมือนกัน สุขและทุกข์ย่อมปนเปกันไป หลายอย่างยังฝังติดชัดในใจ แต่กระนั้นก็มีหลายอย่างที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้

ตัวเอง

ช่างแม่งเหอะพี่… ช่างแม่งบ้าง

น้องที่ internship คนนึง
  • เรารู้สึกมีหลายอย่างในตัวเองที่เปลี่ยนไป จะบอกว่าโตขึ้นก็ได้มั้ง?
    • ที่บอกว่ารู้สึกตัวเองโตขึ้น คงเพราะเราเกลียดตัวเองมากขึ้น
    • มีคนบอกว่าอย่าโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราเกลียด, แต่ไม่รู้สิ ทำไมเรารู้สึกมีมุมของเราที่ถ้าตัวเองตอนปีสองปีก่อนมาเห็นแล้วจะผิดหวังอยู่ในนั้น
    • การโตขึ้นคือการยอมรับโลกอันเป็นสังคมไม่อุดมคติหรือเปล่า?
      • ถ้าใช่ ความเย็นชาต่อโลกอันไม่อุดมคติ การเข้าสู่สภาวะยอมรับ (acceptance) ก็ใช่สิ่งที่ทำให้เรา “เกลียด” ตัวเองหรือเปล่า?  ความฝันและความเชื่อที่ถูกสภาวะยอมรับดังกล่าวกดทับยังมีอยู่ไหม?
  • เย็นชามากขึ้น ใส่ใจคนอื่นน้อยลง?
    • ปีที่ผ่านมาเหมือนเรียนรู้ที่จะช่างแม่งกับอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น
    • สำหรับเราการเลือกให้น้ำหนักที่จะช่างแม่งหรือเก็บเรื่องของคนอื่น กับการใส่ใจเรื่องของคนอื่น เป็น tradeoffs ที่น่าสนใจ เรามีความทุกข์
      • หรือพอโตไปจะหัดเพิกเฉย (ignore) ต่อเรื่องราวของคนอื่นได้มากขึ้นเอง?
  •  มีนิสัยเสียหลายอย่างที่งอกเงยมา
    • ยังคงใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ปากกาเนี่ยแหละตัวดี
      • ใช้จ่ายได้แหละถ้าบริหารเงินไปออมและลงทุนได้ดีกว่านี้
      • กินแพงขึ้นนี่ไม่อยากนับว่าสุรุ่ยสุร่าย จริงๆ คืออยากกินให้แพงขึ้นด้วยซ้ำ
        • เรามองว่าการกินคือการศึกษาวัฒนธรรม และอยากเข้าถึงความหลากหลายให้มากกว่านี้
          • จริงๆ ที่รู้สึกว่ากินแพงขึ้นเพราะการกระจายเพิ่มขึ้น (กินร้านถูกลง และแพงขึ้นมากตามไป)
  • มีหลายอย่างที่อยากทำแล้วทำได้
    • ได้ไปคอนเสิร์ต BNK48 กับมิ้น ชีวิตนี้คิดว่าคงไม่สามารถลากสังขารไปแบบนี้ได้อีกแล้ว
      • การไปคอนเสิร์ตแบบนี้ ต่อให้แก่แค่ไหนก็แนะนำว่า once in a while, มันคือชีวิตวัยรุ่นสักครั้งของคุณว่ะ
    • ร่วมกับคุณแพคทำไรท์ติ้งอินไทยตั้งแต่เดือนมีนาคม หวังว่าจะได้อะไรใหม่ๆ มากขึ้น (และได้ฝึกเขียนภาษาคนให้รู้เรื่องสักที)
    • นอกจากนั้นแล้วปีนี้ได้หาที่ฝึกงาน, ซื้อกล้องใหม่, กินเยอะเหมือนเดิม, ร้องไห้น้อยลง (นี่ขนาดน้อยลงแล้วนะ!)
  • และมีหลายอย่างที่ทำไม่ได้
    • อ่านหนังสือให้เยอะขึ้น, เล่นมือถือให้น้อยลง
  • มีหลายอย่างที่เพิ่มมา
    • เพื่อนที่สนิทมากขึ้น, บางครั้งก็รู้สึกได้ทำในสิ่งที่อยากทำได้กล้าขึ้น
  • และมีหลายอย่างที่หายไป
    • ถึงจะไม่มีคนโคจรจากชีวิต แต่เหมือนเศษเสี้ยวของตัวเองหล่นหายไปในระหว่างทาง
    • ยังเป็นศิระกรคนเดิมไหม? คนที่กล้าออกไปทำอะไรไหม? คนที่รู้สึกว่าความผิดพลาดมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น? คนที่พร้อม embrace ความหลากหลาย ความแตกต่าง พร้อมเข้าใจในความเป็นไปของหลายๆ สิ่งไหม?
  • สรุปพอมาอ่านแล้วก็เหมือนว่า 2018 เป็นปีที่ชีวิตตัวเองเหมือนจะเลวร้ายลงไปเสียอย่างนั้น
    • แต่ในความเลวร้ายนั้นก็เหมือนมีอะไรที่ยังเป็นเราอยู่ ก็หวังว่าจะสามารถเป็นตัวเองที่อยากเป็นได้มากกว่านี้

