สองพันสิบเจ็ด: แด่เรื่องราวมากมาย

ภาพประกอบถ่ายวันที่ 27 ธันวาคม 2560 — ฝนตกระดับที่น่าเดินตาก อากาศเย็นระดับที่น่าเดินเล่น เป็นวันที่มีความสุขแค่ได้เดินโง่ๆ

สองพันสิบเจ็ดเป็นปีที่ซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก ถ้าเราจะเปรียบมันเป็นเพลง เราอยากเปรียบมันเป็น Dadaville ของ Garry Carpenter

ตัวเอง

  • ภาระปีสองเยอะกว่าที่คิด รู้สึกอยากผ่านมันไปให้ได้แบบสวยๆ
    • รู้ว่ายาก และแบกภาระความกดดันมากขึ้นด้วย
  • พบว่างานบางงานที่ตั้งใจทำแล้วทำสนุก จะจริงจังจนลืมงานที่ไม่อยากทำ
    • ความสนุกเป็น factor ที่สำคัญ
    • และกับงานเหล่านี้ถ้าออกมาผิดหวัง เราไม่ลังเลที่จะร้องไห้ แม้แต่กับ factor ที่คุมไม่ได้
    • เราอยากให้งานที่เราอยากทำจริงๆ ออกมาดีอ่ะแหละ
  • เป็นปีที่ติสต์ขึ้น ฟังเพลงเยอะขึ้น เข้าหอศิลป์บ่อยขึ้น
    • อยากไป Louvre, อยากไปดูงานของ Claude Monet
  • พฤติกรรมในชีวิตหลายอย่างเปลี่ยนไป มีทั้งแง่ดีและไม่ดี
    • กินแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
      • อันนี้เป็นผลมาจาก Gastronomy Trip ปลายปี 2016
      • กินหลากหลายขึ้น เพราะพยายามลองอาหารหลากหลาย palette ตอนนี้กำลังจะมาหยุดอยู่กับอาหารไทย
      • มีโอกาสทำเพจเกาะกันกิน เขียนเล่นๆ แต่เขียนแต่ละทีจริงจังกับการรีวิว เรารู้สึกว่าการถ่ายทอด perception/attitude ต่ออาหารของเราหนึ่งจานออกมาเป็นคำนี่ค่อนข้างยากนะ
      • นอกจากนั้นยังดื่มชาหนักขึ้นมากๆ (ปกติไม่เรื่องมาก — Lipton Yellow Label คือจบ ส่วนตอนนี้กำลังหาวันว่างๆ ไป Ronnefeldt 5555555)
      • ไม่ใช่ว่าปีหน้าจะกินให้น้อยลง แต่เป็นกินให้เยอะขึ้น ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ราคาที่ต้องจ่ายอาจจะสูงแต่เราเชื่อว่าเราจะสามารถยกระดับลิ้นของตัวเองให้กลายเป็นคน “กินเป็น” ไม่ใช่คน “เป็นแต่กิน”
    • อ่านหนังสืออีกครั้ง
      • เป็นผลพลอยได้จากการที่มีคนเข้ามาในชีวิตช่วงกลางปี
      • ตั้งใจจะอ่านให้มากขึ้นอีก ใน field ที่หลากหลายมากขึ้นอีก ในขณะเดียวกันกับสายอาชีพตัวเองก็จะต้องหลักและลึกขึ้นอีก
        • นั่นหมายถึงงานปริมาณมหาศาล
      • ทุกวันนี้ก็เสพการอ่านอยู่นะ แค่ไม่ได้อยู่ในรูปของหนังสือ (เป็น Social network stream แทน) ก็หวังว่าจะ “เปลี่ยน” มาอ่านหนังสือได้เยอะกว่านี้
      • ขายของ: My Reading List เจอหนังสือน่าสนใจมาชวนอ่านได้จ้า
  • ร้องไห้บ่อยขึ้นในเรื่องเดิมๆ ช่วงมาถี่คือถี่ทุกว้น ช่วงไม่ถี่คือเดือนละครั้งสองครั้ง
    • หลายครั้งอยากร้องไห้ออกมาดื้อๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แค่อยากร้องไห้

การงาน

  • การงานปลายปีหนึ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนสักเท่าไหร่ เรื่องเดียวที่ควรพูดคือเกรดเทอมที่แล้วทำได้เลวร้ายมาก
  • ปีสองเทอมหนึ่งเกรดออกก่อนสิ้นปีพอดี! ทำได้ดี แต่ยังดีไม่สุด ตัวที่หวังไว้สองตัวคือ ADT และ Discrete ก็ทำได้เกินความคาดหมาย บวกกับวิชายิบย่อยแล้วเทอมนี้เอา A ไปเก้าหน่วยกิต :)
  • งานที่ทำแล้วสนุกจริงๆ คือทำทีเอ เป็นประสบการณ์ในชีวิตที่ค่อนข้างอยากพูด
    • เรารู้กันดีว่าเด็กจำนวนมากเข้าวิศวะคอมมาเพราะเห็นเป็นสายงานที่เงินดี ต้องการเยอะ เด็กจำนวนมากจับคอมเขียนรายงานตัดวิดีโอแล้วก็คิดว่าตัวเองสามารถเรียนสายนี้ได้ คำถามคือเราจะปลูกฝัง passion และความสนุกที่มีให้กับเด็กกลุ่มนี้ได้ยังไง
    • สำหรับเรางานทีเอคืองานสอน ออกแล็บชีทนั่นแค่ติ่งเดียวที่อยากทำ
      • แต่สอนในที่นี้ไม่ใช่สอนเขียนโปรแกรม อันนั้นคือสิ่งที่อาจารย์ทำ
      • สิ่งที่เราอยากสอนคือ systematic thinking และสอนให้เชื่อมั่นในตัวเอง
    • คำถามเดียวที่ถามตัวเองทุกครั้งก่อนไปเจอน้องๆ คือ “เราจะทำให้น้องมั่นใจในตัวเองได้ยังไงดี”
      • เป็นคำถามที่ง่ายและคำถามที่ยาก เราเริ่มจากการตอบน้องว่า “ทำดีครับ” สำหรับทุกคำตอบจากคำถามที่เราถาม
        • “แล็บชีทถึงไหนแล้ว” “เสร็จแล้วครับ” “เยี่ยม ทำดีครับ”
        • “แล็บชีทถึงไหนแล้ว” “ยังไม่ได้เริ่มค่ะ” “เยี่ยม ทำดีครับ (แปลว่าทำอย่างอื่นอยู่ แบ่งเวลาดีๆ นะ)”
      • เราได้แรงบันดาลใจมาจากคลาสนึงที่ยุโรป เด็กเขียนคำว่า purple เป็น purpol สื่งที่ครูบอกเด็กคือ “ถูก เขียนแบบนั้นก็อ่านว่าเพอร์เพิล แต่น่าเสียดายที่คนเมื่อก่อนตกลงกันไว้แล้วว่าจะเขียนว่า purple และครูขอโทษที่ช่วยอะไรหนูไม่ได้เลย”
        • เจ๋งมาก เด็กก็รู้ว่าต้องเขียน purple แต่ความมั่นใจไม่หายอ่ะ
    • เราได้แต่หวังว่าการทำแบบนี้จะเสริมให้น้องกล้าทำอะไรมากขึ้น ก็หวังว่าในอะไรหลายๆ อย่าง เราจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้าง ecosystem ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่ดีได้
    • สภาพสังคมไม่ใช่อะไรที่สร้างได้ในวันเดียว แต่เราหวังว่าเราจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมัน ทั้งจากตอนทำทีเอ และตอนอื่น

