เอปซิลอนและการจากลา

เปลี่ยนคอมเป็นเครื่องใหม่ เครื่องเก่ายกให้น้องชายใช้ ศิระกรที่รักสิ่งของบางอย่างเหมือนมันมีชีวิตก็แอบเศร้าในใจ

คอมเครื่องเก่า (ชื่อเอปซิลอน) นี่เป็นเครื่องที่ผูกพันที่สุด แน่นอนว่ามันทำเงินให้เราปริมาณนึง และมันช่วยเราผ่านชีวิตมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่เรายังอยู่ปีหนึ่ง

ตอนนี้เปลี่ยนไปใช้ ThinkPad (ชื่อซีต้า: Zeta ไม่ใช่ Theta) แน่นอนว่าก็คงไม่ได้เจอเอปซิลอนบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว กระเป๋า แท่นวางคอม สายเสียบต่อจอ ที่เมื่อก่อนเคยเป็นที่ “ประจำ” ของเอปซิลอน ก็เปลี่ยนเป็นที่ประจำการของซีต้า

กลับมาบ้านหนึ่งทีก็จะเจอเอปซิลอนนั่งอยู่ในมุมห้อง และกับมือของน้องชาย, มันก็ยังคงเป็นโน้ตบุ๊คที่ซื่อสัตย์และน่ารักอยู่ แค่มันไม่ได้เหมาะกับเราเท่าซีต้า และเราไม่ได้เหมาะกับมันเท่าน้องชายเราแล้ว

ความสัมพันธ์ในชีวิตก็คงประมาณนี้กระมัง ยามเราเหมาะกับเขาน้อยลง และเขาเหมาะกับเราน้อยลงเช่นกัน การจากลาก็คงจำเป็น กระนั้นความทรงจำจะยังชัดเจนเหมือนเดิมตลอดไป

The Illustrator Girl

Always called this girl “The Illustrator Girl” due to her famous appearance in Adobe Illustrator’s splash screen (at this point I’m now feeling old).

It took me more than a decade to learn that it’s an adaptation of Sandro Botticelli’s masterpiece, The Birth of Venus.

During my school year, I found one senior to be really like the Illustrator splash screen (and therefore recognised her to myself as “Ms. Illustrator”). Not really wrong if I drive the conclusion that she is as beautiful as Venus perhaps?

ฉันยังเก็บไว้

เคยฟังมานานแล้วบน Spotify แต่แบบผ่านๆ จนเพิ่งมาดูยูทูปเลยรู้ว่าเสียงผู้หญิง (ซึ่งสาบานได้ว่าชอบมากตั้งแต่ฟังรอบแรก) คือเอิ๊ต

และ 2:32 ทำให้นึกถึงเสียงกระซิบที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับ

A few months with Anne Pro 2

Got an Anne Pro 2 Mechanical Keyboard for a while, and though it is quite good to give it writing about him.

The good

  • Must admit I loved the brown switch. It gives a good, balanced sensation between the non-linearity of the blue switch and the silence of red switch.
  • Much smaller than my prior TKL daily drive keyboard.
  • Bluetooth means less hassle with cables.
  • Type-C, of which I always have two or three of them in my backpack.

The bad (not really the bad)

  • The lack of the tilde (~) key makes it a little hard for me to type it. I have to use the Shift+Fn1+Esc combo, which is less convenient compared to having a dedicated key.
  • Sometimes Bluetooth doesn’t pair up well, this might be related to my dual-boot laptop.
  • The “white” light is blue-tinted and not truly white compared to my laptop’s backlit keyboard.

The BEST!

  • Custom keymappings! Although it’s not fully “hackable” like those QMK-supported boards, I can still give it some shot of customisation.
    • I now map Fn+HJKL for arrow keys. Now I have some Vim-like keybindings everywhere including my iPad.
    • I have a dedicated shortcut for switching desktop workspace. No need to move my hands from the keyboard to the mouse anymore.
  • I’m now getting used to all the “bad”s mentioned above, so not really a big deal for me, but yes, it takes time to adjust yourself to match it.