งานและการเรียน

  • ช่วงปีสองพันสิบแปดเป็นปีที่เห็นอนาคตของตัวเองมากขึ้นจนชัดเจน จากเด็กที่สองปีที่แล้วไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหนในชีวิตดี
    • ได้รับโอกาสจากอ.ธีรวิทย์จาก VISTEC ให้ไปฝึกงานที่นั่น (ภายใต้คำแนะนำของอ.ธนาวินท์) ปฏิเสธไม่ได้ว่าการไปฝึกงานครั้งนั้นสร้างจุดเปลี่ยนให้กับชีวิตเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
      • สังคมที่ VISTEC ดีมาก ดีจนเราคิดถึง เราอยากเก็บความสัมพันธ์และคนที่นั่นไว้อยู่มากทีเดียวเชียว
  • แต่ก็เป็นปีที่มืดบอดและหมดหนทางอย่างบอกไม่ถูก
    • หลังกลับมาจาก internship ที่ VISTEC เราไฟหมด… หมดเพราะอะไรไม่รู้… และตอนนี้ยังจุดติดไม่ได้เท่าเดิม
    • นอกจากลังเลใจว่าควรต่อป.โทดีไหม ก็ยังลังเลใจว่าเราควรต่อป.โทวิศวะคอม หรือต่อบริหารจัดการ
      • เราไม่ปฏิเสธว่างานบริหารไม่ใช่งานที่เราอยากทำที่สุด แต่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโอกาสเติบโตของคนในสายบริหาร (ทั้งในแง่เงินเดือนและการพบปะผู้คน) สูงกว่าการเป็น dev ชั่วนิรันดร์มากๆ
      • เราไม่เถียงว่า dev มีโอกาสโต, แต่ไม่รู้สิ ความเป็นไปได้มันมีสองอย่าง ไม่ (1) เราทะเยอทะยานกว่าการเป็น dev ที่เก่งมากๆ แล้วจบ ก็ (2) เราไม่เก่งพอ (และอาจไม่มีวันเก่งพอ) จนถึงระดับที่เราไม่เห็นความเป็นไปได้ที่เราจะยืน ณ จุดนั้น?
  • มานั่งนึกถึงเรื่องต่อบริหารทีไร เราอยากกลับไปขอโทษศิระกรสมัยที่เขามาสัมภาษณ์วิศวะเกษตรทุกที

ความรัก

  • ปีนี้มีความรักครั้งนึงแหละ แต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปค่อนข้างเร็ว แต่น่าประหลาดใจที่เราคิดว่าปีนี้เราได้เรียนรู้เรื่องความรักจากเรื่องของคนคุยเก่าได้เยอะมากๆ
  • เราเคยตั้งเวลาว่าภายในหนึ่งปีเราจะลืมคนคุยเก่า หลังจากที่มีบางคนทราบเรื่องนี้ เราก็รู้สึกเราได้มุมมองอะไรใหม่ๆ บ้าง

หนูไม่จำเป็นจะต้องแคร์[เวลา]เลย ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งตั้งเวลาให้ตัวเอง ถ้าวันนึงหนูเจอคนที่หนูรอจริงๆ จะปฏิเสธเค้าเพียงเพราะไม่ถึงเวลาที่หนูตั้งไว้เหรอ

พี่ไอซ์

แต่ผมเชื่อว่าสุดท้ายความรักก็สวยงามเสมอ

อาจารย์บุ๊ง
  • พอหัดก้าวผ่านอดีต ก็จะรู้จักหัดก้าวเดินไปต่อ, ก็เหมือนจะมีความกล้าออกไปตามหาความรักอยู่ช่วงนึง
    • โหลด Tinder มาเล่น ถึงจะไม่เวิร์คก็ตาม 5555555
  • แน่นอนว่าการลืมคนคุยเก่า (ที่ไม่ยอมออกจากหัวเรามาปีกว่าๆ) ไม่ใช่เรื่องง่าย
    • เพิ่งมารู้สึกว่าใกล้แล้วแหละก็ตอนที่เดินเล่นวันคริสต์มาสแล้วไม่ร้องไห้
  • การเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทรงจำเป็นเรื่องที่ยากที่สุด แต่ถ้าทำได้จะรู้สึกว่าหลายอย่างง่ายขึ้นมากๆ
    • พูดถึงตรงนี้แล้วคิดถึงแฟนเก่า — แฟนเก่าเป็นคนที่เรารู้แล้วแหละว่าเราจะเก็บภาพเค้าไว้ในใจยังไงให้เรานึกถึงมันแล้วคิดถึงเค้ามากที่สุดโดยที่เราไม่ต้องไปยึดติดกับอดีต
    • ก็กำลังจะรู้สึกแบบนั้นกับคนคุยเก่าเหมือนกัน
  • สรุปแล้วก็เป็นปีที่กลับมาเชื่อมั่นในตัวเองอีกครั้ง ตรงนี้คงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดของปีนี้แล้วมั้ง

มึงจะได้เชื่อสักทีว่ามึงก้าวต่อได้แล้ว

รวิส

พี่เชื่อว่าแกจะได้เจอคนที่ดี

พี่น้ำเงิน
  • เรื่องความรักนี่ ถึงจะยังไม่มีใคร แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุดของปีนี้แล้วมั้ง :)

เพื่อน

เสียดายไม่มีรูปสิบเอ็ดคน, แต่ดีใจที่ได้สนิทกันมากขึ้น และคิดว่าคงไม่ต้องเขียนบรรยายอะไรให้มากความเนอะ ดึ๋ง!

มองไปข้างหน้า

ได้เวลาเขียน 2019 Life Goals

  • ฝึกงานต่างประเทศ
    เป็นข้อที่น่าจะทำได้ยากที่สุดเพราะถึงเงินที่บ้านจะมี แต่ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยขนาดนั้น (ญี่ปุ่นน่าจะไปได้แบบชิลๆ แต่อยากไปฝรั่งเศส…)
  • มีแฟน
    เป็นปีแรกที่เขียนโกลแบบนี้ เพราะกลัวไวน์ที่พี่น้ำเงิน (จาก VISTEC) ให้มาพร้อมเจาะจงว่า “เปิดเฉพาะเมื่อมีแฟน” จะหมดอายุเสียก่อน (เปล่าหรอก อยู่คนเดียวเหงาเกินไปแล้วน่ะ)
  • อ่านหนังสือเดือนละสองเล่ม
    หยวนให้เป็นเดือนละเล่มถ้าหนังสือหนา
  • นอนวันละเจ็ดชั่วโมงขึ้นไป
  • วิ่งสัปดาห์ละสองวัน

