Haruka Murakami – Norwegian Wood

Norwegian Wood (ฉบับแปลไทย: ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย) เป็นนิยายของ Haruka Murakami เล่าเรื่องผ่านบันทึกของตัวละคนชื่อโทรุ ณ ช่วงเวลาที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

โทรุตกหลุมรักนาโอโกะ อดีตแฟนสาวของคิซุกิ — เพื่อนสนิทของทั้งคู่ที่จากไปก่อนเวลาอันควร — การเลือกทางเดินชีวิตของนาโอโกะ และสังคมในมหาวิทยาลัยของโทรุ ต่างก็เป็นตัวกำหนดทิศทางของทางเดินชีวิต สังคม ความสัมพันธ์ และการกระทำของทั้งสอง

ตัวนิยายเรียบเรียงมาโดยให้ความรู้สึกเหมือนอ่านอัตชีวประวัติ (autobiography) ของโทรุเสียมาก ต้นเรื่องเปิดมาด้วยการบรรยายปัจจุบันของโทรุ ก่อนเขาจะค่อยๆ เล่าย้อนอดีตไปทีละช้าๆ

ส่วนตัวไม่ได้อ่านนิยายนานมากแล้ว (โดยเฉพาะนิยายรัก) จึงไม่สามารถพิจารณาและวิพากษ์งานเขียนได้ดีสักเท่าไหร่ (รวมถึงพูดไม่ออก) แต่หากต้องกล่าวอะไรสักเล็กน้อย ตัวนิยายทำออกมาได้ดีในการเล่าความสัมพันธ์ของตัวละคร ผ่านความรู้จัก ความผูกพัน เซ็กส์ ความรัก และความตาย ได้อย่างมีชั้นเชิงอยู่ทีเดียว

ตั้งใจว่าหากมีเวลาว่างจะกลับมาอ่านให้ละเอียดอีกรอบหนึ่ง

Letters are just pieces of paper. Burn them, and what stays in your heart will stay; keep them, and what vanishes will vanish.

คงมีแต่คำว่าขอโทษ

เราไม่มีทางรู้เลยว่าการกระทำใดของเราที่เรามุ่งเจตนาสื่อสารบางอย่าง ผู้รับสารนั้นจะตีสารนั้นเหมือนที่ผู้ส่งสารส่งออกไปไหม

การพูดสนทนามีสาสน์มากกว่าตัวข้อความเอง  — น้ำเสียง วาจา สีหน้า — สิ่งเหล่านี้ถูกทอนทิ้งผ่านการส่งข้อความ
หรือแม้แต่การตีความน้ำเสียงและสีหน้า ก็ย่อมเป็นปัจเจก คือขึ้นอยู่กับบุคคล

นับประสาอะไรกับการกระทำ? เรามั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เรากระทำนั้นจะสื่อสารไปถึงผู้รับจริงๆ ตามที่เราเจตนา
หากสาสน์ที่เราส่งไปกลายเป็นความอึดอัดใจ ความไม่สบายใจ คงไม่ใช่เพียงเธอที่รู้สึกแย่ แต่คงเป็นทั้งสองฝ่าย — คงเป็นเราที่ทำร้ายเธอทางอ้อมด้วย

เมื่อความพยายามแสดงความจริงใจกลายเป็นการคุกคามในสายตาอีกฝั่ง ความอึดอัดย่องเกิดขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้ และคงเป็นความอึดอัดที่ทำให้ความสัมพันธ์ต้องถอยหนี

ไม่ว่าเจตนาจะเป็นอย่างไร ความอึดอัดใจที่ก่อขึ้นในอีกฝั่งหนึ่งก็ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปไม่ใช่น้อย ความรู้สึกนี้ไม่เคยมีผลดีต่อใคร

