A few months with Anne Pro 2

Got an Anne Pro 2 Mechanical Keyboard for a while, and though it is quite good to give it writing about him.

The good

  • Must admit I loved the brown switch. It gives a good, balanced sensation between the non-linearity of the blue switch and the silence of red switch.
  • Much smaller than my prior TKL daily drive keyboard.
  • Bluetooth means less hassle with cables.
  • Type-C, of which I always have two or three of them in my backpack.

The bad (not really the bad)

  • The lack of the tilde (~) key makes it a little hard for me to type it. I have to use the Shift+Fn1+Esc combo, which is less convenient compared to having a dedicated key.
  • Sometimes Bluetooth doesn’t pair up well, this might be related to my dual-boot laptop.
  • The “white” light is blue-tinted and not truly white compared to my laptop’s backlit keyboard.

The BEST!

  • Custom keymappings! Although it’s not fully “hackable” like those QMK-supported boards, I can still give it some shot of customisation.
    • I now map Fn+HJKL for arrow keys. Now I have some Vim-like keybindings everywhere including my iPad.
    • I have a dedicated shortcut for switching desktop workspace. No need to move my hands from the keyboard to the mouse anymore.
  • I’m now getting used to all the “bad”s mentioned above, so not really a big deal for me, but yes, it takes time to adjust yourself to match it.

เศษแก้วที่แตก

คุณรู้อะไรไหม ตั้งแต่จำความได้ ตัวฉันก็เป็นเศษแก้วที่แตกแล้วนั่นแหละ

แต่คุณ-ฉัน-ทุกคนก็รู้นี่เนอะ ว่าเศษแก้วที่แตกน่ะมันไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองเป็นเศษแก้วแตกๆ หรอก คุณค่าของมันหมดไปตั้งแต่วินาทีที่มันหล่นลงพื้น กระจัดกระจายไปทั่ว ตั้งแต่ชิ้นใหญ่จนตาเห็น ถึงอนูแก้วที่เล็กที่สุด

จะชิ้นไหน ยามเมื่อสัมผัส ก็เลือดออกเหมือนกัน

เศษแก้วแบบฉันจึงต้องบอกว่าตัวเองไม่ใช่เศษแก้ว–เอ่อ หมายถึงเป็นงานศิลปะ เป็นอะไรสักอย่าง พูดง่ายๆ ว่าจงใจเป็นเศษแก้วน่ะ–หยิบความแตกร้าวของตัวเองมาพูดนิดหน่อย ใส่อารมณ์ขันให้มันไปบ้าง ไม่มีเศษแก้วชิ้นไหนที่อยากยอมรับว่าตัวเองแตกสลายหรอก

จนคุณมาบอกว่าคุณเห็นฉันเป็นเศษแก้วมาตลอด เห็นความแตกร้าวที่ฉันไม่อยากให้เกิด เห็นว่าจริงๆ แล้ววินาทีที่ฉันหล่นลงพื้น แรงกระทบทำให้ฉันเจ็บปวดแค่ไหน

คุณเห็นมันทั้งที่ฉันพยายามปกปิดแทบตาย


คุณรู้ใช่ไหม, เป็นเศษแก้วน่ะ จะเป็นคนแบบไหนมาจับมันก็บาดมือนะ ปากฉันปฏิเสธว่าไม่อยากให้ใครมาจับ แต่ก็เหมือนคุณรู้นั่นแหละว่าฉันถวิลหาสัมผัสมากแค่ไหน, สัมผัสที่ฉันได้รับเมื่อยามเป็นแก้วเต็มใบ

แล้วฉันก็บาดมือคุณ

ฉันก็รู้ว่าเลือดสีแดงฉานมันจะออกจากตรงที่ฉันบาดคุณ แต่ฉันไม่คิดว่าของเหลวไร้สีมันจะออกมาจากตาคุณด้วยเช่นกัน

วินาทีที่หยดของเหลวใสนั้นหยดกระทบฉัน ฉันรู้สึกว่ามันแข็งและแหลมคมยิ่งกว่าพื้นที่ฉันเคยกระทบ ฉันเจ็บปวดยิ่งกว่าเคย, แต่ถ้ามองว่าเป็นผลลงโทษสำหรับแผลเลือดไหลของคุณ ก็คงสมควรและสาสมแล้วกระมัง


ทำไมคุณยังจับฉันอยู่นะ? ฉันไม่มีพลาสเตอร์หรอกนะ ฉันเป็นแค่เศษแก้ว

ทำไมมือของคุณนุ่มจังเลยนะ? ฉันไม่อยากให้มือคู่นั้นต้องหยาบขึ้นจากแผลของเศษแก้วเลย

ทำไมคุณยังไม่ปล่อยฉันไว้กับพื้นเหมือนคนอื่นนะ?