Thanks

เลือกที่จะเขียนตรงนี้ไว้ในเฟซบุ๊คเพราะอยากแท็กหลายๆ คนมากกว่า ขอแปะลิงก์ไปตรงนั้นแล้วกันนะครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ขอบคุณทุกท่านที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอีกครั้ง และหวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ดีของทุกท่านเช่นกันครับ

สองพันสิบเจ็ด: แด่เรื่องราวมากมาย

ภาพประกอบถ่ายวันที่ 27 ธันวาคม 2560 — ฝนตกระดับที่น่าเดินตาก อากาศเย็นระดับที่น่าเดินเล่น เป็นวันที่มีความสุขแค่ได้เดินโง่ๆ

สองพันสิบเจ็ดเป็นปีที่ซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก ถ้าเราจะเปรียบมันเป็นเพลง เราอยากเปรียบมันเป็น Dadaville ของ Garry Carpenter

ตัวเอง

  • ภาระปีสองเยอะกว่าที่คิด รู้สึกอยากผ่านมันไปให้ได้แบบสวยๆ
    • รู้ว่ายาก และแบกภาระความกดดันมากขึ้นด้วย
  • พบว่างานบางงานที่ตั้งใจทำแล้วทำสนุก จะจริงจังจนลืมงานที่ไม่อยากทำ
    • ความสนุกเป็น factor ที่สำคัญ
    • และกับงานเหล่านี้ถ้าออกมาผิดหวัง เราไม่ลังเลที่จะร้องไห้ แม้แต่กับ factor ที่คุมไม่ได้
    • เราอยากให้งานที่เราอยากทำจริงๆ ออกมาดีอ่ะแหละ
  • เป็นปีที่ติสต์ขึ้น ฟังเพลงเยอะขึ้น เข้าหอศิลป์บ่อยขึ้น
    • อยากไป Louvre, อยากไปดูงานของ Claude Monet
  • พฤติกรรมในชีวิตหลายอย่างเปลี่ยนไป มีทั้งแง่ดีและไม่ดี
    • กินแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
      • อันนี้เป็นผลมาจาก Gastronomy Trip ปลายปี 2016
      • กินหลากหลายขึ้น เพราะพยายามลองอาหารหลากหลาย palette ตอนนี้กำลังจะมาหยุดอยู่กับอาหารไทย
      • มีโอกาสทำเพจเกาะกันกิน เขียนเล่นๆ แต่เขียนแต่ละทีจริงจังกับการรีวิว เรารู้สึกว่าการถ่ายทอด perception/attitude ต่ออาหารของเราหนึ่งจานออกมาเป็นคำนี่ค่อนข้างยากนะ
      • นอกจากนั้นยังดื่มชาหนักขึ้นมากๆ (ปกติไม่เรื่องมาก — Lipton Yellow Label คือจบ ส่วนตอนนี้กำลังหาวันว่างๆ ไป Ronnefeldt 5555555)
      • ไม่ใช่ว่าปีหน้าจะกินให้น้อยลง แต่เป็นกินให้เยอะขึ้น ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ราคาที่ต้องจ่ายอาจจะสูงแต่เราเชื่อว่าเราจะสามารถยกระดับลิ้นของตัวเองให้กลายเป็นคน “กินเป็น” ไม่ใช่คน “เป็นแต่กิน”
    • อ่านหนังสืออีกครั้ง
      • เป็นผลพลอยได้จากการที่มีคนเข้ามาในชีวิตช่วงกลางปี
      • ตั้งใจจะอ่านให้มากขึ้นอีก ใน field ที่หลากหลายมากขึ้นอีก ในขณะเดียวกันกับสายอาชีพตัวเองก็จะต้องหลักและลึกขึ้นอีก
        • นั่นหมายถึงงานปริมาณมหาศาล
      • ทุกวันนี้ก็เสพการอ่านอยู่นะ แค่ไม่ได้อยู่ในรูปของหนังสือ (เป็น Social network stream แทน) ก็หวังว่าจะ “เปลี่ยน” มาอ่านหนังสือได้เยอะกว่านี้
      • ขายของ: My Reading List เจอหนังสือน่าสนใจมาชวนอ่านได้จ้า
  • ร้องไห้บ่อยขึ้นในเรื่องเดิมๆ ช่วงมาถี่คือถี่ทุกว้น ช่วงไม่ถี่คือเดือนละครั้งสองครั้ง
    • หลายครั้งอยากร้องไห้ออกมาดื้อๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แค่อยากร้องไห้