เมื่อนั้น คงมีแต่คำว่าขอโทษ

ถ้าเธออ่านอยู่ เราขอโทษนะ เราขอให้เธอมีความสุขมากๆ นะ

คงไม่มีคำว่าขอบคุณ

เมื่อคนสองคนแยกย้ายห่างจากกันออกไป สิ่งที่เหลือคือเรื่องราวและความทรงจำที่ดี
แม้จะมีคนบอกว่าความทรงจำดีๆ เป็นอะไรที่จะติดตรึงไปตลอด แต่ถึงกระนั้นก็มีปัจจัยหลายอย่างมากกว่าตัวความทรงจำเองที่จะบันทึกไว้ว่าความทรงจำนั้นดีหรือไม่ดี

เมื่อความสัมพันธ์ถอยลง สิทธิ์ขาดในการกำหนดระยะความสัมพันธ์นั้นขึ้นกับคนคนเดียว นั่นคือคนที่เลือกระยะห่างที่สุดให้กับความสัมพันธ์
ความพยายามในการเข้าหาของคนที่พยายามมากกว่าคงไม่เกิดประโยชน์ประการใดเลยหากเป็นอีกฝั่งหนึ่งที่ถูกปิดกั้น

และเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือกที่จะสร้างความบาดหมาง เย็นชา การทะเลาะเบาะแว้งก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เมื่อนั้นภาพแห่งความบาดหมางก็คงค่อยๆ ก่อตัวหนา

แม้ความทรงจำที่ดีจะมีอยู่ แต่หากทุกครั้งที่หวนคิดถึงมัน กลับกลายเป็นภาพเลวร้ายที่ซัดโถมมากลบความทรงจำ เป็นภาพเหล่านั้นที่ทำให้วันและเวลาดีๆ หายไป ใบหน้าที่ควรจะยิ้มเมื่อนึกถึงมันกลับเต็มไปด้วยน้ำตาและเสียงสะอื้น

เมื่อภาพที่เลวร้ายถาโถมจนกลบความรู้สึกดีๆ เมื่อนั้นก็คงไม่มีคำว่าขอบคุณต่อกันอีก เพราะภาพความทรงจำดีๆ คงไม่ใช่ภาพที่อยากนึกถึง — หรือแม้แต่จดจำอีกต่อไป

ตามหาคุณ

“สิ่งที่เราอยากทำไม่ใช่อะไรใหญ่หลวงหรอก เราแค่อยากเจอคนที่รักเราจริงๆ เราอาจจะยอมพลิกแผ่นดินหาคนคนนั้นด้วยซ้ำ”

“ถ้าสิ่งที่เธอกำลังทำคือตามหาคนที่รักเธอ สิ่งที่เราจะทำคือทำให้เธอเชื่อว่าคนที่เธอตามหาอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว”

“งั้นสิ่งที่เราอยากทำ ก็คือรัก ไว้ใจ และเชื่อใจใครสักคน”

“ไม่ง่าย กว่าจะทำได้ถึงตรงนั้น แต่ก็คงไม่ยาก เพราะรู้ตัวอีกทีเรารู้สึกแบบนี้กับเธอไปแล้ว”

ใกล้ๆ หู

เขาอยู่กับเธอ บันไดเลื่อนกำลังเลื่อนขึ้น ทั้งคู่กำลังไปชานชาลารถไฟฟ้า
ตลอดที่เขาอยู่กับเธอ เธอเรียกเขาว่า “เธอ” และเรียกตัวเธอเองว่า “เรา”

เขาตั้งคำถาม หรือวันนี้เขาฝันไป? โอกาสที่ได้อยู่กับเธอช่างดูไม่น่าเป็นไปได้
อันที่จริงเขารู้ว่านี้ไม่ใช่ฝัน แต่ก็ไม่อยากเชื่อตัวเองสักเท่าไหร่

“นี่” เขาเอ่ย เธอยิ้มให้เล็กน้อย
“เรียกชื่อเราให้เราได้ยินสักทีได้หรือเปล่า” เขากล่าวออกไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขอมากเกินไปไหม

เธอยิ้มเล็กน้อย ดึงเขามาจับมือ เอ่ยชื่อเขาเบาๆ ที่ข้างหู
“ชอบนะ” เสียงหวานเสียงนั้นดังขึ้นต่อจากชื่อของเขา

เขายิ้ม ทั้งที่ขอเกินไป แต่กลับได้เกินกว่าที่ขอ
พลันหันหน้าหนีพร้อมพยายามเก็บยิ้ม แต่ความรู้สึกนั้นเกินกว่าจะสามารถซ่อนได้

แล้วทั้งคู่ก็ยิ้มออกมาด้วยกัน

ขอบคุณนะครับ แมรี่ :)

แชทบอท

Franz Kafka – Metamorphosis

 

หน้าปกเวอร์ชั่นภาษาเยอรมัน (Public Domain)

 

Metamorphosis เป็นนิยายของ Franz Kafka (1883-1924) เรื่องเล่าถึงครอบครัว Samsa ผ่านตัวละครหลักนามว่า Gregor Samsa ผู้เป็นนักขายของเดินทาง (travelling salesman) และประกอบอาชีพคนเดียวในครอบครัว

เช้าวันหนึ่ง Gregor ตื่นขึ้นมาพบตัวเองในสภาพแมลงศัตรูพืชขนาดยักษ์ เขาพบว่าเขาไปทำงานสายและทางบริษัทส่งเสมียนมาตามดูว่าเขาเป็นอะไร หลังการตะเกียกตะกายตัวเองมาเปิดประตู สภาพร่างกายของเขาทำให้เสมียน แม่บ้าน และครอบครัวตกใจ

 

อะไรคือความเป็นคน? รูปร่าง สังคม ของรอบตัว วัฒนธรรม กิจวัตร วิถีชีวิต อาชีพ ความคิดความอ่าน หรืออย่างอื่น? Gregor ซึ่ง “เป็นคน” ในร่างแมลงต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อย่าง นอกจากรูปร่างภายนอกซึ่งเป็นสิ่งแรกที่หายไป เขาสูญเสียการพูด การสื่อสาร และไม่สามารถแสดงออกถึงเจตนารมย์หรือความนึกคิดของตัวเองไปมากกว่าผ่านการแสดงออก

เมื่อครอบครัวของ Gregor ตัดสินใจจัดห้องให้กับเขาใหม่เพื่อให้มีพื้นที่ไต่กำแพงหรือเพดานมากขึ้น เขาพบว่า “ความเป็นคน” ของเขาก็ถูกลดทอนไปอีกขั้น สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เคยใช้เมื่อเป็นมนุษย์ค่อยๆ ถูกย้าย มีเพียงจิตสำนึกของเขาเท่านั้นที่ยังบอกว่าเขาเป็นมนุษย์ และความพยายามในการเก็บรักษารูปถ่ายที่แขวนอยู่ตรงผนัง ก็แสดงถึงความคิดของมนุษย์ได้ชัดเจน

แต่ถึงกระนั้น เรายังนับว่า Gregor “เป็นคน” ได้อีกหรือไม่? ลำพังเพียงความคิดอ่านซึ่งมนุษย์มีเหนือสรรพสัตว์สปีชีส์อื่นแล้ว ความเป็นคนของ Gregor อยู่ที่ไหน? เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าความพยายามของครอบครัว Samsa ในการกำจัด Gregor ช่วงพาร์ทที่สามของเรื่อง แสดงออกถึงความคิดของตัวละคนอย่างชัดเจนว่า Gregor ไม่ใช่คน – หรือแม้แต่ครอบครัว – ในสายตาทุกคนอีกต่อไป

ในทางกลับกัน หากคนคนหนึ่งมีรูปร่างเหมือนคน มีสังคม ครอบครัว วิถีชีวิต สิ่งของเครื่องใช้ แต่หากเขาผู้นั้นปราศจากอารมณ์ ความคิด หรือความรู้สึก เราจะตัดสิน “ค่าของความเป็นคน” ของเขาจากที่ไหน