เพื่อน

  • เรา bullshit น้อยกว่าปีก่อนมาก ขอบคุณความเป็นเหตุเป็นผลที่เพิ่มขึ้น ขอบคุณตัวเองที่โตขึ้นบ้าง
  • ขอบคุณเพื่อนทุกคนที่อยู่ด้วยกันอยู่ ขอบคุณที่ช่วยให้ผ่านหลายๆ อย่างไปได้
    • คือเขียนสั้นอ่ะ แต่ขอบคุณจริงๆ ทุกครั้งที่ยื่นทิชชู่ ทุกครั้งที่โอบไหล่ ทุกครั้งที่เราขอบีบมือ ทุกครั้งที่เมสเสจไปหา
  • คิดถึงเพื่อนที่สาธิตนะ

หัวใจ

  • มีเหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจเต้นถึงสองครั้งในรอบปี นับว่าเยอะมาก
  • ครั้งแรกเป็นฝ่ายอยู่เงียบๆ แล้วเค้าบอกชอบเอง
    • เราจะถือว่าเราเขียนให้เธออ่านอยู่แล้วกัน
    • เป็นประสบการณ์ที่วิเศษมาก เราคุยกันได้ในเรื่องที่เราอยากคุย ศิลปะ สังคม วัฒนธรรม ปรัชญา หนังสือ
    • เราร้องไห้ เราดีใจมากที่เราเจอคนแบบนี้ ในฐานะเนิร์ดที่เก็บตัวอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ เราดีใจที่ได้เจอเนิร์ดเหมือนกัน ถึงเราจะร้องไห้เหมือนกันเพราะเรารู้สึกว่าเธอควรจะเจอคนที่ดีกว่าเรา แต่เราไม่อยากเสียเธอไป
    • วันที่เราไปเดทกัน เราคุยอะไรหลายๆ อย่าง เราเดินคิโนะคุนิยะ เธอชี้หนังสือพ่อรวยสอนลูก เราแซ็วว่าโรเบิร์ตล้มละลายไปแล้วนะ เราเดินดูหนังสือ เธอช่วยเราเลือกหนังสือ มันคือเดทในฝันเลยแหละ
      • เธอทำให้เราได้กลับมาอ่านหนังสืออีกรอบ ขอบคุณมากนะ บล็อกรีวิวหนังสือทั้งหลายคงจะไม่มีถ้าเราไม่เคยคุยกัน
    • เรายังไปบันไดเลื่อนตรงนั้นที่สนามกีฬาฯ  เรายังคิดถึงเสียงของเธอ และไม่ใช่แค่เสียงหรอก เราคิดถึงเธอ ทุกอย่างที่เป็นเธอ
    • แม้เราจะจากกันไม่ดีเท่าไหร่ แต่ภาพที่เราเก็บถึงเธอเป็นภาพที่อบอุ่น ขอบคุณที่ครั้งนึงเคยรู้จักกันนะ เราดีใจที่เคยรู้จักเธอ
      • และถ้าเธอเห็น Faulkner เล่มนั้นบนชั้น เราอยากให้เธอนึกถึงเราในฐานะเพื่อนคนนึงนะ
  • ครั้งที่สองเป็นความชอบที่เราเป็นฝ่ายรู้สึกเอง
    • เรา admire คนที่เก่ง ชอบคนที่ร่าเริง และอยากอยู่กับคนที่จิตใจดี
    • คนที่เราชอบเป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเค้าเก่ง มีความมุ่งมั่น เราพยายามหาทางสนับสนุนเค้าอยู่บ้าง
    • จนวันที่มีโอกาสได้คุยกัน เราพบว่าในวันที่เราเหนื่อยและเครียด เค้าทำให้เรามีพลังอีกครั้ง
      • คนอีกแบบที่เราอยากอยู่ด้วยคือคนที่พร้อมเติมไฟให้กัน วันไหนคุณหมดไฟเราเติมให้คุณ วันไหนเราหมดไฟคุณมาเติมให้เราบ้าง
    • เราพบว่าการที่คนคนนึงจะมีพลังบวก และความสดใสได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย (อย่างน้อยก็ในมุมของเรา) และเราอยากทำยังไงก็ได้ให้เค้าสามารถรักษาพลังนี้ไว้ได้เรื่อยๆ
    • เราตัดสินใจบอกชอบเพราะเราอยากขอบคุณที่เติมพลังให้กัน เราไม่อยากคิดว่ามันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ เราแค่อยากบอกว่าขอบคุณที่ครั้งนึงเปลี่ยนเราได้ เรายิ้มเก่งขึ้นมาก
    • นี่คือรักครั้งแรกที่เราไม่ร้องไห้ในความรัก ทุกครั้งที่ผ่านมาเราร้องไห้ เราชอบคนที่เกินเอื้อม เราชอบคนที่เป็นไปไม่ได้ แต่กับครั้งนี้ที่รู้สึกชอบ มันมีแต่รอยยิ้ม ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าความสบายใจจริงๆ มันเป็นยังไง
    • และการที่เราชอบใครสักคนก็เหมือนกับชอบดอกไม้ริมทาง จะตัดมาปักแจกันตัวเองก็ได้ หรือขอดูดอกไม้ค่อยๆ เติบโตห่างๆ ก็ได้
      • ซึ่งเราขอเลือกแบบหลัง
  • สรุปแล้วทั้งสองครั้ง แม้เราจะไม่ได้ “เป็นแฟน” เลย แต่สำหรับเรามัน worthwhile มากๆ เรื่องเป็นแฟนมันไม่สำคัญแล้ว
    • ถึงกระนั้นก็ยังคงรอวันที่จะมีใครพร้อมหยุดอยู่กับเราอย่างใจจดใจจ่อ :)

2017 Resolution: A Better World

เรารู้สึกเหมือนสิ่งที่เราทำเป็นแค่น้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทร แต่อย่าลืมว่ามหาสมุทรจะไม่เหมือนเดิมถ้าขาดน้ำหยดนั้น
แม่ชีเทเรซ่า

เราตั้งปณิธานไว้ในปี 2016 ว่าอยากสร้างโลกที่ดีขึ้นในปีนี้

เราบริจาคเงินเข้าองค์กรการกุศลบ้าง (ไม่บ่อย และช่วงหลังมาไม่ได้บริจาคละ) พยายามแคร์และเข้าใจความรู้สึกคนรอบตัวมากขึ้น (ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ได้ทำนะ) คิดว่าโลกที่มีเรากับไม่มีเราน่าจะต่างกันอยู่มั้ง

มิตรสหายหลายๆ ท่านมาปรึกษาปัญหาชีวิตด้วย ไม่ใช่คนที่ให้คำตอบกับทุกคำถาม หรือแนะนำได้ทุกเรื่อง แต่ลึกๆ แล้วดีใจมากที่เราเป็น trusted zone ของใครหลายๆ คน