การงาน

  • การงานปลายปีหนึ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนสักเท่าไหร่ เรื่องเดียวที่ควรพูดคือเกรดเทอมที่แล้วทำได้เลวร้ายมาก
  • ปีสองเทอมหนึ่งเกรดออกก่อนสิ้นปีพอดี! ทำได้ดี แต่ยังดีไม่สุด ตัวที่หวังไว้สองตัวคือ ADT และ Discrete ก็ทำได้เกินความคาดหมาย บวกกับวิชายิบย่อยแล้วเทอมนี้เอา A ไปเก้าหน่วยกิต :)
  • งานที่ทำแล้วสนุกจริงๆ คือทำทีเอ เป็นประสบการณ์ในชีวิตที่ค่อนข้างอยากพูด
    • เรารู้กันดีว่าเด็กจำนวนมากเข้าวิศวะคอมมาเพราะเห็นเป็นสายงานที่เงินดี ต้องการเยอะ เด็กจำนวนมากจับคอมเขียนรายงานตัดวิดีโอแล้วก็คิดว่าตัวเองสามารถเรียนสายนี้ได้ คำถามคือเราจะปลูกฝัง passion และความสนุกที่มีให้กับเด็กกลุ่มนี้ได้ยังไง
    • สำหรับเรางานทีเอคืองานสอน ออกแล็บชีทนั่นแค่ติ่งเดียวที่อยากทำ
      • แต่สอนในที่นี้ไม่ใช่สอนเขียนโปรแกรม อันนั้นคือสิ่งที่อาจารย์ทำ
      • สิ่งที่เราอยากสอนคือ systematic thinking และสอนให้เชื่อมั่นในตัวเอง
    • คำถามเดียวที่ถามตัวเองทุกครั้งก่อนไปเจอน้องๆ คือ “เราจะทำให้น้องมั่นใจในตัวเองได้ยังไงดี”
      • เป็นคำถามที่ง่ายและคำถามที่ยาก เราเริ่มจากการตอบน้องว่า “ทำดีครับ” สำหรับทุกคำตอบจากคำถามที่เราถาม
        • “แล็บชีทถึงไหนแล้ว” “เสร็จแล้วครับ” “เยี่ยม ทำดีครับ”
        • “แล็บชีทถึงไหนแล้ว” “ยังไม่ได้เริ่มค่ะ” “เยี่ยม ทำดีครับ (แปลว่าทำอย่างอื่นอยู่ แบ่งเวลาดีๆ นะ)”
      • เราได้แรงบันดาลใจมาจากคลาสนึงที่ยุโรป เด็กเขียนคำว่า purple เป็น purpol สื่งที่ครูบอกเด็กคือ “ถูก เขียนแบบนั้นก็อ่านว่าเพอร์เพิล แต่น่าเสียดายที่คนเมื่อก่อนตกลงกันไว้แล้วว่าจะเขียนว่า purple และครูขอโทษที่ช่วยอะไรหนูไม่ได้เลย”
        • เจ๋งมาก เด็กก็รู้ว่าต้องเขียน purple แต่ความมั่นใจไม่หายอ่ะ
    • เราได้แต่หวังว่าการทำแบบนี้จะเสริมให้น้องกล้าทำอะไรมากขึ้น ก็หวังว่าในอะไรหลายๆ อย่าง เราจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้าง ecosystem ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่ดีได้
    • สภาพสังคมไม่ใช่อะไรที่สร้างได้ในวันเดียว แต่เราหวังว่าเราจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมัน ทั้งจากตอนทำทีเอ และตอนอื่น

เพื่อน

  • เรา bullshit น้อยกว่าปีก่อนมาก ขอบคุณความเป็นเหตุเป็นผลที่เพิ่มขึ้น ขอบคุณตัวเองที่โตขึ้นบ้าง
  • ขอบคุณเพื่อนทุกคนที่อยู่ด้วยกันอยู่ ขอบคุณที่ช่วยให้ผ่านหลายๆ อย่างไปได้
    • คือเขียนสั้นอ่ะ แต่ขอบคุณจริงๆ ทุกครั้งที่ยื่นทิชชู่ ทุกครั้งที่โอบไหล่ ทุกครั้งที่เราขอบีบมือ ทุกครั้งที่เมสเสจไปหา
  • คิดถึงเพื่อนที่สาธิตนะ

หัวใจ

  • มีเหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจเต้นถึงสองครั้งในรอบปี นับว่าเยอะมาก
  • ครั้งแรกเป็นฝ่ายอยู่เงียบๆ แล้วเค้าบอกชอบเอง
    • เราจะถือว่าเราเขียนให้เธออ่านอยู่แล้วกัน
    • เป็นประสบการณ์ที่วิเศษมาก เราคุยกันได้ในเรื่องที่เราอยากคุย ศิลปะ สังคม วัฒนธรรม ปรัชญา หนังสือ
    • เราร้องไห้ เราดีใจมากที่เราเจอคนแบบนี้ ในฐานะเนิร์ดที่เก็บตัวอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ เราดีใจที่ได้เจอเนิร์ดเหมือนกัน ถึงเราจะร้องไห้เหมือนกันเพราะเรารู้สึกว่าเธอควรจะเจอคนที่ดีกว่าเรา แต่เราไม่อยากเสียเธอไป
    • วันที่เราไปเดทกัน เราคุยอะไรหลายๆ อย่าง เราเดินคิโนะคุนิยะ เธอชี้หนังสือพ่อรวยสอนลูก เราแซ็วว่าโรเบิร์ตล้มละลายไปแล้วนะ เราเดินดูหนังสือ เธอช่วยเราเลือกหนังสือ มันคือเดทในฝันเลยแหละ
      • เธอทำให้เราได้กลับมาอ่านหนังสืออีกรอบ ขอบคุณมากนะ บล็อกรีวิวหนังสือทั้งหลายคงจะไม่มีถ้าเราไม่เคยคุยกัน
    • เรายังไปบันไดเลื่อนตรงนั้นที่สนามกีฬาฯ  เรายังคิดถึงเสียงของเธอ และไม่ใช่แค่เสียงหรอก เราคิดถึงเธอ ทุกอย่างที่เป็นเธอ
    • แม้เราจะจากกันไม่ดีเท่าไหร่ แต่ภาพที่เราเก็บถึงเธอเป็นภาพที่อบอุ่น ขอบคุณที่ครั้งนึงเคยรู้จักกันนะ เราดีใจที่เคยรู้จักเธอ
      • และถ้าเธอเห็น Faulkner เล่มนั้นบนชั้น เราอยากให้เธอนึกถึงเราในฐานะเพื่อนคนนึงนะ
  • ครั้งที่สองเป็นความชอบที่เราเป็นฝ่ายรู้สึกเอง
    • เรา admire คนที่เก่ง ชอบคนที่ร่าเริง และอยากอยู่กับคนที่จิตใจดี
    • คนที่เราชอบเป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเค้าเก่ง มีความมุ่งมั่น เราพยายามหาทางสนับสนุนเค้าอยู่บ้าง
    • จนวันที่มีโอกาสได้คุยกัน เราพบว่าในวันที่เราเหนื่อยและเครียด เค้าทำให้เรามีพลังอีกครั้ง
      • คนอีกแบบที่เราอยากอยู่ด้วยคือคนที่พร้อมเติมไฟให้กัน วันไหนคุณหมดไฟเราเติมให้คุณ วันไหนเราหมดไฟคุณมาเติมให้เราบ้าง
    • เราพบว่าการที่คนคนนึงจะมีพลังบวก และความสดใสได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย (อย่างน้อยก็ในมุมของเรา) และเราอยากทำยังไงก็ได้ให้เค้าสามารถรักษาพลังนี้ไว้ได้เรื่อยๆ
    • เราตัดสินใจบอกชอบเพราะเราอยากขอบคุณที่เติมพลังให้กัน เราไม่อยากคิดว่ามันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ เราแค่อยากบอกว่าขอบคุณที่ครั้งนึงเปลี่ยนเราได้ เรายิ้มเก่งขึ้นมาก
    • นี่คือรักครั้งแรกที่เราไม่ร้องไห้ในความรัก ทุกครั้งที่ผ่านมาเราร้องไห้ เราชอบคนที่เกินเอื้อม เราชอบคนที่เป็นไปไม่ได้ แต่กับครั้งนี้ที่รู้สึกชอบ มันมีแต่รอยยิ้ม ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าความสบายใจจริงๆ มันเป็นยังไง
    • และการที่เราชอบใครสักคนก็เหมือนกับชอบดอกไม้ริมทาง จะตัดมาปักแจกันตัวเองก็ได้ หรือขอดูดอกไม้ค่อยๆ เติบโตห่างๆ ก็ได้
      • ซึ่งเราขอเลือกแบบหลัง
  • สรุปแล้วทั้งสองครั้ง แม้เราจะไม่ได้ “เป็นแฟน” เลย แต่สำหรับเรามัน worthwhile มากๆ เรื่องเป็นแฟนมันไม่สำคัญแล้ว
    • ถึงกระนั้นก็ยังคงรอวันที่จะมีใครพร้อมหยุดอยู่กับเราอย่างใจจดใจจ่อ :)