ฉันไม่รู้หรอกว่าฉันควรนิยามความสัมพันธ์กับคุณไว้ว่าอย่างไร, เพียงแค่หวังว่าสักวันหนึ่งเศษแก้วอย่างฉันจะถูกลบคมด้วยมือของคุณ ขัดเกลา เจียระไน และเปล่งประกายในแบบที่คุณอยากเห็นฉันเป็น

คุณค่าของฉันที่คุณมอบให้อีกครั้ง คงไม่มีคำขอบคุณใดๆ จะเพียงพอ


หมายเหตุ: metaphor ของเศษแก้วได้รับแรงบันดาลใจอย่างยิ่งมาจากวันหนึ่งความทรงจําจะทําให้คุณแตกสลาย ของจิดานันท์ เหลืองเพียร

ความต้องการจากความสัมพันธ์

สารภาพกันตามตรงคือเพิ่งมีความรักอีกครั้ง และก็เพิ่งสารภาพไป, รู้สึกที่ผ่านมาตัวเองผิดพลาดที่ไม่ได้สังเกตความรักอย่างใจจดใจจ่อมากขึ้น

เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่าเราเป็นคนถามหานิยามเยอะมากๆ ดังนั้นคงไม่ผิดสักเท่าไหร่ที่อย่างน้อยจะพยายามหานิยาม (?) ให้กับมันว่าสุดท้ายแล้วเราต้องการอะไรกันแน่

วิธีการเขียนบล็อกนี้ก็ประหลาดดี, หลับตาแล้วจินตนาการว่าเรากับคุณจะไปอยู่ตรงไหนของกันและกันในชีวิตบ้าง, ก็กล้าพูดว่าเป็นบล็อกที่ยิ้มตอนเขียนมากที่สุด

แอพพริชิเอชัน

ไม่ค่อยอยากไทยคำอังกฤษคำ, แต่ความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่เราต่าง appreciate การกระทำของกันและกัน

การ appreciate ไม่ได้อยู่แค่เราดีใจที่มีคน appreciate เรา, แต่เป็นการที่ได้ appreciate การมีอยู่ของทั้งอีกฝ่าย และทั้งความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กัน

เรื่องเล็กมากหรือใหญ่มากก็ตามแต่ ถ้าเรายินดีกับการกระทำของอีกคนหนึ่งได้ก็คงจะดีมากๆ–คำขอบคุณและความ appreciate ที่อยากรู้สึกว่ามีให้กันและกัน อาจจะเป็นแค่การดึงมือมาจับ หรือไปจนถึงกระทั่งการสนับสนุนเราทางอารมณ์ในวันที่เราไม่โอเคมากๆ

เรารู้ตัวว่าเราไม่ใช่คนเห็นค่าตัวเองเท่าที่ควร เราคิดว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะทำให้เรา appreciate การมีอยู่ของเรา ทั้งเมื่อเราทำอะไรแล้วเรา appreciate ว่าเราดีใจที่ได้ทำให้คุณ และทั้งเมื่อคุณทำอะไรให้เราแล้วเรา appreciate ว่าเรามีค่าในสายคาคุณนะ

พูดง่ายๆ คืออยากรู้สึกเหมือนมีคนขอบคุณเรา และอยากรู้สึกเหมือนขอบคุณคนคนนั้นไปพร้อมกันแหละ

สเปซ, อินทิแมซี, ไทม์

สเปซมีสองแบบ–สเปซที่มีกัน และสเปซที่ไม่ได้ใช้เวลาด้วยกัน

สเปซอย่างแรกคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงอะไรมาก, การมีกันอยู่ใกล้ๆ มันก็รู้สึกปลอดภัยดี และระยะประชิด (intimacy) มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าคุณยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปไหน

