Jojo Moyes – Me Before You

ปกติส่วนตัวไม่อ่านนิยายรัก แต่ Me Before You เป็นหนังสือที่เลือกมาอ่าน (และเลือกซื้อให้กับคนคนหนึ่ง) เพื่อแทนคำขอบคุณสำหรับความรู้สึกบางอย่าง

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อวิล เทรย์เนอร์ นักธุรกิจหนุ่มประสบอุบัติเหตุที่ทำให้เขาเป็นอัมพาตท่อนล่าง และลู คลาร์ค ต้องออกจากงานประจำเพราะร้านกาแฟที่เธอทำอยู่กำลังจะปิดตัวลง

ลูได้งานใหม่เป็นผู้ดูแลวิล ตลอดเวลาที่ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างเปลี่ยนกันและกัน วิลเปิดใจมากขึ้น และลูก็ได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ในชีวิตไม่ใช่น้อย

เราคงไม่เขียนถึงนิยายเล่มนี้มากนัก แต่นิยายเล่มนี้ทำให้เราน้ำตาซึม คนอีกฝั่งที่เราซื้อหนังสือให้เปลี่ยนเราไปพอสมควร ดังนั้นหลายอารมณ์ในหนังสือสามารถ “กิน” ใจเราได้ไม่ยาก

แม้จะไม่ใช่นิยายประเภทที่เรา (ชอบ) อ่าน แต่ Me Before You ก็เติมเต็มความรู้สึกบางส่วนให้เราได้อย่างดี

Just live well. Just live.

George Orwell – Animal Farm

Animal Farm หรือสงครามกบฎของสรรพสัตว์ (ตามชื่อหนังสือฉบับแปลภาษาไทยโดยบัญชา สุวรรนานนท์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น) เป็นนิยายแนว “เสียดสี” ซึ่งเล่าเรื่องการปกครองดิสโทเปียในสังคมของฟาร์มสัตว์

แรงบันดาลใจในการเขียน Animal Farm ของ Orwell คือการที่เขาพบกับสภาพสังคมของโซเวียตซึ่งปกครองโดยสตาลิน อันประกอบไปด้วยปัจจัย เช่นการปกครองแบบสั่งอำนาจ (dictatorship) การยึดมั่นตัวบุคคล (cult on person) โฆษณาชวนเชื่อ และระบบการกวาดล้าง

เรื่องราวของ Animal Farm เริ่มจากการปฏิวัติฟาร์มของนายโจนส์ให้เป็นฟาร์มที่สัตว์ปกครองกันเอง มีการตั้งบัญญัติแปดประการเพื่อการปกครองฟาร์ม

ตัวนิยายจริงๆ แล้วสั้นมาก ผมใช้เวลาหนึ่งคืนในการอ่านเล่มนี้จนจบ (และเป็นหนังสือคั่นเวลา พักขณะอ่านหนังสืออีกเล่ม) แต่ทุกการดำเนินเรื่องนั้นซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกฏทั้งแปดของฟาร์มต่างก็ล้วนเฉียดคม ยิ่งมองลึกเข้าไปเท่าใดยิ่งเห็นความจิกแนม (sarcastic) ของผลงานชิ้นนี้

หนึ่งในหมายเหตุที่ผมอยากเขียนไว้ให้ชัดเจน คือผลงานการแปลไทยของคุณบัญชานั้นทำได้ดีมาก กล่าวคือดีพอจะทำให้คนขยาดหนังสือแปลไทยแบบผมหยิบมาอ่านได้โดยสบายใจ ดังนั้นหากไม่สันทัดภาษาอังกฤษ การอ่านฉบับแปลไทยก็เป็นอะไรที่ดีไม่ต่างกัน

แม้อาจจะถูกมองว่าเป็นผลงานซึ่งกรุยทางไปสู่ผลงานระดับตำนานอย่าง 1984 แต่ Animal Farm เองก็ไม่ได้น้อยหน้าในการเลือกนำเสนอ แม้มิติ ความน่าสะพรึง และความลุ่มลึกจะไม่เท่า 1984 แต่สิ่งที่หนักแน่นกว่าใน Animal Farm คือการเลือกเสียดสี จิกกัด และเหน็บแนมระบอบปกครองเบ็ดเสร็จ (dictatorship) ผ่านการกระทำของสัตว์ได้อย่างดีเยี่ยม