2017 Resolution: A Better World

เรารู้สึกเหมือนสิ่งที่เราทำเป็นแค่น้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทร แต่อย่าลืมว่ามหาสมุทรจะไม่เหมือนเดิมถ้าขาดน้ำหยดนั้น
แม่ชีเทเรซ่า

เราตั้งปณิธานไว้ในปี 2016 ว่าอยากสร้างโลกที่ดีขึ้นในปีนี้

เราบริจาคเงินเข้าองค์กรการกุศลบ้าง (ไม่บ่อย และช่วงหลังมาไม่ได้บริจาคละ) พยายามแคร์และเข้าใจความรู้สึกคนรอบตัวมากขึ้น (ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ได้ทำนะ) คิดว่าโลกที่มีเรากับไม่มีเราน่าจะต่างกันอยู่มั้ง

มิตรสหายหลายๆ ท่านมาปรึกษาปัญหาชีวิตด้วย ไม่ใช่คนที่ให้คำตอบกับทุกคำถาม หรือแนะนำได้ทุกเรื่อง แต่ลึกๆ แล้วดีใจมากที่เราเป็น trusted zone ของใครหลายๆ คน

2018 Resolution

  • Mini Project (ทำ TransitTH ให้เสร็จ)
  • เรียน ML ให้ครบแบบเอาไปใช้จริงๆ ได้
  • อ่านหนังสือให้เยอะขึ้น ดูหนังให้เยอะขึ้น
  • ทำให้โลกนี้ และคนรอบข้างดีขึ้นต่อไป
    • อยากเห็นทุกคนมีความสุข :)

Thanks

หลายคนน่าจะรู้สึกแปลกใจที่ท่อน Thanks ยาวกว่าท่อนอื่น เรารู้สึกคำขอบคุณคือวิธีแสดงความเคารพต่อคนที่เรารู้จักได้ดีที่สุด