2018 Resolution

  • Mini Project (ทำ TransitTH ให้เสร็จ)
  • เรียน ML ให้ครบแบบเอาไปใช้จริงๆ ได้
  • อ่านหนังสือให้เยอะขึ้น ดูหนังให้เยอะขึ้น
  • ทำให้โลกนี้ และคนรอบข้างดีขึ้นต่อไป
    • อยากเห็นทุกคนมีความสุข :)

Thanks

หลายคนน่าจะรู้สึกแปลกใจที่ท่อน Thanks ยาวกว่าท่อนอื่น เรารู้สึกคำขอบคุณคือวิธีแสดงความเคารพต่อคนที่เรารู้จักได้ดีที่สุด

  • ขอบคุณหอศิลป์กรุงเทพ, สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย, วงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ, BBC Symphony Orchestra ที่เป็นแหล่งพักพิงยามเราย่ำแย่ ดนตรีและงานศิลป์ช่วยเราได้มากๆ จริงๆ
  • ขอบคุณสยามพารากอน เซนทรัลเวิล์ด ช็อปทไวนิงส์ คิโนะคุนิยะ หอศิลป์กรุงเทพ บีทีเอสสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ห้อง 201 เก้าอี้ตรงนั้นในร้านแซม และม้านั่งตึกภาคสองตัวนั้น ที่เป็นที่สร้างความทรงจำหลายๆ อย่าง
  • ขอบคุณอาจารย์ CPE ทุกท่านที่ให้ความเอื้ออารีในหลายๆ ด้าน หวังว่าจะได้ทำงานกับอาจารย์เจ๋งๆ เยอะๆ นะครับ :D
  • ขอบคุณเฌอปราง (และหลายๆ คน) สำหรับ passion ว่าถ้าตั้งใจทำอะไรก็จะทำได้จริงๆ
  • ขอบคุณ CPE31 เป็นการพิเศษ พี่ไม่ได้มาสอนเราอย่างเดียว พี่มาเรียนรู้จากเราด้วย และพี่ได้เรียนไปเยอะมากๆ เลย
  • ขอบคุณเพื่อนหลายๆ คน
    • มิตรสหายในโซเชียลเน็ตเวิร์คทั้งหลาย
      • ขอบคุณที่ยังมีมิตรจิตรอันดีและเกื้อกูลกันมาโดยตลอดครับ
      • ห่างหายไปบ้าง หวังว่าจะยังได้ keep in touch กับทุกคนอยู่นะครับ
    • เพื่อนที่สาธิต
      • เพื่อนที่สาธิตหลายๆ คนที่ยังติดต่อกัน ขอบคุณที่ยังมีมิตรจิตอันดีเสมอมา
      • พี่หมอทั้งหลายที่เคยคุยด้วยบ่อยๆ ถึงจะห่างหายเพราะยุ่งๆ กัน แต่คิดถึงนะ
      • แคตช์มีอิฟยูแคน ขอบคุณสำหรับที่ปล่อย dark memes นะครับ
    • เพื่อนที่ภาค
      • ขอบคุณ CPE ทุกคนสำหรับงานหลายๆ งาน ฟัคอัพไปบ้างก็ขออภัย
      • กลุ่มที่อยู่ด้วยกันบ่อยๆ — อ้น เบนซ์ มอร์แกน ไข่ ขอบคุณมาก ฟัคอัพไปบ้างก็ขออภัย รักพวกมึงทุกคน
      • เพื่อนทั้งหลายที่เราสนิทใจมากพอปล่อยมาเพ่นพ่านในแอคลับทั้งหลาย — ขอบคุณที่เป็นโซนอุ่นๆ ให้กันอยู่ตลอด รู้จักเรามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ
      • แก เออ แกนั่นแหละ
        • ยกให้พารากราฟนึงเลยโว้ยยยย ยาวกว่าชาวบ้านด้วยโว้ยยยย
        • แก MVP เราทั้งปีนี้เลย ไม่รู้ควรจะขอบคุณแบบไหนว่ะ
        • พิมพ์มาทั้งหน้าทั้งเรื่องความรักเรื่องนอยด์ไม่น้ำตาซึมนะ มาซึมตรงนี้ว่ะ
        • ขอบคุณ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงถึงจะพอว่ะ ถถถถถถถถถถ
        • (เขียนไม่ถูกจนต้องทักหลังไมค์ไปหา เผื่อจะเขียนง่ายขึ้น ไปย้อนอ่านเองแล้วกันนะ)
        • ปีหน้าฝากด้วยนะ จะบอกแบบนี้ทุกปี
        • ดีใจเสมอที่วันนั้นตัดสินใจเดินไปทัก :)
  • ขอบคุณคนทั้งสองคนที่ทำให้เราใจเต้น
    • ถึงคนแรก: เราไม่คิดว่าเธอจะอ่านแหละ แต่ถ้าเธออ่าน ขอบคุณมาก เราคงอยู่ห่างออกจากกันไปมากขึ้นเรื่อยๆ ขอให้เธอมีความสุขในที่ตรงนั้นของเธอ :)
    • ถึงคนที่สอง: หวังว่าจะอ่าน Me Before You จบนะ จงใจเลือกเล่มนั้นเพราะตอนจบเลย :) คนที่อยากเห็นทุกคนมีความสุขคือคนที่สมควรได้รับความสุขที่สุดแล้วจริงๆ ขอบคุณสำหรับความสุขที่ให้มานะ
    • บอกทั้งสองคนอีกรอบ: น่าจะรู้กันเนอะว่าเราไม่ชอบพิมพ์หน้า :) ยกเว้นจะยิ้มจริงๆ อยากให้รู้ว่าทำให้เรายิ้มอยู่นะ
  • ขอบคุณพ่อแม่ ห่างจากบ้านขึ้นเยอะเรื่อยๆ แต่บ้านก็เป็นที่อุ่นใจเสมอ :)

ขอบคุณทุกอย่างที่ประกอบรวมกันเป็น 2017
ขอให้ 2018 เป็นปีที่ดี :)

เธอชอบฝน

“ขอร่มหน่อย”
เขาแปลกใจ หยิบร่มคันนึงกางคู่กับเธอ

“เธอ”
“หืม?”
“ทำไมถึงขอร่มล่ะ ปกติเธอชอบฝนไม่ใช่เหรอ”
“อื้ม แต่วันนี้อากาศเย็นนี่นา เราชอบเวลาฝนตกแล้วแดดไม่เผา”
“แล้วเธอบอกว่าเธอชอบฝน เธอไม่อยากอยู่กับมันแล้วเหรอ”
“การที่ชอบกันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอต้องอยู่กับสิ่งนั้นตลอดป่ะ”
“อืม ก็จริง แต่ถ้าวันนึงไม่มีแดด ไม่มีอากาศร้อน เธอจะยังชอบฝนอยู่ไหม”

เสียงฝนตกเบาๆ คือสิ่งที่เขาได้ยิน

“ถ้าวันนึงมีแต่อากาศเย็น เธอจะชอบอากาศเย็น หรือชอบฝน?”