Dazai Osamu — The Setting Sun

The Setting Sun คืองานเขียนชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของดะไซ โอะสะมุ (Dazai Osamu) เนื้อเรื่องถ่ายทอดผ่านบันทึกหรือการเล่าเรื่องของคะซุโกะ บุตรสาวจากตระกูลอำมาตย์ที่สิ้นเนื้อประดาตัวหลังจากสงครามโลกคร้ังที่ 2 จบลง

บันทึกของคะซุโกะถ่ายทอดเรื่องราวที่เธอ — และครอบครัวของเธออันประกอบไปด้วยแม่และพี่ชายต้องพบเจอ เนื้อเรื่องของบันทึกกล่าวถึงความถดถอยของตระกูลเธอ พร้อมพูดถึงทัศนะ ปัญหาทางสังคม และการเปลี่ยนไปของญี่ปุ่นหลังสงคราม และชื่อหนังสือ “อาทิตย์อัสดง” (The Setting Sun) นั้นอาจมองว่าเป็นการ “อัสดง” อำนาจของญี่ปุ่น — เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งพระอาทิตย์ขึ้น” (The Land of Rising Sun) ก็เป็นได้

[spoilers ahead]

ความเศร้าในนิยายเล่มนี้อาจจะมาจากตัวของดะไซ โอะสะมุเองอยู่ไม่น้อย — เชื่อได้ว่าอาการติดฝิ่นของพี่ชายนั้นมาจากช่วงสงครามที่ดะไซเสพย์ติดยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของมอร์ฟีน, การป่วยเป็น TB ของ “แม่” ในหนังสือซึ่งนำมาสู่การเสียชีวิต ก็ถอดแบบมาจากอาการป่วยโรคเดียวกันของดะไซ, และการจบชีวิตของพี่ชายและตัวดะไซเองก็มีจุดร่วมอยู่ที่การฆ่าตัวตาย — เป็นความชวนชะงักอยู่ไม่น้อย ว่า ณ มุมที่เราสัมผัสความรู้สึกที่ดำเนินไปของคะซุโกะ เราก็กำลังสัมผัสความปวดร้าว (sufferer) ของดะไซอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

[end of spoilers]

โดยสรุปแล้ว The Setting Sun สามารถให้ภาพที่ชวนหดหู่ของการเปลี่ยนไปในทัศนะและความรู้สึกของบุคคลบุคคลหนึ่ง ต่อการถดถอยทั้งชนชั้น ทรัพย์สิน ความคิด และความรู้สึก ผ่านภาพที่ชัดเจนและชวนให้ปวดร้าวอยู่มิใช่น้อย เป็นหนึ่งในนิยายที่สามารถทำให้ผู้อ่านจมลงกับความรู้สึก (sink in the feelings) ได้สมกับเจตนาที่ดะไซน่าจะอยากให้เป็นได้อย่างสวยงาม

Aldous Huxley – Brave New World

Brave New World เป็นงานเขียนของอัลดัส ฮักซ์ลีย์ ว่าด้วยอนาคตในปี 632 “ฟอร์ดศักราช” ข้างหน้า
จุดเริ่มต้นของ “ฟอร์ดศักราช” นั้นนับมาจากความสำเร็จของเฮนรี ฟอร์ด ในการพัฒนารถฟอร์ด โมเดล ที ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตแบบสายพาน

“โลกใบใหม่ [A (brave) new world]” คือโลกแห่งอุดมคติ ผู้ควบคุมโลก (world controllers) ทั้งสิบคนได้ปกครองโลก “รัฐโลก” (world state) เพื่อสันติสุข
พันธุวิศวกรรม การปลูกฝังจิตใต้สำนึก และการใช้สารเสพติดชื่อว่า “โซมา” ที่ไม่มีผลข้างเคียง ทำให้โลกใบใหม่ใบนี้เป็น “โลกวิไลซ์”* ที่ผู้คนต่างอยู่อย่างไร้ซึ่งทุกข์