  • ขอบคุณหอศิลป์กรุงเทพ, สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย, วงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ, BBC Symphony Orchestra ที่เป็นแหล่งพักพิงยามเราย่ำแย่ ดนตรีและงานศิลป์ช่วยเราได้มากๆ จริงๆ
  • ขอบคุณสยามพารากอน เซนทรัลเวิล์ด ช็อปทไวนิงส์ คิโนะคุนิยะ หอศิลป์กรุงเทพ บีทีเอสสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ห้อง 201 เก้าอี้ตรงนั้นในร้านแซม และม้านั่งตึกภาคสองตัวนั้น ที่เป็นที่สร้างความทรงจำหลายๆ อย่าง
  • ขอบคุณอาจารย์ CPE ทุกท่านที่ให้ความเอื้ออารีในหลายๆ ด้าน หวังว่าจะได้ทำงานกับอาจารย์เจ๋งๆ เยอะๆ นะครับ :D
  • ขอบคุณเฌอปราง (และหลายๆ คน) สำหรับ passion ว่าถ้าตั้งใจทำอะไรก็จะทำได้จริงๆ
  • ขอบคุณ CPE31 เป็นการพิเศษ พี่ไม่ได้มาสอนเราอย่างเดียว พี่มาเรียนรู้จากเราด้วย และพี่ได้เรียนไปเยอะมากๆ เลย
  • ขอบคุณเพื่อนหลายๆ คน
    • มิตรสหายในโซเชียลเน็ตเวิร์คทั้งหลาย
      • ขอบคุณที่ยังมีมิตรจิตรอันดีและเกื้อกูลกันมาโดยตลอดครับ
      • ห่างหายไปบ้าง หวังว่าจะยังได้ keep in touch กับทุกคนอยู่นะครับ
    • เพื่อนที่สาธิต
      • เพื่อนที่สาธิตหลายๆ คนที่ยังติดต่อกัน ขอบคุณที่ยังมีมิตรจิตอันดีเสมอมา
      • พี่หมอทั้งหลายที่เคยคุยด้วยบ่อยๆ ถึงจะห่างหายเพราะยุ่งๆ กัน แต่คิดถึงนะ
      • แคตช์มีอิฟยูแคน ขอบคุณสำหรับที่ปล่อย dark memes นะครับ
    • เพื่อนที่ภาค
      • ขอบคุณ CPE ทุกคนสำหรับงานหลายๆ งาน ฟัคอัพไปบ้างก็ขออภัย
      • กลุ่มที่อยู่ด้วยกันบ่อยๆ — อ้น เบนซ์ มอร์แกน ไข่ ขอบคุณมาก ฟัคอัพไปบ้างก็ขออภัย รักพวกมึงทุกคน
      • เพื่อนทั้งหลายที่เราสนิทใจมากพอปล่อยมาเพ่นพ่านในแอคลับทั้งหลาย — ขอบคุณที่เป็นโซนอุ่นๆ ให้กันอยู่ตลอด รู้จักเรามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ
      • แก เออ แกนั่นแหละ
        • ยกให้พารากราฟนึงเลยโว้ยยยย ยาวกว่าชาวบ้านด้วยโว้ยยยย
        • แก MVP เราทั้งปีนี้เลย ไม่รู้ควรจะขอบคุณแบบไหนว่ะ
        • พิมพ์มาทั้งหน้าทั้งเรื่องความรักเรื่องนอยด์ไม่น้ำตาซึมนะ มาซึมตรงนี้ว่ะ
        • ขอบคุณ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงถึงจะพอว่ะ ถถถถถถถถถถ
        • (เขียนไม่ถูกจนต้องทักหลังไมค์ไปหา เผื่อจะเขียนง่ายขึ้น ไปย้อนอ่านเองแล้วกันนะ)
        • ปีหน้าฝากด้วยนะ จะบอกแบบนี้ทุกปี
        • ดีใจเสมอที่วันนั้นตัดสินใจเดินไปทัก :)
  • ขอบคุณคนทั้งสองคนที่ทำให้เราใจเต้น
    • ถึงคนแรก: เราไม่คิดว่าเธอจะอ่านแหละ แต่ถ้าเธออ่าน ขอบคุณมาก เราคงอยู่ห่างออกจากกันไปมากขึ้นเรื่อยๆ ขอให้เธอมีความสุขในที่ตรงนั้นของเธอ :)
    • ถึงคนที่สอง: หวังว่าจะอ่าน Me Before You จบนะ จงใจเลือกเล่มนั้นเพราะตอนจบเลย :) คนที่อยากเห็นทุกคนมีความสุขคือคนที่สมควรได้รับความสุขที่สุดแล้วจริงๆ ขอบคุณสำหรับความสุขที่ให้มานะ
    • บอกทั้งสองคนอีกรอบ: น่าจะรู้กันเนอะว่าเราไม่ชอบพิมพ์หน้า :) ยกเว้นจะยิ้มจริงๆ อยากให้รู้ว่าทำให้เรายิ้มอยู่นะ
  • ขอบคุณพ่อแม่ ห่างจากบ้านขึ้นเยอะเรื่อยๆ แต่บ้านก็เป็นที่อุ่นใจเสมอ :)

ขอบคุณทุกอย่างที่ประกอบรวมกันเป็น 2017
ขอให้ 2018 เป็นปีที่ดี :)

เธอชอบฝน

“ขอร่มหน่อย”
เขาแปลกใจ หยิบร่มคันนึงกางคู่กับเธอ

“เธอ”
“หืม?”
“ทำไมถึงขอร่มล่ะ ปกติเธอชอบฝนไม่ใช่เหรอ”
“อื้ม แต่วันนี้อากาศเย็นนี่นา เราชอบเวลาฝนตกแล้วแดดไม่เผา”
“แล้วเธอบอกว่าเธอชอบฝน เธอไม่อยากอยู่กับมันแล้วเหรอ”
“การที่ชอบกันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอต้องอยู่กับสิ่งนั้นตลอดป่ะ”
“อืม ก็จริง แต่ถ้าวันนึงไม่มีแดด ไม่มีอากาศร้อน เธอจะยังชอบฝนอยู่ไหม”

เสียงฝนตกเบาๆ คือสิ่งที่เขาได้ยิน

“ถ้าวันนึงมีแต่อากาศเย็น เธอจะชอบอากาศเย็น หรือชอบฝน?”

เธอเงียบ
เขาเงียบ
เสียงฝนตกฟังชัดขึ้นยามทุกอย่างเงียบสนิท

เธอชอบฝน หรือเธอแค่ชอบใครก็ได้ที่ทำให้เธอเย็นในวันที่แดดเผา?

Barcamp Bangkhen 8

The Rules of Barcamp ข้อที่สองบอกไว้ว่า “You do blog about Barcamp” ดังนั้นจบงานเลยมาทำตามกฏ

  • เรานกบาร์แคมป์ทุกปี ตั้งแต่ม.4-5 ที่บ้านไกล มาไม่ได้ ม.6 ที่มีน้องมาแลกเปลี่ยน ไม่ว่างวันงาน ปีหนึ่งว่าจะไม่นกแน่ๆ ก็ปรากฏว่ามีไปฮ่องกง
  • พูดง่ายๆ คือถึงจะตามมาตลอด แต่มาบาร์แคมป์จริงก็มาเป็น staff เลย XDพอดี
    • ถึงกระนั้นก็เป็น staff ที่เหมือน participators มากกว่า คือนั่งฟังเยอะมากเพราะงานจริงๆ ตัวเองเสร็จตั้งแต่ก่อนวันงานเสียมากแล้ว
  • วันก่อนมางานนี้ไป Govcamp ที่ทาง Thai Netizen Network จัดไว้มา ประเด็นที่น่าสนใจแต่ไม่ถูกหยิบมาพูดคือ Net Neutrality เราก็เลยตัดสินใจว่าเอาวะ พรุ่งนี้งานใหญ่ มาพูดเรื่องนี้ดีกว่า
    • หนึ่งคืนในการ research เรื่องนี้ก็ยากพอสมควร เราพยายามเก็บ aspects ของประเด็นนี้จากหลายมุมมองให้ได้มากที่สุด
  • มองจากคนที่ไม่เคยมางานแล้ว บางแคมป์ปีนี้จัดดีกว่าทุกปีมากๆ มีการแบ่งเรื่อง session หรืออะไรค่อนข้างดี ไม่มีปั๊มโหวต ไม่มีเทโหวต
  • เราตัดสินใจพูด Net Neutrality ตอนเช้า เพราะเราโชคดีที่ได้คุณแพค (nrad6949) มาช่วยดูเนื้อหาให้ เป็นความโชคดีมากๆ ที่มีคนทำวิจัยเรื่องนี้พอดี