เธอเงียบ
เขาเงียบ
เสียงฝนตกฟังชัดขึ้นยามทุกอย่างเงียบสนิท

เธอชอบฝน หรือเธอแค่ชอบใครก็ได้ที่ทำให้เธอเย็นในวันที่แดดเผา?

Barcamp Bangkhen 8

The Rules of Barcamp ข้อที่สองบอกไว้ว่า “You do blog about Barcamp” ดังนั้นจบงานเลยมาทำตามกฏ

  • เรานกบาร์แคมป์ทุกปี ตั้งแต่ม.4-5 ที่บ้านไกล มาไม่ได้ ม.6 ที่มีน้องมาแลกเปลี่ยน ไม่ว่างวันงาน ปีหนึ่งว่าจะไม่นกแน่ๆ ก็ปรากฏว่ามีไปฮ่องกง
  • พูดง่ายๆ คือถึงจะตามมาตลอด แต่มาบาร์แคมป์จริงก็มาเป็น staff เลย XDพอดี
    • ถึงกระนั้นก็เป็น staff ที่เหมือน participators มากกว่า คือนั่งฟังเยอะมากเพราะงานจริงๆ ตัวเองเสร็จตั้งแต่ก่อนวันงานเสียมากแล้ว
  • วันก่อนมางานนี้ไป Govcamp ที่ทาง Thai Netizen Network จัดไว้มา ประเด็นที่น่าสนใจแต่ไม่ถูกหยิบมาพูดคือ Net Neutrality เราก็เลยตัดสินใจว่าเอาวะ พรุ่งนี้งานใหญ่ มาพูดเรื่องนี้ดีกว่า
    • หนึ่งคืนในการ research เรื่องนี้ก็ยากพอสมควร เราพยายามเก็บ aspects ของประเด็นนี้จากหลายมุมมองให้ได้มากที่สุด
  • มองจากคนที่ไม่เคยมางานแล้ว บางแคมป์ปีนี้จัดดีกว่าทุกปีมากๆ มีการแบ่งเรื่อง session หรืออะไรค่อนข้างดี ไม่มีปั๊มโหวต ไม่มีเทโหวต
  • เราตัดสินใจพูด Net Neutrality ตอนเช้า เพราะเราโชคดีที่ได้คุณแพค (nrad6949) มาช่วยดูเนื้อหาให้ เป็นความโชคดีมากๆ ที่มีคนทำวิจัยเรื่องนี้พอดี

และต่อไปนี้คือรีวิว sessions ช่วงเช้าที่เราเข้าฟัง

หมูแดง

(โดย nrad6949 เจ้าของเดียวกับหมูกรอบในตำนาน)

  • จากคนที่ไปฮ่องกงกับคุณแพค เรากล้าพูดได้เลยว่าหมูแดงแบบไทยมันห่วยแตก คุณแพคสามารถเล่าและอธิบายความเป็น #หมูแดง #ที่ดี ได้ เกริ่นตั้งแต่หมูแดงต้นตำรับ และการกลายพันธ์ของหมูแดงในไทย
  • เสียดายที่ไม่มีหมูแดงมาให้ลองทาน :P แต่อย่างน้อยก็ได้วาร์ป

Blogger ไม่ใช่อาชีพ! มายาคติความเป็นอาชีพของ Blogger

(โดย nrad6949 เจ้าของเดียวกับหมูแดงในตำนาน (อีกแล้ว))

  • คุณแพคเสนอแนวคิดว่าบล็อกเกอร์ไม่ใช่อาชีพ
    • สิ่งที่บล็อกเกอร์ขาดในความเป็นอาชีพด้วยมุมมองทางสังคมวิทยาผ่านทฤษฎีที่หลากหลาย (เช่นของเวเบอร์) คือบล็อกเกอร์ไม่มี code of conduct, ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ, และไม่มี career path  ที่ชัดเจน
  • ใครก็เป็นบล็อกเกอร์ได้ กดเปิดบล็อกก็แป๊บเดียว และเอาเข้าจริงเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์ก็เป็น microblogging service
  • ดังนั้น pride ของบล็อกเกอร์ในฐานะ profession เป็นหนึ่งในความเข้าใจที่ผิด บล็อกเกอร์จะไม่มีวันเทียบได้กับนักข่าว (journalism) ที่ผ่านการเรียนรู้ และมีการรับรองในศาสตร์ของ investigative journalism

Net Neutrality: A Very Short Introduction

(เราพูดเอง)

  • Net Neutrality เป็นเรื่องที่ใหม่ เรานั่งตบตีกันกับการบล็อกบิท แต่เราไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กันจริงๆ จังๆ
  • อินเทอร์เน็ตในอุดมคติควรเป็นเครือข่ายแบบ dumb pipe เหมือนท่อน้ำบ้านเรา — ท่อน้ำประปาไม่เคยแคร์ว่าเราจะเอาน้ำไปทำอะไร มันไม่เคยแคร์ว่าเราผลาญน้ำคนอื่นเพราะเราเปิดน้ำใส่อ่างอาบน้ำ เทียบกับคนที่อาบฝักบัว
    • แต่อินเทอร์เน็ตไม่ใช่แบบนั้น เราแคร์ว่าคนโหลดบิทควรได้รับ priority ที่ต่ำกว่าชาวบ้าน
  • การเลือกปฏิบัติกับข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการบล็อก การบีบให้ข้อมูลช้า หรือการปล่อยให้ข้อมูลเร็ว เป็นการเลือกปฏิบัติที่ชัดเจน และละเมิดหลักของ Net Neutrality
  • การเลือกปฏิบัติมักพบได้สองแบบ คือเลือกปฏิบัติกับโปรโตคอล (เช่นการบล็อกบิท) และการเลือกปฏิบัติกับแหล่งข้อมูล
    • กรณีหลังน่าสนใจ — Comcast หนึ่งในผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ท บีบให้ traffic ของ Netflix ช้าลง ภายหลัง Netflix ต้องยอมจ่ายเงิน เหตุการณ์นี้เป็นการละเมิดหลัก Net Neutrality อย่างร้ายแรง
  • การบังคับใช้ Net Neutrality ไม่ใช่เรื่องง่าย ความพยายามของสหรัฐอเมริกากินเวลาไม่ต่ำกว่าห้าปี ผ่านการออกประกาศ แก้กฏหมาย และการฟ้องร้องมาเยอะ
  • Net Neutrality มีราคาที่ต้องแลกมา บริการไม่เสียค่าใช้จ่ายหลายอย่างเช่น Facebook Basics, Wikipedia Zero ขัดหลักนี้ชัดเจน แต่การปิดบริการเหล่านี้กำลังทำให้อินเทอร์เน็ตในระดับพื้นฐานเข้าถึงคนได้ยากขึ้น
  • คุณแพคมาช่วยเสริมว่ากรณีที่น่าสนใจในไทยคือ LINE Mobile ที่กสทช.ออกมาชี้ว่าขัดหลักชัดเจน