สเปซอย่างหลังอาจจะน่ากลัวไปหน่อย, แต่จริงๆ การห่างเพื่อกลับมาเจอกัน อย่างน้อยก็คือการพักผ่อนที่ดีที่จะเก็บความคิดถึงไว้เป็นพลังตอนเจอกันอีกครั้งหนึ่ง และเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอด หรือคุยกันตลอดหรอก, เราอยากอยู่ตรงนี้ในเวลาที่คุณต้องการเรา และเราก็อยากให้คุณอยู่ตรงนี้ในเวลาที่เราต้องการคุณเหมือนกัน

ดีมานด์ และคอมมิตเมนต์

รักคือการให้โดยไม่หวังอะไร[citation needed]

จริงๆ แล้วความรักเป็นอะไรที่ถ้าจะ long run ในแง่ของความสัมพันธ์แล้ว ยังไงก็ต้อง mutual ไม่ใช่มีเพียงฝ่ายเดียวให้และฝ่ายเดียวรับ เพราะความสัมพันธ์คือการที่สองฝ่ายตกลงปลงใจที่จะ commit ด้วยกัน

ฟังดูน่ากลัวไปหน่อย แต่จริงๆ เป็นงี้แหละ–ทุกครั้งที่เราให้อะไร เราก็เหมือนให้ commitment ที่เรามีกับความสัมพันธ์ออกไปด้วยเหมือนกัน วันหนึ่งถ้าให้จนไม่ได้รับ พลังจาก commitment ที่มีในตัวก็คงจะหมด ดังนั้นการรับอะไรกลับมาก็คือการรับ commitment กลับมาเพื่อพลังจะอยู่ต่อในความสัมพันธ์นั้นเหมือนกัน

ดังนั้นถ้าจะพูดว่ารักคือการ demand มากกว่าการ request ก็คงไม่ผิดนัก เป็นความคาดหวังที่อาจจะรู้สึกว่าความสัมพันธ์มีจุดหมายเพื่อเติมเต็มมากกว่ารู้สึกว่าถ้าเติมเต็มได้ก็คงจะดี

อนาคตที่มั่นคง

อืม แค่นั้นแหละ, apply ได้ตั้งแต่วินัยทางการเงิน การวางแผนเวลา จนถึงการวางแผนอนาคตตัวเองนี่แหละ

อยากเมคชัวร์ว่าถ้าเป็นชีวิตที่เราสองคนมีส่วนทับซ้อนกันมากขึ้นแล้ว มันจะยังคงยั่งยืน


จริงๆ พอมานั่งเขียนอะไรแบบนี้แล้วอ่านอีกรอบ ก็พบว่าหัวข้อหลักๆ ที่คิดว่าควรมีในความสัมพันธ์ เช่นความเข้าใจ ความเห็นใจ หรืออะไรพวกนี้นี่ แทบไม่ได้หยิบมาพูดถึงเลย แต่อาจจะเป็นเพราะกว่าจะมีอะไรตามหัวข้อที่เขียนๆ มา ก็คงต้องมีหัวข้อหลักๆ ที่รู้สึกว่าควรมีก่อนหมดเลยอยู่แล้ว

ขอให้เป็นแบบที่หวังแล้วกัน :)

โปรดให้ฉันเป็น

โปรดให้ฉันเป็นสายลม พัดผ่านยามหน้าร้อน
โปรดให้ฉันเป็นสายน้ำ ชุ่มชื้นเมื่อไหลผ่าน
โปรดให้ฉันเป็นหยาดฝน โปรยลงมาเพื่อดับกระหาย
โปรดให้ฉันเป็นแสงแดด ส่องประกายเธอให้งดงาม

ขอเธอโปรดเป็นต้นไม้ใหญ่ ให้ฉันมีความหมายเมื่ออยู่เคียงเธอ

โอบกอดฉัน

โอบกอดฉันประหนึ่งโลกทั้งใบของฉันคือคุณ

ประทับรอยจูบบนหน้าผากฉันประหนึ่งปัญหาทุกอย่างหายไปแล้ว

ให้น้ำตาของฉันไหลบนบ่าของคุณ ลูบหัวฉันประหนึ่งทุกอย่างจะปลอดภัยเมื่อฉันอยู่ในอ้อมกอดของคุณ

บอกฉันว่าไม่เป็นอะไรตราบที่คุณอยู่ตรงนี้

แล้วทุกอณูของร่างกายฉันจะเป็นของคุณ

เรื่องสั้นประจำวันที่ 22 สิงหาคม 2562

This story is available in English.