และต่อไปนี้คือรีวิว sessions ช่วงเช้าที่เราเข้าฟัง

หมูแดง

(โดย nrad6949 เจ้าของเดียวกับหมูกรอบในตำนาน)

  • จากคนที่ไปฮ่องกงกับคุณแพค เรากล้าพูดได้เลยว่าหมูแดงแบบไทยมันห่วยแตก คุณแพคสามารถเล่าและอธิบายความเป็น #หมูแดง #ที่ดี ได้ เกริ่นตั้งแต่หมูแดงต้นตำรับ และการกลายพันธ์ของหมูแดงในไทย
  • เสียดายที่ไม่มีหมูแดงมาให้ลองทาน :P แต่อย่างน้อยก็ได้วาร์ป

Blogger ไม่ใช่อาชีพ! มายาคติความเป็นอาชีพของ Blogger

(โดย nrad6949 เจ้าของเดียวกับหมูแดงในตำนาน (อีกแล้ว))

  • คุณแพคเสนอแนวคิดว่าบล็อกเกอร์ไม่ใช่อาชีพ
    • สิ่งที่บล็อกเกอร์ขาดในความเป็นอาชีพด้วยมุมมองทางสังคมวิทยาผ่านทฤษฎีที่หลากหลาย (เช่นของเวเบอร์) คือบล็อกเกอร์ไม่มี code of conduct, ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ, และไม่มี career path  ที่ชัดเจน
  • ใครก็เป็นบล็อกเกอร์ได้ กดเปิดบล็อกก็แป๊บเดียว และเอาเข้าจริงเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์ก็เป็น microblogging service
  • ดังนั้น pride ของบล็อกเกอร์ในฐานะ profession เป็นหนึ่งในความเข้าใจที่ผิด บล็อกเกอร์จะไม่มีวันเทียบได้กับนักข่าว (journalism) ที่ผ่านการเรียนรู้ และมีการรับรองในศาสตร์ของ investigative journalism

Net Neutrality: A Very Short Introduction

(เราพูดเอง)

  • Net Neutrality เป็นเรื่องที่ใหม่ เรานั่งตบตีกันกับการบล็อกบิท แต่เราไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กันจริงๆ จังๆ
  • อินเทอร์เน็ตในอุดมคติควรเป็นเครือข่ายแบบ dumb pipe เหมือนท่อน้ำบ้านเรา — ท่อน้ำประปาไม่เคยแคร์ว่าเราจะเอาน้ำไปทำอะไร มันไม่เคยแคร์ว่าเราผลาญน้ำคนอื่นเพราะเราเปิดน้ำใส่อ่างอาบน้ำ เทียบกับคนที่อาบฝักบัว
    • แต่อินเทอร์เน็ตไม่ใช่แบบนั้น เราแคร์ว่าคนโหลดบิทควรได้รับ priority ที่ต่ำกว่าชาวบ้าน
  • การเลือกปฏิบัติกับข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการบล็อก การบีบให้ข้อมูลช้า หรือการปล่อยให้ข้อมูลเร็ว เป็นการเลือกปฏิบัติที่ชัดเจน และละเมิดหลักของ Net Neutrality
  • การเลือกปฏิบัติมักพบได้สองแบบ คือเลือกปฏิบัติกับโปรโตคอล (เช่นการบล็อกบิท) และการเลือกปฏิบัติกับแหล่งข้อมูล
    • กรณีหลังน่าสนใจ — Comcast หนึ่งในผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ท บีบให้ traffic ของ Netflix ช้าลง ภายหลัง Netflix ต้องยอมจ่ายเงิน เหตุการณ์นี้เป็นการละเมิดหลัก Net Neutrality อย่างร้ายแรง
  • การบังคับใช้ Net Neutrality ไม่ใช่เรื่องง่าย ความพยายามของสหรัฐอเมริกากินเวลาไม่ต่ำกว่าห้าปี ผ่านการออกประกาศ แก้กฏหมาย และการฟ้องร้องมาเยอะ
  • Net Neutrality มีราคาที่ต้องแลกมา บริการไม่เสียค่าใช้จ่ายหลายอย่างเช่น Facebook Basics, Wikipedia Zero ขัดหลักนี้ชัดเจน แต่การปิดบริการเหล่านี้กำลังทำให้อินเทอร์เน็ตในระดับพื้นฐานเข้าถึงคนได้ยากขึ้น
  • คุณแพคมาช่วยเสริมว่ากรณีที่น่าสนใจในไทยคือ LINE Mobile ที่กสทช.ออกมาชี้ว่าขัดหลักชัดเจน

  • คนพูดได้ของขวัญเป็นเสื้อสตาฟ (สีส้ม) หนึ่งตัว กระบอกใส่น้ำ พวงกุญแจ และถุงผ้า (เสื้อฟ้าไม่เกี่ยว)
    • ชอบนะ เล็กๆ น้อยแต่น่ารักมาก ถุงผ้าตรงหนังดูดีมาาาก :D

ต่อไปก็เป็น session บ่าย

ผมจะเล่าถึงความทรมานของคนที่เคยเป็นไข้เลือดออกให้คุณฟัง

(โดยพี่บี้ @dotnfo)