  • คนพูดได้ของขวัญเป็นเสื้อสตาฟ (สีส้ม) หนึ่งตัว กระบอกใส่น้ำ พวงกุญแจ และถุงผ้า (เสื้อฟ้าไม่เกี่ยว)
    • ชอบนะ เล็กๆ น้อยแต่น่ารักมาก ถุงผ้าตรงหนังดูดีมาาาก :D

ต่อไปก็เป็น session บ่าย

ผมจะเล่าถึงความทรมานของคนที่เคยเป็นไข้เลือดออกให้คุณฟัง

(โดยพี่บี้ @dotnfo)

  • เป็น session ที่ไม่มีสไลด์ พูดเนิบๆ เหมือนกับเลกเชอร์ในห้องเรียน แต่กับเรามีความหมายมาก
  • เหตุการณ์นี้ทำให้เรา flashback ไปถึงคนในครอบครัวที่ป่วยคล้ายๆ กัน
  • ชีวิตอ่ะไม่ได้แน่นอนเสมอ และยุงน่ะตบไปเถอะ

ประสบการณ์งานจับมือ >///<

(โดย CPE48 — ก็รวมเราด้วยแหละ)

  • ทีม CPE48 ก็ทีมจัดงาน BCBK ตัวหลักๆ นี่ละ ถถถถถถถถ
  • ก่อนเริ่มจริงๆ จังๆ เราบอกว่าห้ามพูดถึงไอดอลวงอื่นรวมเกินสามครั้ง ใครพูดครั้งที่สี่ไล่ออกจากห้องทันที ก่อนจะยื่นไมค์ให้พี่สองคนพูดคำว่า Sweat16! และเราพูดคำว่า Sweat16! อีกครั้งนึงทันที
    • นั่นหมายถึงต่อไปนี้ใครพูด โดนเตะ ;P
  •    ก็ไม่มีอะไรมาก เล่าประสบการณ์โดนตกกันไป
  • นับถือใจใครสักคนที่พกแท่งไฟมาครับ XD

การปฏิรูปรถเมล์ในยุค 4.0

(โดย wissarut106)

  • เพิ่งรู้ว่าเรายังไม่เลิกอีรถเมล์สาย Y ที่สีน่าเกลียดๆ
  • เพิ่งรู้ว่าค่าระบบ GPS บนรถเมล์นั่น 70 บาทต่อคันต่อวัน
  • สองข้อนี้ก็พอแล้วกับการเปิดโลกรถเมล์ แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ สไลด์เขียนไว้ได้ครบมาก
  • มีการปิดท้ายด้วยการเอา KFC มา ft. กับรถเมล์ โอตะนี่อยู่ทุกที่จริงๆ :P

ทำไมถึงเลิกเขียน Blognone

(โดย Be1con)

  • ผมเชื่อว่าถ้าจะเถียงเรื่องประเด็นระหว่างบุคคล ควรมีที่ให้อีกฝ่ายโต้กลับได้เหมือนกัน

พักเบรคบ่าย ขนมมันเทพมาก ทอฟฟี่เค้กกับพายแฮมมันบดนี่เทพจริง หลังเบรคจบผมซัดพายแฮมต่อไปอีกชิ้นนึง

1 ปี Kubernetes ที่วงใน <Rerun from GDG Cloud Bangkok>

(โดยพี่วิน @awkwin)

  • ผมหลับ

จีบคุณหมอยังไงให้ติดภายใน 1 เดือน

(โดยพี่บี้ @dotnfo)

  • เอาเข้าจริงหมอไม่ใช่อาชีพที่สูงส่งขนาดนั้น หมอหลายคนอยากได้ผู้ชายธรรมดาๆ ไม่ใช่หมอด้วยกันเอง มานั่งคุยเรื่อง clinic conditions/ethics ด้วยกันคงไม่สนุก
  • “การออกไปตามหาใครสักคนแล้วพร้อมที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผมว่านี่คือความสุขของชีวิตนะ”

DIY Blockchain ไม่มีตังแต่อยากทำ Blockchain

(โดย @unnawut)

  • หาเรื่องรายละเอียดการทำ blockchain ไม่เจอ เดี๋ยวจะมาเขียน
  • ที่ชอบมากๆ เลยคือสองข้อ
    • Blockchain !== Cryptocurrency ไม่ใช่ว่าทำ Blockchain ต้องเอามาทำเงิน เงิน และเงิน
    • Blockchain ไม่ใช่น้ำหมักป้าเช็ง การทำงานของมันทำให้แก้ปัญหาได้หลายอย่าง แต่ไม่จำเป็นต้อง implement ทุกอย่างที่มันแก้ปัญหาได้ทั้งหมดก็ได้
      • อยากทำการโอนเงินในธนาคาร จะใช้ blockchain ก็ไม่ต้อง implement ตรงที่มันโปร่งใส ไปเน้น cost-effective เอา

 

  • จบงานก็พิซซ่าฟรี!
    • ปีหน้าจะจัดการกับคนหิ้วพิซซ่ายังไงดี เราไม่ได้ว่านะ แต่เกรงใจคนที่ยังไม่ได้กินด้วย
  • เราชอบทวิตนี้พี่มนัสมาก บาร์แคมป์สามารถ shift ตัวเองจาก tech event ย่อมๆ ไปเป็น geek event (ในแง่ว่า geek คือคนที่ passion กับอะไรหลายๆ อย่างมากๆ) ได้น่ารักดี
  • งานปีนี้มาตรฐานดีมาก จนกลัวว่าปีหน้าจะทำงานดรอปลงไหม 555555
  • หลังเลิกงานได้มีโอกาสคุยกับพี่ไท ผู้ที่เล่นคีย์บอร์ด (musical) ด้วยคีย์บอร์ด (computer) ทดลองจิ้มๆ ดู เหยย เล่นง่ายกว่าที่คิด
    • เราไม่กล้าพูดสักเท่าไหร่ว่าเรามี perfect pitch/play by ear ได้ ไม่ใช่คนที่ได้ยินรอบเดียวแล้วเล่นได้เลย แต่พี่ไทจิ้มโน้ตมาให้ลองฟังก็ตอบได้บ้าง ส่วนตอบคอร์ดนี่ไปไม่เป็น 5555555
    • โดนชวนไปเล่นดนตรีปีหน้า หวังว่าจะซ้อมทัน เย่ะ