เศษแก้วที่แตก

คุณรู้อะไรไหม ตั้งแต่จำความได้ ตัวฉันก็เป็นเศษแก้วที่แตกแล้วนั่นแหละ

แต่คุณ-ฉัน-ทุกคนก็รู้นี่เนอะ ว่าเศษแก้วที่แตกน่ะมันไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองเป็นเศษแก้วแตกๆ หรอก คุณค่าของมันหมดไปตั้งแต่วินาทีที่มันหล่นลงพื้น กระจัดกระจายไปทั่ว ตั้งแต่ชิ้นใหญ่จนตาเห็น ถึงอนูแก้วที่เล็กที่สุด

จะชิ้นไหน ยามเมื่อสัมผัส ก็เลือดออกเหมือนกัน

เศษแก้วแบบฉันจึงต้องบอกว่าตัวเองไม่ใช่เศษแก้ว–เอ่อ หมายถึงเป็นงานศิลปะ เป็นอะไรสักอย่าง พูดง่ายๆ ว่าจงใจเป็นเศษแก้วน่ะ–หยิบความแตกร้าวของตัวเองมาพูดนิดหน่อย ใส่อารมณ์ขันให้มันไปบ้าง ไม่มีเศษแก้วชิ้นไหนที่อยากยอมรับว่าตัวเองแตกสลายหรอก

จนคุณมาบอกว่าคุณเห็นฉันเป็นเศษแก้วมาตลอด เห็นความแตกร้าวที่ฉันไม่อยากให้เกิด เห็นว่าจริงๆ แล้ววินาทีที่ฉันหล่นลงพื้น แรงกระทบทำให้ฉันเจ็บปวดแค่ไหน

คุณเห็นมันทั้งที่ฉันพยายามปกปิดแทบตาย


คุณรู้ใช่ไหม, เป็นเศษแก้วน่ะ จะเป็นคนแบบไหนมาจับมันก็บาดมือนะ ปากฉันปฏิเสธว่าไม่อยากให้ใครมาจับ แต่ก็เหมือนคุณรู้นั่นแหละว่าฉันถวิลหาสัมผัสมากแค่ไหน, สัมผัสที่ฉันได้รับเมื่อยามเป็นแก้วเต็มใบ

แล้วฉันก็บาดมือคุณ

ฉันก็รู้ว่าเลือดสีแดงฉานมันจะออกจากตรงที่ฉันบาดคุณ แต่ฉันไม่คิดว่าของเหลวไร้สีมันจะออกมาจากตาคุณด้วยเช่นกัน

วินาทีที่หยดของเหลวใสนั้นหยดกระทบฉัน ฉันรู้สึกว่ามันแข็งและแหลมคมยิ่งกว่าพื้นที่ฉันเคยกระทบ ฉันเจ็บปวดยิ่งกว่าเคย, แต่ถ้ามองว่าเป็นผลลงโทษสำหรับแผลเลือดไหลของคุณ ก็คงสมควรและสาสมแล้วกระมัง


ทำไมคุณยังจับฉันอยู่นะ? ฉันไม่มีพลาสเตอร์หรอกนะ ฉันเป็นแค่เศษแก้ว

ทำไมมือของคุณนุ่มจังเลยนะ? ฉันไม่อยากให้มือคู่นั้นต้องหยาบขึ้นจากแผลของเศษแก้วเลย

ทำไมคุณยังไม่ปล่อยฉันไว้กับพื้นเหมือนคนอื่นนะ?

ฉันไม่รู้หรอกว่าฉันควรนิยามความสัมพันธ์กับคุณไว้ว่าอย่างไร, เพียงแค่หวังว่าสักวันหนึ่งเศษแก้วอย่างฉันจะถูกลบคมด้วยมือของคุณ ขัดเกลา เจียระไน และเปล่งประกายในแบบที่คุณอยากเห็นฉันเป็น

คุณค่าของฉันที่คุณมอบให้อีกครั้ง คงไม่มีคำขอบคุณใดๆ จะเพียงพอ


หมายเหตุ: metaphor ของเศษแก้วได้รับแรงบันดาลใจอย่างยิ่งมาจากวันหนึ่งความทรงจําจะทําให้คุณแตกสลาย ของจิดานันท์ เหลืองเพียร

ความต้องการจากความสัมพันธ์

สารภาพกันตามตรงคือเพิ่งมีความรักอีกครั้ง และก็เพิ่งสารภาพไป, รู้สึกที่ผ่านมาตัวเองผิดพลาดที่ไม่ได้สังเกตความรักอย่างใจจดใจจ่อมากขึ้น

เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่าเราเป็นคนถามหานิยามเยอะมากๆ ดังนั้นคงไม่ผิดสักเท่าไหร่ที่อย่างน้อยจะพยายามหานิยาม (?) ให้กับมันว่าสุดท้ายแล้วเราต้องการอะไรกันแน่