มองออกไปนอกหน้าต่าง เธอเห็นฝนหล่นเป็นสาย

เธอสะพายกระเป๋า มองออกไปนอกอาคารอีกที เดินกลับบ้านท่ามกลางสายฝน

ใช่ว่าเธอไม่มีร่มในกระเป๋า–เธอพกร่มเสมอ แค่ไม่อยากใช้มัน เธอไม่รู้ว่าการไม่กางร่มของเธอจะทำให้เธอได้สัมผัสเม็ดฝนเย็นฉ่ำ หรือจะทำให้ทั้งตัวเธอเปียกปอน ไม่รู้ว่าจะทำให้คืนนี้เธอนอนหลับฝันดี หรือจะทำให้เธอต้องเป็นหวัดในวันรุ่งขึ้น

เธอรู้แค่เธอพร้อมจะรับทุกผลการตัดสินใจจากการไม่กางร่ม

ฝนเย็นสัมผัสผิวหนัง บางเม็ดสัมผัสบนหัวเธอ ไหลตามทางสู่ปลายเส้นผม เธอยิ้ม


เธอตื่นเช้าเหมือนเช่นเคย กระแอมลำคอ ไม่รู้ว่าป่วยหรือไม่

เธอตัดสินใจหยิบแมสก์ใส่ไปทำงาน คิดในใจว่าแมสก์ชิ้นนั้นคือสัญลักษณ์แห่งการยอมรับการตัดสินใจของเธอเอง

แค่ใต้แมสก์แผ่นนั้น รอยยิ้มจากเมื่อวานยังคงอยู่ และแทบไม่จางหาย

เรื่องสั้นประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2562

เขาอ่านข่าวตอนเช้า, จริงๆ จะเรียกว่าอ่านข่าวก็ไม่ได้เต็มปาก แม้ว่าจุดประสงค์ของเขาในการเลื่อนผ่านหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย จะเป็นเพื่ออ่านข่าวก็ตาม

นิ้วหยุดที่พิกเซลบนจอซึ่งเรียงตัวเป็นข่าวหนึ่ง สายตาเบิกโพลง


เขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมขาวที่เริ่มแซมบนหัวของเขาบ่งบอกถึงอายุที่ก้าวไป, ผ่านโลกมามาก ผ่านร้อนผ่านหนาว และผ่านเรื่องราว
เขาละมือจากคัตตีซาร์คแก้วนั้น หยิบดินสอจรดกระดาษ ในใจไม่รู้ว่าเรื่องสั้นว่าการสอดแนมบนโลกอินเทอร์เน็ตจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าคนอ่านจะชอบหรือไม่

เขาเขียนไปได้อีกสองสามบรรทัด หยิบกระดาษในมือลงเครื่องย่อยกระดาษ จะมีประโยชน์อะไรในการแต่งเรื่องสั้นนี้อีก ในเมื่อข่าวหนึ่งที่เขาเพิ่งอ่าน–ใช่แล้ว ข่าวที่ทำให้เขาเบิกตาโพลงนั่นแหละ–ตรงกับพล็อตเรื่องสั้นที่เขาเพิ่งเขียน

น่าตลกดีที่เรื่องสั้นของเขาช่างหมองหม่น แต่กลับกลายเป็นจริงในเร็ววันจนเขาคาดไม่ถึง
เขาวางดินสอ หยิบกระดาษแผ่นใหม่ จิบคัตตีซาร์คก่อนเริ่มจรดปากกาลงไปบนกระดาษเปล่าสีนวล


กระดาษเรื่องสั้นเรื่องที่หกของเขาถูกโยนลงเครื่องย่อยกระดาษ

เขาแยกไม่ออกว่าอะไรจริงหรือไม่จริง, น่าตลกที่เรื่องสั้นของเขา แม้จะพยายามเขียนให้หมองหม่นขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับกลายเป็นเรื่องจริงไม่ว่าจะดูไม่น่าเชื่อแค่ไหนก็ตาม

แม้หัวเสียแต่เขากลับขำตัวเองในใจ, หรือจริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นผู้หยั่งรู้–รู้ด้วยประสบการณ์ของเขาเองว่าความมืดมนต่างก็เป็นไปได้แม้ว่าจะฟังดูหลุดโลกเสียเพียงใด