หวังว่าปีหน้าจะสามารถจัดงานให้ดีเท่านี้ได้นะครับ เจอกัน #bcbk9 :D

ถ่ายเอ็มวีฟอร์จูนคุกกี้ + จับมือเฟิรสท์ไทม์

ปกติเรื่องแบบนี้จะไม่เขียนลงบล็อก (ไปลงเฟซแทน) แต่ขอมาเขียนไว้หน่อย ยาว

  • ณ วันที่เขียนบล็อกเอ็มวีก็ตัดเสร็จแล้ว แอร์ไทม์ตัวเองประมาณแปดวินาที
    • อยากอ่าน critics จากเรา ก็ไปหาอ่านตามเพจแล้วจินตนาการเสียงเราแล้วกัน
  • ช่วงที่กระแสสร้างอีเวนต์ในเฟซบุ๊คกำลังดังๆ เราตัดสินใจสร้าง “ฟอร์จูนคุกกี้ที่ตึกซีพีอี” ขำๆ ไม่ได้คิดอะไร
    • ปรากฏดันมีอีเวนต์ให้ส่งวิดีโอเต้นไปร่วมแสดง
    • ถ่ายจริงจัง (ประมาณห้าหกเทค) ตัดจริงจัง (นั่งอ่านคู่มือโปรแกรมตัด) โปรดักชั่นน่าจะดีกว่าหลายๆ ที่แบบเห็นได้ชัด
    • แล้วก็ได้ไปแบบลุ้นๆ (พร้อมกับคนที่บนซื้อซีดียี่สิบแผ่นและสิบห้าแผ่น)
  • ทีมงานขอเสื้อสีพาสเทล จบที่เสื้อ Giordano ตัวในรูป
    • “พาสเทลบ้านมึงเหรอ” — เพื่อนมัธยม
    • “น่าสงสาร แต่ก็จริงนะคะ 55555” — รุ่นน้อง ตอนเล่าว่าเพื่อนมัธยมบอกแบบนี้
  • ถ่อไปสวนสยามตั้งแต่เช้า (แต่ไม่เช้าเท่าคนอื่น)
  • จัดคิวลงทะเบียนได้ห่วยแตกดี เป็นคอขวดมาก ให้คนสองพันคนมาลงทะเบียบสี่แถว ถ้าคนละสิบห้าวิก็สองชม. นิดๆ แล้ว
  • จัดตัวเองเป็นเจ็ดร้อยคนแรกเสร็จแล้วก็ปล่อยเดินเล่นในสวนสยาม, เปิดเพลงโคโคทามะให้น้องคนนึงฟัง first time
    • อาาา บอกเลยฉันชอบเธออออ
  • พอได้เวลานัดก็ทยอยกลับมา เราเป็นคนกลุ่มท้ายๆ ที่กลับเข้ามาที่ถ่ายเอ็มวี
  • ทีนี้ทางเดินมาจุดพักมันสวนกับลานที่ถ่าย ก็เหมือน stack datatype คือคนมาทีหลังก็ได้เดินออกไปยืนตรงถ่ายเอ็มวีก่อน
    • และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมทีม CPE48 ถึงได้อยู่ตรงนั้นเยอะมากๆ
  • เทคแรกๆ ถ่ายไม่มีเมมเบอร์ ก็เหนื่อยดี สองสามรอบมั้ง
  • พอเมมเบอร์ออกมาเท่านั้นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยน
  • ถ่ายกันอีกพักนึงมั้ง พักหลังๆ นอกจากร้อนก็ไม่มีสมาธิละ มองเมมเบอร์อย่างเดียว

กระบวนการจับมือ — ภาพจาก https://blogs.msdn.microsoft.com/kaushal/2013/08/02/ssl-handshake-and-https-bindings-on-iis/

 

  • แล้วก็งานจับมือรอบเข็มกลัด เป็นงานจับมือ first time
    • สั่งเข็มกลัดอันเดียว ตอนแรกบ่นเรื่องค่าส่งมหาศาล ไปๆ มาๆ คุ้มสุดโว้ยย 250+70 ได้เข็มสอง รูปหนึ่ง บัตรหนึ่ง
  • เราไม่อยากจับมือสักเท่าไหร่เอาเข้าจริง คือรู้สึกมันพิเศษกว่าที่จะมาจับไอดอล (เอากันตรงๆ คืออยากเก็บไว้จับมือแฟน)
    • เคยโดนคนที่ดูใจขอจับมือครั้งนึง นั่งเขินไปเกือบครึ่งชั่วโมงอ่ะ
    • ไม่ได้ไม่อยากไปนะ แต่อยากยืนพูดเฉยๆ
  • ไลฟ์ตอนเช้าไม่มีอะไรน่าพูดถึงมาก มีสตีฟจ๊อบมา keynote หลังโชว์
  • ไปกินข้าวและกลับมาช้า พบว่าแถวเฌอยาวมาก แล้วมันยาวแบบนี้

  • เผื่อใครมองไม่ออก มันคือซิกแซกสามชั้นตรงเลนเฌอ แล้วมาซิกแซกข้างนอกอีก
  • เรามาตอนก่อนปิด ~20 นาที ได้เข้าเป็นกลุ่มสุดท้ายๆ
    • ถ้าตีว่า process คนนึงใช้เวลา 15 วิ ก็ประมาณ 80 คนหน้าเราอ่ะแหละ
  • คิดไว้จากบ้านแล้วว่าจะพูดอะไรบ้าง: “ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้ เราเป็นกำลังใจให้เฌอ เฌอเป็นกำลังใจให้เราด้วยนะ”
    • เราตั้งชื่อ subdomain ที่โยนงานทีเอเทอมนี้ไว้ที่ https://cherprang.srakrn.me/
      • ไม่ได้ hype ไอดอลขนาดต้องเอามาตั้งชื่อ แต่เฌอคือคนนึงที่เรานับถือ มีความ maturity และความรับผิดชอบสูงมาก
        • พูดแบบไม่อวยคือเรารู้สึกเรากับเฌอมีอะไรร่วมกันอยู่บ้าง เช่น ชอบคนอบอุ่นและเก่งกว่าเหมือนกัน อยากทำอะไรใหม่ๆ บลาๆ
          • เฌอเป็นกัปตันเราเป็นเฮดภาค เรียกเราแคปแทนสิ
          • เออ โคตรแทนเลย hype ไอดอลที่ “เก่งกว่า” เนี่ย
    • มาคิดอีกทีอยากบอกเฌอว่า “เหนื่อยหน่อยนะ สู้ๆ นะ” ก็เลยกะจะตัดตรงขอกำลังใจจากเฌอออก
      • มางานจับมือนี่จริงๆ คือมาขอบคุณคนที่ทำให้เห็นว่า consistency ในการทำงานที่ดีเป็นแบบไหน
        • โคตรแทนอีกแล้ว
  • รู้ตัวอีกทีก็คิวต่อไป
  • ยื่นบัตรจับมือ สวัสดีเฌอหนึ่งครั้ง เฌอยื่นมือให้จับ
  • เดินเข้าไปจับมือ
    • สุดท้ายก็จับ
    • เฌอแอบบีบมืออยู่นะ ไม่ได้จับหลวมๆ
  • “สวัสดีนะเฌ เหนื่อยหน่อยนะครับ เราเป็นกำลังใจให้นะ”
    • เฌอยิ้ม
  • “ก็ ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้ตลอด เราเป็นกำลังใจให้เฌอ เฌอเป็นกำลังใจให้เราด้วยนะ”
    • สุดท้ายก็ขอกำลังใจ
    • “ค่าา สู้ๆ นะ” แคป
  • เชี่ย เวลาเหลือ
  • เฌอเพิ่งมีชื่อในเปเปอร์เรื่องการพิสูจน์ผลทางไฟฟ้าเคมีของ blue bottle experiment (ขก.หาเลข DOI มาแปะ) ก็นั่งอ่านอยู่ตอนรอเวทีไลฟ์
  • เลยบอกเฌอไปว่า “พยายามอ่านเปเปอร์เฌออยู่นะ”
    • เฌอชูกำปั้นมือขวาแล้วโอ๊สสให้หนึ่งที
  • หมดเวลาพอดี
  • เดินออกมาทางออก
    • ยืนเขินนานมากตรงทางที่เดินออก คนที่ต่อแถวจับมือ เซะกิ ทูช็อต คุยกับจ๊อบซังเลนข้างๆ แซ็วว่าฟินล่ะสิ
      • ก็ฟินนะ แต่ดีใจมากกว่าที่ได้มาขอบคุณ
        • เวลาเราทำอะไรให้ใครแล้วมีคนขอบคุณ เรารู้สึกแรงตรงนั้นผลักเราได้ดีมาก
        • ก็หวังว่าจะสามารถผลักคนที่ให้แรงบันดาลใจเราได้
  • ต่อคิวเอาเข็มกลัดต่อ
    • คิวยาวมาก เข้าใจทีมงานเปิดคิวหลายคิวไม่ได้เพราะใช้กระดาษอย่างเดียว แค่ถ้าพี่ใช้คอมบันทึกสถานะทุกอย่างก็จบหมดแล้ว
      • ตั้งแต่ถ่ายเอ็มวีแล้ว ถ้าลงทุนทำระบบเก็บทะเบียนเก็บสถานะพวกนี้หน่อย ได้ใช้หลายงานแน่ๆ
        • ไม่ได้ dev ยากอะไรเลยด้วยซ้ำ
          • จ้างทีม CPE48 ทำน่าจะไม่ต้องจ่ายสักบาท ขอเซะกิก็พอ
  • ได้เมต๋า คุณไข่ และรูปต๋า
    • ต๋าน่ารักนะแต่ไม่ได้ตามขนาดนั้น (ไม่อยู่ในลิสต์โอชิด้วย) ปล่อยทั้งรูปและเข็มรวมกันไปในราคาสองร้อย
    • เงินสองร้อยก้อนนั้นกลายเป็นที่บดกาแฟไปแล้ว
  • จบ ง่วง กลับ นอน