 

เมื่อ Gregor ไม่สามารถประกอบอาชีพได้แล้ว ภาระหลายอย่างตกกลับมาอยู่ที่ครอบครัวของเขา นั่นรวมถึงภาระในการตัดสินใจเรื่องทางบ้าน การประกอบอาชีพ

มีผู้ให้ความเห็นว่า Metamorphosis นั้นอันที่จริงไม่ใช่เรื่องของ Gregor แต่เป็นเรื่องของ Grete น้องสาวของ Gregor ซึ่งเติบโตจากตอนต้นเรื่อง สู่จุดที่มีอาชีพ การงาน และพ่อแม่ Samsa คาดหวังว่าจะเห็นลูกตนเองแต่งงาน
“ความเป็นคน” ที่ลดลงของ Gregor นั้นทำให้ “ความเป็นคน” ของตระกูล Samsa นั้นเพิ่มขึ้นหรือไม่ นี่คือคำถามที่จะไม่มีวันตอบได้หากเราไม่มีนิยามที่ชัดเจนของคำว่าความเป็นคน

 

หากจะทำให้บทวิเคราห์นี้เขียนง่ายที่สุด ความเป็นคนตามนิยามของผู้เขียนคือการที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีปฏิสัมพันธ์ ความทรงจำ และสังคมกับคนรอบข้าง เมื่อ Gregor เสียทักษะการสื่อสารและการแสดงออกถึงความคิดเชิงอารมณ์หรือความรู้สึกในตนเอง เขาก็กำลังสูญเสียความเป็นคนไปอย่างชัดเจน

การสูญเสียความเป็นคนของ Gregor นำมาซึ่งความเป็นคนของครอบครัวเขาที่มากขึ้น ผ่านการแสดงออกทางอารมณ์ ความกดดัน หรือการตัดสินใจ มากกว่าตอนที่ Gregor เป็นหัวหลักของบ้าน ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องพึงกระทำในแทบทุกช่วงเวลาของชีวิต นั่นรวมถึงความดิ้นรนในการเอาตัวรอดและปรับตัว เมื่อรายได้หลักของบ้าน – นั่นคือ Gregor – หายไป ซึ่งอันที่จริงแล้วการดิ้นรนเพื่อมีชีวิตนั้นไม่ใช่ความเป็นคน แต่เป็นสัญชาติญาณของสิ่งมีชีวิตแทบทุกสายพันธุ์

 

แต่ถึงอย่างไร นิยามของความเป็นคนก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจ มุมมองที่ถือว่าครอบครัว Samsa เป็นคนผิดที่ไม่สามารถรับและจัดการเรื่องทุกวันนี้ก็อาจถูกหยิบมามองได้ สิ่งที่น่าสนใจคือการกลับมาย้อนดูตัวเราว่าภายในร่างกายและวิถีชีวิตของเราในทุกวันนั้น ความเป็นมนุษย์ของเราแท้จริงแล้วมีอยู่แค่ไหนกัน


 

Metamorphosis ตีพิมพ์เป็นภาษาเยอรมันครั้งแรกเมื่อปี 1915 ปัจจุบันหนังสือหมดลิขสิทธิ์ และสามารถใช้งานอย่างถูกต้องตามกฏหมายในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลที่โครงการกลูเต็นเบิร์ก

http://www.gutenberg.org/ebooks/5200

Fly Me To The Moon

Fly me to the moon
Let me play among the stars
Let me see what spring is like
On a, Jupiter and Mars
In other words, hold my hand
In other words, baby, kiss me

Fill my heart with song
And let me sing for ever more
You are all I long for
All I worship and adore
In other words, please be true
In other words, I love you

Fill my heart with song
Let me sing for ever more
You are all I long for
All I worship and adore
In other words, please be true
In other words, in other words
I love you.