วิธีการเขียนบล็อกนี้ก็ประหลาดดี, หลับตาแล้วจินตนาการว่าเรากับคุณจะไปอยู่ตรงไหนของกันและกันในชีวิตบ้าง, ก็กล้าพูดว่าเป็นบล็อกที่ยิ้มตอนเขียนมากที่สุด

แอพพริชิเอชัน

ไม่ค่อยอยากไทยคำอังกฤษคำ, แต่ความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่เราต่าง appreciate การกระทำของกันและกัน

การ appreciate ไม่ได้อยู่แค่เราดีใจที่มีคน appreciate เรา, แต่เป็นการที่ได้ appreciate การมีอยู่ของทั้งอีกฝ่าย และทั้งความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กัน

เรื่องเล็กมากหรือใหญ่มากก็ตามแต่ ถ้าเรายินดีกับการกระทำของอีกคนหนึ่งได้ก็คงจะดีมากๆ–คำขอบคุณและความ appreciate ที่อยากรู้สึกว่ามีให้กันและกัน อาจจะเป็นแค่การดึงมือมาจับ หรือไปจนถึงกระทั่งการสนับสนุนเราทางอารมณ์ในวันที่เราไม่โอเคมากๆ

เรารู้ตัวว่าเราไม่ใช่คนเห็นค่าตัวเองเท่าที่ควร เราคิดว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะทำให้เรา appreciate การมีอยู่ของเรา ทั้งเมื่อเราทำอะไรแล้วเรา appreciate ว่าเราดีใจที่ได้ทำให้คุณ และทั้งเมื่อคุณทำอะไรให้เราแล้วเรา appreciate ว่าเรามีค่าในสายคาคุณนะ

พูดง่ายๆ คืออยากรู้สึกเหมือนมีคนขอบคุณเรา และอยากรู้สึกเหมือนขอบคุณคนคนนั้นไปพร้อมกันแหละ

สเปซ, อินทิแมซี, ไทม์

สเปซมีสองแบบ–สเปซที่มีกัน และสเปซที่ไม่ได้ใช้เวลาด้วยกัน

สเปซอย่างแรกคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงอะไรมาก, การมีกันอยู่ใกล้ๆ มันก็รู้สึกปลอดภัยดี และระยะประชิด (intimacy) มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าคุณยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปไหน

สเปซอย่างหลังอาจจะน่ากลัวไปหน่อย, แต่จริงๆ การห่างเพื่อกลับมาเจอกัน อย่างน้อยก็คือการพักผ่อนที่ดีที่จะเก็บความคิดถึงไว้เป็นพลังตอนเจอกันอีกครั้งหนึ่ง และเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอด หรือคุยกันตลอดหรอก, เราอยากอยู่ตรงนี้ในเวลาที่คุณต้องการเรา และเราก็อยากให้คุณอยู่ตรงนี้ในเวลาที่เราต้องการคุณเหมือนกัน

ดีมานด์ และคอมมิตเมนต์

รักคือการให้โดยไม่หวังอะไร[citation needed]

จริงๆ แล้วความรักเป็นอะไรที่ถ้าจะ long run ในแง่ของความสัมพันธ์แล้ว ยังไงก็ต้อง mutual ไม่ใช่มีเพียงฝ่ายเดียวให้และฝ่ายเดียวรับ เพราะความสัมพันธ์คือการที่สองฝ่ายตกลงปลงใจที่จะ commit ด้วยกัน

ฟังดูน่ากลัวไปหน่อย แต่จริงๆ เป็นงี้แหละ–ทุกครั้งที่เราให้อะไร เราก็เหมือนให้ commitment ที่เรามีกับความสัมพันธ์ออกไปด้วยเหมือนกัน วันหนึ่งถ้าให้จนไม่ได้รับ พลังจาก commitment ที่มีในตัวก็คงจะหมด ดังนั้นการรับอะไรกลับมาก็คือการรับ commitment กลับมาเพื่อพลังจะอยู่ต่อในความสัมพันธ์นั้นเหมือนกัน

ดังนั้นถ้าจะพูดว่ารักคือการ demand มากกว่าการ request ก็คงไม่ผิดนัก เป็นความคาดหวังที่อาจจะรู้สึกว่าความสัมพันธ์มีจุดหมายเพื่อเติมเต็มมากกว่ารู้สึกว่าถ้าเติมเต็มได้ก็คงจะดี

อนาคตที่มั่นคง

อืม แค่นั้นแหละ, apply ได้ตั้งแต่วินัยทางการเงิน การวางแผนเวลา จนถึงการวางแผนอนาคตตัวเองนี่แหละ