สถิติการถูกพูดถึงเรื่องเอ็มวี

จากภาพข่าวเอ็มวี

  • ทวิตเตอร์สามสี่ทวิต
  • โดนแท็กมาในเฟซบุ๊ค
  • ทุกคนเปิดรูปข่าวมาแซ็ว

จากตอนเอ็มวีออก

  • ทวิตเตอร์แปดทวิต รวมทวิตคุยๆ กัน
  • ไอจีหนึ่ง

ก็ once in a lifetime ดี

ผมแต่งนิยายรัก

ผมแต่งนิยายรัก
นิยายของผมมีตัวละครเป็นผมและคุณ

ผมแต่งนิยายรัก
ค่อยๆ แต่งมันด้วยทุกคำพูดและการกระทำที่ให้คุณ

คุณช่วยผมแต่งนิยายรัก
ทุกเรื่องที่เราคุยกัน ทุกการกระทำ ทุกสถานที่ที่มีเรา มันปรากฏอยู่ในนิยายของผม

ผมแต่งนิยายรัก
เพราะความรู้สึกที่ “ผม” ให้ “คุณ” มันคงอธิบายเป็นอย่างอื่นไม่ได้

นิยายรักของผมอาจจะกำลังเริ่มต้น — หรืออาจจะกำลังจบ — หรืออาจจะไม่เป็นตามโครงที่วางไว้ว่าเราสองคนอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า
แต่มันก็เป็นนิยายรักที่ผมภูมิใจ เป็นนิยายรักที่มีตัวละครแบบที่ผมอยากให้เป็น

และทุกครั้งที่กลับมาอ่าน ความทรงจำดีๆ คงกลับมา พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าที่ปรากฏอีกครั้ง

คำถามห้าข้อ

“Blair’s Doctrine” (หลักคิดของแบลร์) ซึ่งเป็นหลักคิดของโทนี แบลร์ อดีดนายกรัฐมนตรีของอังฤษ เสนอว่าก่อนจะดำเนินการทางทหารกับประเทศใดๆ เราควรตอบ “ใช่” กับคำถามห้าข้อนี้

  1. Are we sure of our case? (เรามั่นใจใช่หรือไม่ว่าเราทำถูก)
  2. Have we exhausted all diplomatic options? (สอง เราไม่มีวิธีการทูตเหลือแล้วใช่ไหม)
  3. Are there military operations we can sensibly and prudently undertake? (มีปฏิบัติการทางทหารที่เราจะสามารถใช้ได้อย่างรับผิดชอบและมีเหตุผลหรือไม่)
  4. Are we prepared for the long term? (เรารับผลระยะยาวได้หรือไม่)
  5. Do we have national interests involved? (เรามีเหตุผลแห่งรัฐของเราเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่)

แม้จะเป็นคำถามที่ค่อนข้างกว้าง แต่หลักคิดของแบลร์ก็สามารถให้คำตอบคร่าวๆ กับการตัดสินใจใดๆ ที่อาจนำพาไปสู่ความลำบาก

ขอเสนอหลักคิดของแทน — ในการยืนยันว่าเราชอบใครจริงๆ เราควรตอบคำถามเหล่านี้

  1. Are we sure of our feelings? (เรามั่นใจในความรู้สึกใช่ไหม)
  2. Are we sure of our feelings? (เรามั่นใจในความรู้สึกใช่ไหม)
  3. Are we sure of our feelings? (เรามั่นใจในความรู้สึกใช่ไหม)
  4. Are we sure of our feelings? (เรามั่นใจในความรู้สึกใช่ไหม)
  5. Are we sure of our feelings? (เรามั่นใจในความรู้สึกใช่ไหม)

เพราะเรื่องบางเรื่องก็ปล่อยมันเป็นความรู้สึกไปเถอะ

ทัศนะและการตีตรา

ภาพ: เจอรัลด์ ฟอร์ด อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ (คนขวา) มอบเหรียญรางวัลให้ George Dantzig (คนซ้าย)

(เผยแพร่ครั้งแรกที่เฟซบุ๊คส่วนตัว)

ในปี 1939 นักศึกษาที่ UC Berkeley คนนึงเข้าห้องเรียนสาย เขาพบว่าอาจารย์ทิ้งโจทย์ไว้สองข้อ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปสอนอย่างอื่นต่อ
George Dantzig คือชื่อของนักศึกษาคนนั้น เขากลับบ้านไปทำการบ้านสองข้อนั้นส่งให้อาจารย์ในวันถัดมา ด้วยความรู้สึกว่าเป็นโจทย์ที่ยากกว่าปกตินิดนึง

อันที่จริง “การบ้าน” สองข้อนั้น เป็นโจทย์ปัญหาสถิติที่ยังไม่มีใครสามารถแก้ได้ และ “วิธีทำ” ของการบ้านข้อหนึ่งก็ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The College Mathematics Journal ของสมาคมคณิตศาสตร์แห่งอเมริกา และกลายเป็นธีสิสจบของ Dantzig เองด้วย

 