เบอร์นาร์ด มาร์ซ วิศวกรชนชั้นแอลฟา-พลัส เป็นหนึ่งในตัวละครหลักในเรื่องนี้ เขาเกิดมาบนโลกนี้พร้อมความผิดพลาดบางประการ ทั้งส่วนสูงที่ไม่เท่ากับคนในชนชั้นเดียวกัน และความฉุนเฉียว (ซึ่งผู้คนลือกันว่าเกิดจากความผิดพลาดขณะฟัก ที่พนักงานฉีดยาเผลอฉีดแอลกอฮอล์ซ้ำ ทำให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของเขาสูงกว่าคนปกติ) เพื่อนคนเดียวของเขาคือกวีชื่อเฮลม์โฮลตซ์ วัตสัน ผู้ซึ่งรู้สึกว่าบทกวีของเขาไม่สามารถบรรยายทุกข์ในโลกที่ไร้ซึ่งทุกข์ได้

นอกเขตปกครองของรัฐโลก เป็นเขตที่ผู้คนในรัฐโลกรู้จักในนามของ “เขตอนุรักษ์พันธุ์ชนชั้นป่าเถื่อน” (savage reservation) ที่ซึ่งผู้คนอยู่อย่างไร้อารยธรรม เกิด แก่ เจ็บ และตาย ไม่มีความสุข ป่าเถื่อนและล้าหลัง
ที่นั่น มาร์ซได้เจอกับเด็กชายนามว่า “จอห์น” — บุตรอันเกิดจากความผิดพลาดของผู้หญิงคนหนึ่งนามว่า “ลินดา” ซึ่งแต่เดิมเคยอยู่ในรัฐโลก ก่อนที่จะพลัดหลงกับคณะขณะเธอมาเที่ยวเขตอนุรักษ์นี้ ที่นี่ ลินดาตั้งท้องกับชายนามว่า “โทมาคิน” และการที่เธอท้องนั้นเองทำให้เธออับอายกว่าที่จะคิดกลับไปที่รัฐโลก
ปมหลักของเรื่องนี้เกิดขึ้นเบอร์นาร์ดพาจอห์น และลินดากลับไปที่รัฐโลก ตามคำสั่งของผู้ควบคุมโลก เพื่อศึกษาพฤติกรรมของการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ของมนุษย์

 

[spoilers ahead]

สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า Brave New World แตกต่างจากนิยายดิสโทเปียนทั่วไป โดยหลักนั้นเกิดจากการถ่ายทอด ซึ่งเลือกถ่ายทอดผ่านการเข้าไปสู่สังคม “ศิวิไลซ์” ของจอห์น — แตกต่างจากวิธีการเล่าเรื่องโดยทั่วไปของนิยายแนวนี้ ที่มักพูดถึงการพบเจอธรรมเนียมดั้งเดิมก่อนสังคมจะศิวิไลซ์

การถ่ายทอดแนวคิดของสังคมสมัยเก่าในหลายๆ ส่วน ผ่าน “เขตอนุรักษ์พันธุ์ชนชั้นป่าเถื่อน” ทำให้ภาพของความแตกต่างกันแบบสุดขั้วของสังคมสองสมัยปรากฏขึ้นมาได้พอชัดเจน ภาพของชนเผ่าอินเดียนแดงในเขตอนุรักษ์ฯ และภาพของประชากรโลกใหม่นั้นให้เฉดที่แตกต่างกันมาก (in a high contrast)
การดำเนินเรื่องในช่วงหลังโดยมีจอห์นซึ่งเป็นมนุษย์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างคนสองยุค ทำให้เห็นภาพของความสุตโต่งที่พบในโลกใหม่ ซึ่งไม่อาจมองเห็นได้โดยผู้ที่อยู่ในระบบสังคมนั้นจนชิน — เป็นการดำเนินเรื่องที่ฉลาด และเฉียบคมอยู่ไม่ใช่น้อย