ถนัด – ชอบ – เก่ง – ทำเงิน: เมื่อมองตัวเองหลังจบปีหนึ่ง

จบปีหนึ่ง CPE แล้ว จะว่าเร็วก็ว่าเร็ว ส่วนจะว่าช้านี่ไม่สามารถทำได้จริงๆ เพราะมันไม่ช้าเลย

เหลือเวลาอีกสองปีสำหรับการหาที่ฝึกงาน และสามปีก่อนออกไปหางานจริง คำถามคือจะฝึกงานในฐานะอะไร ตำแหน่งอะไร?

ด้วยความว่างเลยมานั่งไล่ดู แล้วก็พบว่าควรจำแนก skills เราออกเป็นสามด้านให้เรียบร้อย: ถนัด ชอบ และเก่ง

  • งานที่ถนัด คืองานที่รู้สึกทำแล้วชินมือ คือเปิดมาแล้วสามารถทำโดย fluent ได้ ต่อให้ไม่ได้ทำมานานก็ไม่ติดอะไรเป็นพิเศษ
  • งานที่ชอบ คืองานที่อยากทำ เออ อยากทำล้วนๆ เลย ไม่จำเป็นต้องถนัด หรืออะไรแต่ประการใด
  • งานที่เก่ง คืองานที่ต่อให้รู้สึก stuck แค่ไหนแต่พองานออกมาแล้วโอเคกับมันมากๆ

ประเด็นคือสามงานนี้มี band ของเซ็ตตามแผนภาพออยเลอร์ทับอยู่อีกหนึ่งภาพ

เซ็ตอีกเซ็ตที่ควรเก็บมาใส่ใจนั่นคือการทำเงิน ไม่งั้นเราคงได้ข้อสรุปตั้งแต่แรกแล้วว่าทั้งสามเซ็ตแรกมี “การนั่งไถ Reddit” เป็นสมาชิกด้วยกันทั้งหมด เสียตรงที่มันไม่ทำเงิน แหม่ :P

สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เลยลองไล่งานดูว่างานไหนบ้างที่เป็นตัวเรา

  • งานที่ถนัดรู้สึกจะเป็นงานเขียน สามารถเปิดบล็อกขึ้นมาเขียนได้โดยไม่หยุด เขียนโน่นนี่ลง Blognone ก็เขียนได้ค่อนข้างลื่น มีหลายงานเขียนที่กลับมาอ่านแล้วคิดว่าทำไมตอนนั้นเขียนได้ไม่ดีเท่าที่ปัจจุบันหวัง แต่ก็ยังโอเคอยู่
  • งานที่ชอบ (คิดว่าชอบ) คือสาย machine learning/data analytics มันทำให้เราสนใจมานานแล้วว่าบนโลกของ Data เราสามารถหยิบมันมาทำอะไรได้บ้าง
  • งานที่เก่ง คืองานด้านดีไซน์ รู้สึกว่าติดขัดกับมันมาเยอะ แต่พอมาเปิดงานตัวเองทีหลังก็ไม่รู้สึกผิดหวังอะไร

ประเด็นคืองานทั้งสี่อยู่ตรงไหนในแถบทำเงิน?

  • สำหรับงานเขียน เป็นบล็อกเกอร์ก็น่าจะทำให้มี income ได้ แต่ไม่ใช่อาชีพที่ยึดถือ (ทั้งในแง่ reliability of income และในแง่ที่ยึดหลัก Blogger ไม่ใช่อาชีพจากการได้คุยกับ #มิตรสหายท่านหนึ่ง) แต่ที่สนใจกว่าคืองานสอน เราพบว่าทำงานสอนนี่สนุกกว่าที่คิดตั้งแต่เปิดเพจสอนคอมโปร (หรือเอาเข้าจริงคือสนุกตั้งแต่สอนคอมเพื่อนสมัยมัธยม — แปะลิงก์ไว้ แต่อย่าดูเลย อายเค้า :P)
  • งานสาย data analysis/machine learning นี่ทำเงินแน่นอน ข้ามไปเลย สายนี้ตรงๆ อยู่แล้ว
  • งานสาย creativity นี่ถ้าจะเอาให้ตรงสายรู้สึกควรจะไป UX Designer ก็ได้ แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะเก่งถึงขั้นนั้นได้