สายลมพัดผ่านเขา, ความคิดหยุดชะงัก

เขาหยิบกระดาษขึ้นมา เขียนโครงเรื่องสั้นเรื่องใหม่ แต่งแต้มจนกลมกล่อม ชื่นชมตัวเองว่าเป็นหนึ่งในพล็อตเรื่องสั้นที่มืดมิดและหมองหม่นที่สุดที่เขาเคยเขียน

เขาเปิดโปรแกรมประมวลผลคำ พิมพ์หัวข้อด้วยฟอนต์ตัวหนาว่า “เรื่องสั้น” พลางชะงักไปพักหนึ่ง

เขาลบหัวข้อนั้น และเปลี่ยนข้อความตัวดำหนานั้นเป็นคำว่า “หัวข้อวิจัย”

หวังในใจว่าพล็อตเรื่องสั้นนั้นจะดี

Beamer tips: overlay for every item in `itemize`

Most of the time when I’m dealing with my slides, it’s very common to do this:

\begin{itemize}
    \item<1-> This is an item
    \item<2-> This is another item
\end{itemize}

This, however, is very time consuming, and I just recently found a tip: just pass the overlay specification into the itemize environment itself!

\begin{itemize}[<+->]
    \item This is an item
    \item This is another item
\end{itemize}

Observe the <+->, which tells the overlay to increment the pause count onwards.

However, I still do have some personal problem: I preferred the items not to be shown any in the very first slide (Beamer’s normal behaviour, to my understanding, is to show the first item on the first slide). In other words, I wanted to pause since the very first item.

This does the job neatly:

\begin{itemize}[<+(0)->]
    \item This is an item
    \item This is another item
\end{itemize}

ก่อนนอนคืนสุดท้าย

“ถ้ารู้ว่าหลังจากคุณนอนครั้งนี้คุณจะไม่ตื่นนอนอีกเลย ก่อนนอนคุณจะทำอะไร”

“เลือกชุดมารีดและแขวนหน้าตู้ ขัดรองเท้าหนัง”

“มีประโยชน์อะไรในเมื่อคุณจะไม่ได้ใส่มันอีก”

“ขอผู้คนโปรดจดจำว่าผมรีดเสื้อและขัดรองเท้าทุกวัน”

ครึ่งชีวิตของความทรงจำ

ตั้งใจจะซักกระเป๋าเป้ ถอดพวงกุญแจที่คล้องทั้งหมดออกมา แล้วก็พบว่าทุกชิ้นมีความเหมือนกันอยู่อย่างนึง–ทั้งหมดล้วนมีความทรงจำเกี่ยวกับความรักเก็บไว้

พอนึกถึงตอนนั้นก็รู้สึกว่าหัวใจตอนที่หยิบพวงกุญแจมาคล้องกับกระเป๋าใหม่ๆ ล้วนแต่เต้นแรงน่าดู, พวงกุญแจบางชิ้นก็อยู่กับเรามานานจนเปลี่ยนกระเป๋าไปสามสี่รอบ บางชิ้นก็คล้องๆ ถอดๆ เหมือนความรู้สึกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา

ความรักบางครั้งก็จบสวยบ้าง ไม่สวยบ้าง, ไม่รู้ว่าครั้งที่จบสวยนั้นไม่ย้อนกลับไปคิดถึงได้ยังไง ไม่รู้ว่าครั้งที่จบไม่สวยพาตัวเองผ่านน้ำตาและคืนที่ฝนตกมาได้ยังไง
จริงๆ ใช้คำว่าไม่รู้ก็ไม่น่าจะถูกมากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ผิดเสียทีเดียว, การพาตัวเองเดินไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานขึ้นทุกวัน ก็ย่อมทำให้ความทรงจำบางอย่างหายไปตามเวลา จะเรียกว่าความทรงจำมี “ครึ่งชีวิต” ของมัน ที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วค่อยๆ สลายไปก็ได้นั่นแหละ

มีคนบอกว่าสักวันหนึ่งพอเรากลับมาดูตัวเองในอดีต เราจะไม่รู้สึกอะไร ไม่รู้สึกทุกข์ ไม่รู้สึกสุข ไม่รู้สึกเศร้า หรือดีใจ หรืออะไรอีกต่อไปแล้ว

สำหรับตัวเองกับพวกกุญแจสองในสาม วันวันนั้นน่าจะมาถึงแล้วแหละ