  • เป็น session ที่ไม่มีสไลด์ พูดเนิบๆ เหมือนกับเลกเชอร์ในห้องเรียน แต่กับเรามีความหมายมาก
  • เหตุการณ์นี้ทำให้เรา flashback ไปถึงคนในครอบครัวที่ป่วยคล้ายๆ กัน
  • ชีวิตอ่ะไม่ได้แน่นอนเสมอ และยุงน่ะตบไปเถอะ

ประสบการณ์งานจับมือ >///<

(โดย CPE48 — ก็รวมเราด้วยแหละ)

  • ทีม CPE48 ก็ทีมจัดงาน BCBK ตัวหลักๆ นี่ละ ถถถถถถถถ
  • ก่อนเริ่มจริงๆ จังๆ เราบอกว่าห้ามพูดถึงไอดอลวงอื่นรวมเกินสามครั้ง ใครพูดครั้งที่สี่ไล่ออกจากห้องทันที ก่อนจะยื่นไมค์ให้พี่สองคนพูดคำว่า Sweat16! และเราพูดคำว่า Sweat16! อีกครั้งนึงทันที
    • นั่นหมายถึงต่อไปนี้ใครพูด โดนเตะ ;P
  •    ก็ไม่มีอะไรมาก เล่าประสบการณ์โดนตกกันไป
  • นับถือใจใครสักคนที่พกแท่งไฟมาครับ XD

การปฏิรูปรถเมล์ในยุค 4.0

(โดย wissarut106)

  • เพิ่งรู้ว่าเรายังไม่เลิกอีรถเมล์สาย Y ที่สีน่าเกลียดๆ
  • เพิ่งรู้ว่าค่าระบบ GPS บนรถเมล์นั่น 70 บาทต่อคันต่อวัน
  • สองข้อนี้ก็พอแล้วกับการเปิดโลกรถเมล์ แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ สไลด์เขียนไว้ได้ครบมาก
  • มีการปิดท้ายด้วยการเอา KFC มา ft. กับรถเมล์ โอตะนี่อยู่ทุกที่จริงๆ :P

ทำไมถึงเลิกเขียน Blognone

(โดย Be1con)

  • ผมเชื่อว่าถ้าจะเถียงเรื่องประเด็นระหว่างบุคคล ควรมีที่ให้อีกฝ่ายโต้กลับได้เหมือนกัน

พักเบรคบ่าย ขนมมันเทพมาก ทอฟฟี่เค้กกับพายแฮมมันบดนี่เทพจริง หลังเบรคจบผมซัดพายแฮมต่อไปอีกชิ้นนึง

1 ปี Kubernetes ที่วงใน <Rerun from GDG Cloud Bangkok>

(โดยพี่วิน @awkwin)

  • ผมหลับ

จีบคุณหมอยังไงให้ติดภายใน 1 เดือน

(โดยพี่บี้ @dotnfo)

  • เอาเข้าจริงหมอไม่ใช่อาชีพที่สูงส่งขนาดนั้น หมอหลายคนอยากได้ผู้ชายธรรมดาๆ ไม่ใช่หมอด้วยกันเอง มานั่งคุยเรื่อง clinic conditions/ethics ด้วยกันคงไม่สนุก
  • “การออกไปตามหาใครสักคนแล้วพร้อมที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผมว่านี่คือความสุขของชีวิตนะ”

DIY Blockchain ไม่มีตังแต่อยากทำ Blockchain

(โดย @unnawut)

  • หาเรื่องรายละเอียดการทำ blockchain ไม่เจอ เดี๋ยวจะมาเขียน
  • ที่ชอบมากๆ เลยคือสองข้อ
    • Blockchain !== Cryptocurrency ไม่ใช่ว่าทำ Blockchain ต้องเอามาทำเงิน เงิน และเงิน
    • Blockchain ไม่ใช่น้ำหมักป้าเช็ง การทำงานของมันทำให้แก้ปัญหาได้หลายอย่าง แต่ไม่จำเป็นต้อง implement ทุกอย่างที่มันแก้ปัญหาได้ทั้งหมดก็ได้
      • อยากทำการโอนเงินในธนาคาร จะใช้ blockchain ก็ไม่ต้อง implement ตรงที่มันโปร่งใส ไปเน้น cost-effective เอา

 

  • จบงานก็พิซซ่าฟรี!
    • ปีหน้าจะจัดการกับคนหิ้วพิซซ่ายังไงดี เราไม่ได้ว่านะ แต่เกรงใจคนที่ยังไม่ได้กินด้วย
  • เราชอบทวิตนี้พี่มนัสมาก บาร์แคมป์สามารถ shift ตัวเองจาก tech event ย่อมๆ ไปเป็น geek event (ในแง่ว่า geek คือคนที่ passion กับอะไรหลายๆ อย่างมากๆ) ได้น่ารักดี
  • งานปีนี้มาตรฐานดีมาก จนกลัวว่าปีหน้าจะทำงานดรอปลงไหม 555555
  • หลังเลิกงานได้มีโอกาสคุยกับพี่ไท ผู้ที่เล่นคีย์บอร์ด (musical) ด้วยคีย์บอร์ด (computer) ทดลองจิ้มๆ ดู เหยย เล่นง่ายกว่าที่คิด
    • เราไม่กล้าพูดสักเท่าไหร่ว่าเรามี perfect pitch/play by ear ได้ ไม่ใช่คนที่ได้ยินรอบเดียวแล้วเล่นได้เลย แต่พี่ไทจิ้มโน้ตมาให้ลองฟังก็ตอบได้บ้าง ส่วนตอบคอร์ดนี่ไปไม่เป็น 5555555
    • โดนชวนไปเล่นดนตรีปีหน้า หวังว่าจะซ้อมทัน เย่ะ

หวังว่าปีหน้าจะสามารถจัดงานให้ดีเท่านี้ได้นะครับ เจอกัน #bcbk9 :D