ปมของเบอร์นาร์ด มาร์ซตอนต้นเรื่อง แม้ส่วนตัวจะรู้สึกว่ากินระยะเวลานานมากในการพรรณนาก่อนจะถึงปมหลัก (ซึ่งส่วนตัวมองว่าคือเรื่องราวของจอห์น) แต่ภาพของจอห์นในเขตอนุรักษ์ป่าเถื่อน และภาพของมาร์ซในรัฐโลก ก็เป็นภาพที่ทับซ้อนกันอยู่พอสมควร ทั้งคู่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมที่ตนอยู่ และปมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดมากขึ้นเมื่อภาพของรัฐโลกที่แม่ของจอห์นวาด (portrays) ไว้ให้ช่างต่างจากสิ่งที่เป็นจริงในมุมของเขาเสียเหลือเกิน

หากนับ We ของซามยาตินเป็นหนึ่งใน “ผู้บุกเบิก” นิยายแนวดิสโทเปียแล้ว งานของฮักซ์ลีย์ก็น่าจะตอบปัญหาของความมีอยู่ของ “รัฐอุดมคติ” ได้ชัดเจนขึ้น แนวคิดหลายๆ อย่าง (เช่น การสั่งสอนของรัฐให้คนทิ้งเสื้อผ้าที่ขาด แทนที่จะซ่อม เพื่อทำให้วงเวียนแห่งอุปสงค์ดำเนินต่อไป) ทำให้รู้สึกว่ารัฐอุดมคตินั้นอยู่บนพื้นฐานของความจริงมากกว่าความเป็นนิยาย

การอ่านบทเกริ่นนำของเดวิด แบรดชอว์ซึ่งอยู่ตอนต้นของหนังสือ** ทำให้ทราบชัดขึ้นว่า ฮักซ์ลีย์เห็นภาพการเติบโตซึ่งพลังอำนาจของสำรัฐอเมริกา รวมถึงสภาพเศรษฐกิจของลอนดอนและยุโรปในสมัยนั้นซึ่งเป็นยุคถดถอย และเป็นภาพเหล่านี้เองที่ฮักซ์ลีย์หยิบมาถ่ายทอดจนออกมาเป็นส่วนหนึ่งของแก่นของ Brave New World

ไม่ว่าจะอ่านโดยมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของการส่งสาสน์ว่าด้วยความน่ากลัวของโลกดิสโทเปีย, มองเป็นโศกนาฏกรรมของจอห์น, หรือมองว่าเป็นการ “กระแนะกระแหน” สภาพของสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น, Brave New World ก็เป็นหนึ่งในนิยายดิสโทเปีย ที่ถึงแม้จะไม่ได้ปลูกภาพของความน่ากลัวแห่งดิสโทเปียไว้ได้เท่ากับ 1984 แต่ก็ทำให้ภาพหลายๆ อย่างของมันชัดเจนและเป็นจริงมากขึ้น (more realistic and vivid).


* โลกวิไลซ์ ในที่นี้เป็นการเล่นกับชื่อหนังสือเล่มนี้ฉบับภาษาไทย
** ฉบับที่จัดพิมพ์โดย Penguin Random House ในชุด Vintage Classic

George Orwell – 1984

1984 เป็นหนึ่งในตำนานของงานวรรณกรรม และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพและแนวคิดของรัฐดิสโทเปียที่ถ่ายทอดผ่านตัวอักษรนั้นช่างชัดเจน (clear and vivid)

เรื่องราวของ 1984 ถูกเล่าผ่านตัวละครนามวินสตัน สมิธ ผู้ซึ่งทำงานให้กับกระทรวงแห่งความจริง (Minitrue) โดยคอยปรับแต่ง (manipulate) ประวัติศาสตร์ของสื่อสิ่งพิมพ์ให้มีความจริงเพียงความจริงเดียวเท่านั้น

████████████████████ ███████████████████████████████████████████████ ██████████████████ ██████████████████████████████████████ ███████████

██████████████████████

████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████ ████████████████████████ █████████████████████████████████████████████████ ████

███████████████████████████ █████████████████████████████ ███████████████

██████████████████ ████████████████████████████████ ██████████████████████████ ██████████████████████████████████████ ██████████