แนวคิดของ “ทัศนะคติบวก” เป็นหนึ่งในเรื่องที่พบได้มากทั่วๆ ไป ตั้งแต่กรณีของ Dantzig ซึ่งทำให้เห็นว่าบางครั้งอุปสรรคต่อการทำอะไรคือเรื่องของความคิดและการรับรู้ (mindset and perception) และแนวคิดคล้ายๆ กันนี้ก็กลายไปอยู่ในแนวคิดของการประทับตรา (labelling) ในสังคมวิทยา

การประทับตรา (ไม่ได้พูดถึงในแง่สังคมวิทยา) เกิดขึ้นได้ทั่วไป ตั้งแต่การแยกห้องเด็กเก่งเด็กอ่อน ถึงการตราหน้าว่าใครเป็นคนดี คนชั่ว
บางครั้งการประทับตราที่น่ากลััวที่สุดก็เกิดจากตัวเอง หากเรานิยามตนเองว่าทำไม่ได้ ว่าโง่ ว่าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคม ในที่สุดแล้วจิตสำนึกและทัศนะส่วนที่ลึกที่สุดก็จะถูกดูดกลืนจากตราที่ตัวเองประทับ

ส่วนตัวเชื่อว่าตราที่ตัวเองเป็นคนประทับ มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์กว่าตราของคนอื่น เพราะเป็นตราที่เราเชื่อว่าเราเป็นจริงๆ จึงไม่น่าจะปฏิเสธได้ว่า

บางครั้งการเริ่มเปลี่ยนอะไรในตัวเอง (หรือแม้แต่ในสังคม) ก็เริ่มจากการเลิกประทับตราแง่ลบทั้งหลายใส่ตัวเอง มองโลกตามจริงในแบบที่เป็น (in a neutral way) ถึงจุดนั้นน่าจะเห็นอะไรชัดขึ้นเองว่าเราควรทำอะไร รับรองว่าจะเป็นสิ่งที่สมควรแก่การทำจริงๆ มากกว่าการมานั่งประทับตราตัวเอง

 

George Dantzig เป็นนักคณิตศาสตร์ผู้คิดค้น Simplex method ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหา linear programming โดยใช้เมทริกซ์ (x, y, z, a, b, p ที่เราเรียนกันตอนมัธยม)

ไม่มีอะไรทำให้ไม่คิดถึงคุณ

เวลาไม่มีอะไรทำให้ไม่คิดถึงคุณ มันก็จะแย่หน่อย

ตั้งแต่เดินในสถานที่เก่าๆ ที่เดินด้วยกัน คุยประโยคที่เคยคุยถึงคุณกับเพื่อน หยิบจดหมายเก่าขึ้นมาอ่าน นอนตรงฟูกที่ชอบนอนคอลกับคุณ นั่งดูสติ๊กเกอร์แปะโน้ตบุ๊คที่คุณเป็นคนวาด

เชื่อไหม แม้แต่ตั้งชื่อเซิร์ฟเวอร์ใหม่ กับนั่งเขียนโปรแกรม เรายังคิดถึงคุณเลย

คุณน่าจะรู้ว่าเราชอบพูดว่า “I can neither confirm nor deny” แต่คุณรู้ไหมว่าคุณคือคนแรกที่กล้าสวนเราว่า “Then I’ll take that as a yes”
จากที่เคยคิดว่าคุณน่ารักดี แค่นั้นเราก็รู้สึกว่าคุณใช่แล้ว จะมีสักกี่คนที่กล้าสวนเราแบบนี้ และทำให้เราได้พูดตรงๆ ว่าคิดอะไรอยู่

เมื่อวานเพื่อนพูดประโยคนี้เป๊ะๆ กับเรา เราเข้าใจเลยว่าการเจ็บปวดทางอารมณ์ที่ลามมาถึงความเจ็บปวดทางร่างกาย (physically) มันเป็นยังไง

ทุกความทรงจำ ทุกเรื่องที่เราทำ มันก็โยงไปหาคุณได้หมดแหละ

ตลอดเวลาที่มีคุณ เรามีความสุขมากเลยนะ เสียดายที่มันสั้นไปแค่นั้นเอง

รูปคู่ยังอยู่ในเคสไอแพดและความทรงจำของเรา ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งรอยยิ้ม น้ำตา เสียงเพลง และเสียงร้องไห้ ยังอยู่ในความทรงจำของเราหมด แล้วเรื่องของเราอยู่ในความทรงจำของคุณบ้างไหม

คุณบอกให้เราเปลี่ยนความเศร้าเป็นงานศิลปะ แต่เรากลับรู้สึกว่าโลกที่ไม่มีคุณมันต่างออกไปเสียเหลือเกิน เราทำงานได้เยอะขึ้น เราอยู่ด้วยตรรกะมากขึ้น สิ่งที่หายไปคืออารมณ์บางอย่าง อย่างน้อยก็อารมณ์ที่ทำให้เขียนบล็อกได้เป็นวรรคเป็นเวร

ความรู้สึกเดียวที่รู้สึกได้จริงๆ คือเหงา และคิดถึง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เราจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเรายิ้มเท่าตอนมีคุณบ้างหรือเปล่า

เคยบอกใครหลายคนไว้ว่าถ้าติ่มซำกับหมูกรอบเรามันอร่อยเราก็อยู่คนเดียวได้ แต่มันไม่อร่อยแล้ว

คิดถึงแหละ แต่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดถึงด้วยซ้ำในความจริง

อยู่ตรงนั้นขอให้คุณมีความสุขนะ

คงมีแต่คำว่าขอโทษ

เราไม่มีทางรู้เลยว่าการกระทำใดของเราที่เรามุ่งเจตนาสื่อสารบางอย่าง ผู้รับสารนั้นจะตีสารนั้นเหมือนที่ผู้ส่งสารส่งออกไปไหม

การพูดสนทนามีสาสน์มากกว่าตัวข้อความเอง  — น้ำเสียง วาจา สีหน้า — สิ่งเหล่านี้ถูกทอนทิ้งผ่านการส่งข้อความ
หรือแม้แต่การตีความน้ำเสียงและสีหน้า ก็ย่อมเป็นปัจเจก คือขึ้นอยู่กับบุคคล

นับประสาอะไรกับการกระทำ? เรามั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เรากระทำนั้นจะสื่อสารไปถึงผู้รับจริงๆ ตามที่เราเจตนา
หากสาสน์ที่เราส่งไปกลายเป็นความอึดอัดใจ ความไม่สบายใจ คงไม่ใช่เพียงเธอที่รู้สึกแย่ แต่คงเป็นทั้งสองฝ่าย — คงเป็นเราที่ทำร้ายเธอทางอ้อมด้วย

เมื่อความพยายามแสดงความจริงใจกลายเป็นการคุกคามในสายตาอีกฝั่ง ความอึดอัดย่องเกิดขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้ และคงเป็นความอึดอัดที่ทำให้ความสัมพันธ์ต้องถอยหนี

ไม่ว่าเจตนาจะเป็นอย่างไร ความอึดอัดใจที่ก่อขึ้นในอีกฝั่งหนึ่งก็ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปไม่ใช่น้อย ความรู้สึกนี้ไม่เคยมีผลดีต่อใคร

เมื่อนั้น คงมีแต่คำว่าขอโทษ

ถ้าเธออ่านอยู่ เราขอโทษนะ เราขอให้เธอมีความสุขมากๆ นะ