อยากเมคชัวร์ว่าถ้าเป็นชีวิตที่เราสองคนมีส่วนทับซ้อนกันมากขึ้นแล้ว มันจะยังคงยั่งยืน


จริงๆ พอมานั่งเขียนอะไรแบบนี้แล้วอ่านอีกรอบ ก็พบว่าหัวข้อหลักๆ ที่คิดว่าควรมีในความสัมพันธ์ เช่นความเข้าใจ ความเห็นใจ หรืออะไรพวกนี้นี่ แทบไม่ได้หยิบมาพูดถึงเลย แต่อาจจะเป็นเพราะกว่าจะมีอะไรตามหัวข้อที่เขียนๆ มา ก็คงต้องมีหัวข้อหลักๆ ที่รู้สึกว่าควรมีก่อนหมดเลยอยู่แล้ว

ขอให้เป็นแบบที่หวังแล้วกัน :)

โปรดให้ฉันเป็น

โปรดให้ฉันเป็นสายลม พัดผ่านยามหน้าร้อน
โปรดให้ฉันเป็นสายน้ำ ชุ่มชื้นเมื่อไหลผ่าน
โปรดให้ฉันเป็นหยาดฝน โปรยลงมาเพื่อดับกระหาย
โปรดให้ฉันเป็นแสงแดด ส่องประกายเธอให้งดงาม

ขอเธอโปรดเป็นต้นไม้ใหญ่ ให้ฉันมีความหมายเมื่ออยู่เคียงเธอ

โอบกอดฉัน

โอบกอดฉันประหนึ่งโลกทั้งใบของฉันคือคุณ

ประทับรอยจูบบนหน้าผากฉันประหนึ่งปัญหาทุกอย่างหายไปแล้ว

ให้น้ำตาของฉันไหลบนบ่าของคุณ ลูบหัวฉันประหนึ่งทุกอย่างจะปลอดภัยเมื่อฉันอยู่ในอ้อมกอดของคุณ

บอกฉันว่าไม่เป็นอะไรตราบที่คุณอยู่ตรงนี้

แล้วทุกอณูของร่างกายฉันจะเป็นของคุณ

Short Story, 22 August 2019

This story is available in Thai.

Looking from the window, she observed the raindrop in lines.

She carried her backpack and left the building without an umbrella.

It’s not really correct to say “without” an umbrella– she had one in her backpack, it’s just her decision not to use it. She has no idea whether the rain will soothe her or soak her wet, neither on the idea whether she’ll sleep tight tonight or catch some cold from the rain.

The only thing she knows is she is willing to face all the consequences.

Tiny raindrops touch her skin, some on her hair, falling downwards. She smiled.


She woke up early like everyday, feeling a slight sore throat.

Having no idea whether she is sick or not, she put on her mask–thinking to herself that it’s the sign of her accepting all the consequences.

Yet under that mask lies here smile, it’s still there since yesterday, and never fade away.

เรื่องสั้นประจำวันที่ 22 สิงหาคม 2562

This story is available in English.

มองออกไปนอกหน้าต่าง เธอเห็นฝนหล่นเป็นสาย

เธอสะพายกระเป๋า มองออกไปนอกอาคารอีกที เดินกลับบ้านท่ามกลางสายฝน

ใช่ว่าเธอไม่มีร่มในกระเป๋า–เธอพกร่มเสมอ แค่ไม่อยากใช้มัน เธอไม่รู้ว่าการไม่กางร่มของเธอจะทำให้เธอได้สัมผัสเม็ดฝนเย็นฉ่ำ หรือจะทำให้ทั้งตัวเธอเปียกปอน ไม่รู้ว่าจะทำให้คืนนี้เธอนอนหลับฝันดี หรือจะทำให้เธอต้องเป็นหวัดในวันรุ่งขึ้น

เธอรู้แค่เธอพร้อมจะรับทุกผลการตัดสินใจจากการไม่กางร่ม

ฝนเย็นสัมผัสผิวหนัง บางเม็ดสัมผัสบนหัวเธอ ไหลตามทางสู่ปลายเส้นผม เธอยิ้ม


เธอตื่นเช้าเหมือนเช่นเคย กระแอมลำคอ ไม่รู้ว่าป่วยหรือไม่

เธอตัดสินใจหยิบแมสก์ใส่ไปทำงาน คิดในใจว่าแมสก์ชิ้นนั้นคือสัญลักษณ์แห่งการยอมรับการตัดสินใจของเธอเอง

แค่ใต้แมสก์แผ่นนั้น รอยยิ้มจากเมื่อวานยังคงอยู่ และแทบไม่จางหาย