โดยสรุปแล้ว 1984 สามารถถ่ายทอดแนวคิดของการมีอยู่ของ “มหารัฐ” ผ่านแง่มุมต่างๆ เช่น████████████, การควบคุม███████ผ่าน███████████และ██████████ รวมถึงแนวคิดแห่งการทำให้คน “ไม่สามารถคิดได้” เช่น █████, █+█=█, ███████████

ไม่มีข้อกังขาเลยว่าทำไม 1984 จึงเป็นนิยายระดับ “ตำนาน” ภาพของมหารัฐโอเชเนียที่ถ่ายทอดผ่านตัวอักษรออกมาสามารถทำให้ผมขนลุกประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชากรแห่งมหารัฐที่กำลังมีความคิดของตัวเอง และเพราะเหตุนี้ผมคงไม่ลังเลที่จะแนะนำว่า 1984 เป็นนิยายที่ทุกคนควรอ่านสักครั้ง (for once in a lifetime)

Yevgeny Zamyatin – We

This is a book to look out for. — George Orwell

อาจนับได้ว่า We โดย Yevgeny Zamyatin เป็นวรรณกรรมแนวดิสโทเปียชิ้นแรกๆ และเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้ George Orwell เขียน 1984

We เล่าเรื่องราวของประชากรรหัส (ciphers) ที่อาศัยอยู่ในมหารัฐ (one state) โดยอยู่ในจุดที่ความสุขทั้งหมดเกิดขึ้นแบบมีตรรกะ หลักการ และอยู่บนความคิดเชิงคณิตศาสตร์ที่ตรงไปตรงมา (rational) มาก
ตัวเอกของเรื่องซึ่งมีรหัสว่า D-503 เป็นวิศวกรต่อยานอวกาศนามว่าปริพันธ์ (Integral) ที่มีเป้าหมายเพื่อขยายอำนาจของมหารัฐสู่ดาวดวงอื่น

Zamyatin เป็นวิศวกรต่อเรือ นิยายเรื่องนี้จึงพบความเป็นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อยู่ค่อนข้างมาก (เช่น พูดถึงการใช้อนุกรมเทย์เลอร์มาแต่งเพลงด้วย “ความสวยงามทางคณิตศาสตร์ ที่ดีกว่าศิลปะของพวกมนุษย์โบราณ”)

หากอ่าน 1984 มาก่อน We จะพบว่าโครงเนื้อเรื่องของนิยายดิสโทเปียอาจจะสามารถเดาได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ We เลือกถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบันทึกของ D-503 ซึ่ง Zamyatin ประสบความสำเร็จอย่างมากในการปั้นตัวละคนที่มีคตินิยม (ideology) อันจำนนและไม่ขัดขืนต่อรัฐ
อันที่จริงแล้ว นอกจากความเป็นวิศวกรของ Zamyatin จะพบได้ในหนังสือเล่มนี้ เราอาจพบสังคมรัสเซียในช่วงนั้นสอดแทรกอยู่ด้วยก็เป็นได้ (เพราะ Zamyatin ถูกเนรเทศไปไซบีเรียถึงสองครั้ง)

ไม่แปลกเลยว่า We นับเป็นจุดเริ่มต้นของนิยายแนวดิสโทเปียจำพวกโลกหนึ่งอำนาจ แม้รายละเอียดบางส่วนอาจจะไม่ครบครันเท่านิยายรุ่นน้อง แต่ก็สามารถถ่ายทอดภาพของรัฐอำนาจเบ็ดเสร็จในหลายแง่มุมผ่านตัวละครที่ถูกล้างสมองแล้วได้เป็นอย่างดี

(อ่านจบหลัง 1984 แต่เขียนถึงก่อน 1984 และซื้อมาหลัง Brave New World แต่หยิบมาอ่านก่อน ฮา)

Haruka Murakami – Norwegian Wood

Norwegian Wood (ฉบับแปลไทย: ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย) เป็นนิยายของ Haruka Murakami เล่าเรื่องผ่านบันทึกของตัวละคนชื่อโทรุ ณ ช่วงเวลาที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