พอมามองแล้วก็พบว่าตัวเองเขวเหมือนกัน มีงานหลายสายที่ยังอยากแตะดู (Theory, Infrastructure, Web) แต่ก็ยังไม่ได้แตะ และคิดว่าได้เวลา scope ตัวเองลงมาให้เฉพาะทางได้แล้ว

ถ้าเขียนบล็อกนี้แล้วได้อะไร ก็ขอตอบว่างานที่มุ่งจะทำคือ data analysis แล้วกัน หวังว่าจะสามารถเดินตามทางนี้ได้โดยไม่หลงในอนาคต

กับดักทัศนะ

กับดักที่อันตรายที่สุด คือกับดักทางทัศนะคติของบุคคลหนึ่ง
เป็นกับดักที่ไม่ได้ล่อให้ผู้อื่นมาติด แต่ตรงกันข้าม มีไว้ดักตัวเองให้ไม่ไปไหน

ทัศนคติของมนุษย์คนหนึ่งอาจได้รับอิทธิพลมาจากหลายสิ่ง และปฏิเสธไม่ได้ว่าบริบททางสังคมมีส่วนอย่างยิ่งในการกำหนดกรอบทัศนะ

แน่นอนว่าเมื่อทัศนคติส่วนลึกของบุคลลหนึ่งนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่เขาเป็น ทัศนคติจะเป็นตัวกำหนด ตีกรอบ และทำหน้าที่เป็น “กับดัก” ให้กับทั้งพฤติกรรม นิสัย การกระทำ
บางครั้งการเลือกตีกรอบตนเอง ตามกรอบทางทัศนคติที่สังคมตีไว้ ก็อาจทำให้ตัวเองไม่เป็นในสิ่งที่เป็น และอาจลามไปถึงจุดที่ไม่สามารถยอมรับความเป็นตัวเองได้

อันที่จริงแล้ว กรอบหรือกับดักนั้นอาจเป็นเพียงความเชื่อว่าเป็นสังคมที่ปลูกไว้ให้ ทั้งที่ผู้คนซึ่งรายล้อมเราอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้น กล่าวคือเป็นความทึกทักไปเองของตนว่าสังคมเป็นผู้ตีกรอบนี้ ไม่ว่าจะทึกทักโดยอิงจากการตัดสินทางจารีต วัฒนธรรม ความเชื่อ ความคิด หรือแม้แต่กรอบที่เกิดจากความมโนโดยสมบูรณ์

เมื่อเราสลัดกรอบทางทัศนะได้ เราอาจเข้าถึงขั้นหนึ่งของการมีตัวตนที่เป็นตัวตน กล่าวคือหากเปรียบการยอมรับในความคิดและสิ่งที่เป็นให้เป็นเกมหนึ่งเกม กับดักทางทัศนะก็เป็นเหมือนบอสร่างใหญ่ก่อนจบเกม ที่หนทางเดียวในการชนะเกมคือต้องโค่นบอส

เพียงแค่การโค่นบอสนี้ไม่จำเป็นต้องมีสรรพาวุธมากมายในการเอาชนะ — การเอาชนะบอสใหญ่ในเกมนี้ ก็เหมือนการเอาชนะตนเอง
สิ่งที่ต้องทำ ก็แค่สลัดทัศนะคติ หรือความเชื่อที่ตนเองเป็นผู้ปลูกทิ้งไปบ้างเท่านั้นเอง

ขอบคุณนะ