โทรุตกหลุมรักนาโอโกะ อดีตแฟนสาวของคิซุกิ — เพื่อนสนิทของทั้งคู่ที่จากไปก่อนเวลาอันควร — การเลือกทางเดินชีวิตของนาโอโกะ และสังคมในมหาวิทยาลัยของโทรุ ต่างก็เป็นตัวกำหนดทิศทางของทางเดินชีวิต สังคม ความสัมพันธ์ และการกระทำของทั้งสอง

ตัวนิยายเรียบเรียงมาโดยให้ความรู้สึกเหมือนอ่านอัตชีวประวัติ (autobiography) ของโทรุเสียมาก ต้นเรื่องเปิดมาด้วยการบรรยายปัจจุบันของโทรุ ก่อนเขาจะค่อยๆ เล่าย้อนอดีตไปทีละช้าๆ

ส่วนตัวไม่ได้อ่านนิยายนานมากแล้ว (โดยเฉพาะนิยายรัก) จึงไม่สามารถพิจารณาและวิพากษ์งานเขียนได้ดีสักเท่าไหร่ (รวมถึงพูดไม่ออก) แต่หากต้องกล่าวอะไรสักเล็กน้อย ตัวนิยายทำออกมาได้ดีในการเล่าความสัมพันธ์ของตัวละคร ผ่านความรู้จัก ความผูกพัน เซ็กส์ ความรัก และความตาย ได้อย่างมีชั้นเชิงอยู่ทีเดียว

ตั้งใจว่าหากมีเวลาว่างจะกลับมาอ่านให้ละเอียดอีกรอบหนึ่ง

Letters are just pieces of paper. Burn them, and what stays in your heart will stay; keep them, and what vanishes will vanish.

Franz Kafka – Metamorphosis

 

หน้าปกเวอร์ชั่นภาษาเยอรมัน (Public Domain)

 

Metamorphosis เป็นนิยายของ Franz Kafka (1883-1924) เรื่องเล่าถึงครอบครัว Samsa ผ่านตัวละครหลักนามว่า Gregor Samsa ผู้เป็นนักขายของเดินทาง (travelling salesman) และประกอบอาชีพคนเดียวในครอบครัว

เช้าวันหนึ่ง Gregor ตื่นขึ้นมาพบตัวเองในสภาพแมลงศัตรูพืชขนาดยักษ์ เขาพบว่าเขาไปทำงานสายและทางบริษัทส่งเสมียนมาตามดูว่าเขาเป็นอะไร หลังการตะเกียกตะกายตัวเองมาเปิดประตู สภาพร่างกายของเขาทำให้เสมียน แม่บ้าน และครอบครัวตกใจ

 

อะไรคือความเป็นคน? รูปร่าง สังคม ของรอบตัว วัฒนธรรม กิจวัตร วิถีชีวิต อาชีพ ความคิดความอ่าน หรืออย่างอื่น? Gregor ซึ่ง “เป็นคน” ในร่างแมลงต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อย่าง นอกจากรูปร่างภายนอกซึ่งเป็นสิ่งแรกที่หายไป เขาสูญเสียการพูด การสื่อสาร และไม่สามารถแสดงออกถึงเจตนารมย์หรือความนึกคิดของตัวเองไปมากกว่าผ่านการแสดงออก

เมื่อครอบครัวของ Gregor ตัดสินใจจัดห้องให้กับเขาใหม่เพื่อให้มีพื้นที่ไต่กำแพงหรือเพดานมากขึ้น เขาพบว่า “ความเป็นคน” ของเขาก็ถูกลดทอนไปอีกขั้น สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เคยใช้เมื่อเป็นมนุษย์ค่อยๆ ถูกย้าย มีเพียงจิตสำนึกของเขาเท่านั้นที่ยังบอกว่าเขาเป็นมนุษย์ และความพยายามในการเก็บรักษารูปถ่ายที่แขวนอยู่ตรงผนัง ก็แสดงถึงความคิดของมนุษย์ได้ชัดเจน

แต่ถึงกระนั้น เรายังนับว่า Gregor “เป็นคน” ได้อีกหรือไม่? ลำพังเพียงความคิดอ่านซึ่งมนุษย์มีเหนือสรรพสัตว์สปีชีส์อื่นแล้ว ความเป็นคนของ Gregor อยู่ที่ไหน? เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าความพยายามของครอบครัว Samsa ในการกำจัด Gregor ช่วงพาร์ทที่สามของเรื่อง แสดงออกถึงความคิดของตัวละคนอย่างชัดเจนว่า Gregor ไม่ใช่คน – หรือแม้แต่ครอบครัว – ในสายตาทุกคนอีกต่อไป

ในทางกลับกัน หากคนคนหนึ่งมีรูปร่างเหมือนคน มีสังคม ครอบครัว วิถีชีวิต สิ่งของเครื่องใช้ แต่หากเขาผู้นั้นปราศจากอารมณ์ ความคิด หรือความรู้สึก เราจะตัดสิน “ค่าของความเป็นคน” ของเขาจากที่ไหน

 

เมื่อ Gregor ไม่สามารถประกอบอาชีพได้แล้ว ภาระหลายอย่างตกกลับมาอยู่ที่ครอบครัวของเขา นั่นรวมถึงภาระในการตัดสินใจเรื่องทางบ้าน การประกอบอาชีพ

มีผู้ให้ความเห็นว่า Metamorphosis นั้นอันที่จริงไม่ใช่เรื่องของ Gregor แต่เป็นเรื่องของ Grete น้องสาวของ Gregor ซึ่งเติบโตจากตอนต้นเรื่อง สู่จุดที่มีอาชีพ การงาน และพ่อแม่ Samsa คาดหวังว่าจะเห็นลูกตนเองแต่งงาน
“ความเป็นคน” ที่ลดลงของ Gregor นั้นทำให้ “ความเป็นคน” ของตระกูล Samsa นั้นเพิ่มขึ้นหรือไม่ นี่คือคำถามที่จะไม่มีวันตอบได้หากเราไม่มีนิยามที่ชัดเจนของคำว่าความเป็นคน

 

หากจะทำให้บทวิเคราห์นี้เขียนง่ายที่สุด ความเป็นคนตามนิยามของผู้เขียนคือการที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีปฏิสัมพันธ์ ความทรงจำ และสังคมกับคนรอบข้าง เมื่อ Gregor เสียทักษะการสื่อสารและการแสดงออกถึงความคิดเชิงอารมณ์หรือความรู้สึกในตนเอง เขาก็กำลังสูญเสียความเป็นคนไปอย่างชัดเจน

การสูญเสียความเป็นคนของ Gregor นำมาซึ่งความเป็นคนของครอบครัวเขาที่มากขึ้น ผ่านการแสดงออกทางอารมณ์ ความกดดัน หรือการตัดสินใจ มากกว่าตอนที่ Gregor เป็นหัวหลักของบ้าน ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องพึงกระทำในแทบทุกช่วงเวลาของชีวิต นั่นรวมถึงความดิ้นรนในการเอาตัวรอดและปรับตัว เมื่อรายได้หลักของบ้าน – นั่นคือ Gregor – หายไป ซึ่งอันที่จริงแล้วการดิ้นรนเพื่อมีชีวิตนั้นไม่ใช่ความเป็นคน แต่เป็นสัญชาติญาณของสิ่งมีชีวิตแทบทุกสายพันธุ์

 

แต่ถึงอย่างไร นิยามของความเป็นคนก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจ มุมมองที่ถือว่าครอบครัว Samsa เป็นคนผิดที่ไม่สามารถรับและจัดการเรื่องทุกวันนี้ก็อาจถูกหยิบมามองได้ สิ่งที่น่าสนใจคือการกลับมาย้อนดูตัวเราว่าภายในร่างกายและวิถีชีวิตของเราในทุกวันนั้น ความเป็นมนุษย์ของเราแท้จริงแล้วมีอยู่แค่ไหนกัน


 

Metamorphosis ตีพิมพ์เป็นภาษาเยอรมันครั้งแรกเมื่อปี 1915 ปัจจุบันหนังสือหมดลิขสิทธิ์ และสามารถใช้งานอย่างถูกต้องตามกฏหมายในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลที่โครงการกลูเต็นเบิร์ก

http://www.gutenberg.org/ebooks/5200