Formal Photo 101

ต้องการรูปตัวเองที่จริงจังพอมาตั้งแต่มัธยม เพิ่งมาประสบความสำเร็จเมื่อวันนี้

ในฐานะคนที่ ลอง มาแล้ว หลายหน ก็ขอมาบันทึกวิธีการถ่ายที่ดีเอาไว้หน่อย

  • แสงต้องแข็งพอระดับนึง
    • ความพยายามในการแต่งรูปทุกครั้งจบที่การลด contrast/clarity เพื่อให้ภาพสมูธ แต่ถ้าทำแบบนั้นแล้วแสงไม่แข็ง ภาพจะเหมือนออกมาจากกล้องฟรุ้งฟริ้งทันที
    • หาฉากขาวๆ ถ่ายกลางแจ้งตอนที่แดดกำลังโอเค หรือไม่ก็ใช้เลนส์กว้างๆ จะไดคัทไปแปะฉากง่ายขึ้นมาก
      • ถ้าอยากได้ฉากขาวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากระดาษมาแปะเลย
  • ถ่าย
    • f เยอะได้จะดีมาก ผมช่วงหลังจะไม่หลุดโฟกัสแล้วจะไดคัทง่าย แต่แลกมาด้วยฉากไม่ละลาย ถ้าเป็นฉากไม่สีล้วนก็ตาย
    • วิธีถ่ายรูปของเราให้หน้าเดียว: ยิ้มหาเสียงให้เป็น
  • ฉากต้องสวย
    • ถ้าจะ corporate จ๋าก็อาจจะถ่ายในสำนักงานได้ แต่ไม่แนะนำ
    • backdrop ที่เป็นลายๆ แบบหนังๆ ส่วนตัวไม่ชอบ
    • อันที่ชอบเพราะแปลกตา คือ portrait shot ของ Google ที่พื้นหลังเป็น gradient แต่ชอบไม่สุด
    • รูปชุดที่ชอบที่สุด (จนต้องก็อป backdrop มาใช้) คือของอาจารย์ CPE รู้สึกเรียบ แต่ทรงพลังมาก
      • ฉากสีเทาที่ดี (หมายถึงที่ตัวเองชอบ) ให้เจือสีน้ำเงินลงไปนิดนึง จะไม่ดู monochrome
  • posture ต้องเป๊ะ
    • หน้าหันเงยขึ้นเล็กน้อย ห้ามถ่ายจากมุมเสย
      • ทุกครั้งที่ถ่ายรูปแนวนี้เพื่อนที่ถ่ายให้จะเตี้ยกว่าตลอด วันนี้เปลี่ยนไปรบกวนเพื่อนที่สูงพอๆ กัน ทุกอย่างจบ
    • ที่ไม่เคยใส่ใจเลยจนวันนี้เห็นคือไหล่ ถ้าเชิดไหล่ขึ้นจากด้านหน้า ไหล่ต้องไม่ตกเยอะ (คือความชันไหล่หน้าต้องน้อยกว่าไหล่หลัง) และแน่นอนว่าที่เคยลอง มาแล้ว หลายหน ไหล่หน้าตกตลอดหมดเลย
  • วิธีการไดคัทผมที่ดีที่สุด
    • ไดคัทตามปกติ (ใช้ adjust tools ช่วย)
    • Shrink selection 1px, inverse selection แล้วกดลบจนกว่าขอบขาวจะหาย

ถ่ายเอ็มวีฟอร์จูนคุกกี้ + จับมือเฟิรสท์ไทม์

ปกติเรื่องแบบนี้จะไม่เขียนลงบล็อก (ไปลงเฟซแทน) แต่ขอมาเขียนไว้หน่อย ยาว

  • ณ วันที่เขียนบล็อกเอ็มวีก็ตัดเสร็จแล้ว แอร์ไทม์ตัวเองประมาณแปดวินาที
    • อยากอ่าน critics จากเรา ก็ไปหาอ่านตามเพจแล้วจินตนาการเสียงเราแล้วกัน
  • ช่วงที่กระแสสร้างอีเวนต์ในเฟซบุ๊คกำลังดังๆ เราตัดสินใจสร้าง “ฟอร์จูนคุกกี้ที่ตึกซีพีอี” ขำๆ ไม่ได้คิดอะไร
    • ปรากฏดันมีอีเวนต์ให้ส่งวิดีโอเต้นไปร่วมแสดง
    • ถ่ายจริงจัง (ประมาณห้าหกเทค) ตัดจริงจัง (นั่งอ่านคู่มือโปรแกรมตัด) โปรดักชั่นน่าจะดีกว่าหลายๆ ที่แบบเห็นได้ชัด
    • แล้วก็ได้ไปแบบลุ้นๆ (พร้อมกับคนที่บนซื้อซีดียี่สิบแผ่นและสิบห้าแผ่น)
  • ทีมงานขอเสื้อสีพาสเทล จบที่เสื้อ Giordano ตัวในรูป
    • “พาสเทลบ้านมึงเหรอ” — เพื่อนมัธยม
    • “น่าสงสาร แต่ก็จริงนะคะ 55555” — รุ่นน้อง ตอนเล่าว่าเพื่อนมัธยมบอกแบบนี้
  • ถ่อไปสวนสยามตั้งแต่เช้า (แต่ไม่เช้าเท่าคนอื่น)
  • จัดคิวลงทะเบียนได้ห่วยแตกดี เป็นคอขวดมาก ให้คนสองพันคนมาลงทะเบียบสี่แถว ถ้าคนละสิบห้าวิก็สองชม. นิดๆ แล้ว
  • จัดตัวเองเป็นเจ็ดร้อยคนแรกเสร็จแล้วก็ปล่อยเดินเล่นในสวนสยาม, เปิดเพลงโคโคทามะให้น้องคนนึงฟัง first time
    • อาาา บอกเลยฉันชอบเธออออ
  • พอได้เวลานัดก็ทยอยกลับมา เราเป็นคนกลุ่มท้ายๆ ที่กลับเข้ามาที่ถ่ายเอ็มวี
  • ทีนี้ทางเดินมาจุดพักมันสวนกับลานที่ถ่าย ก็เหมือน stack datatype คือคนมาทีหลังก็ได้เดินออกไปยืนตรงถ่ายเอ็มวีก่อน
    • และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมทีม CPE48 ถึงได้อยู่ตรงนั้นเยอะมากๆ
  • เทคแรกๆ ถ่ายไม่มีเมมเบอร์ ก็เหนื่อยดี สองสามรอบมั้ง
  • พอเมมเบอร์ออกมาเท่านั้นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยน
  • ถ่ายกันอีกพักนึงมั้ง พักหลังๆ นอกจากร้อนก็ไม่มีสมาธิละ มองเมมเบอร์อย่างเดียว

กระบวนการจับมือ — ภาพจาก https://blogs.msdn.microsoft.com/kaushal/2013/08/02/ssl-handshake-and-https-bindings-on-iis/

 

  • แล้วก็งานจับมือรอบเข็มกลัด เป็นงานจับมือ first time
    • สั่งเข็มกลัดอันเดียว ตอนแรกบ่นเรื่องค่าส่งมหาศาล ไปๆ มาๆ คุ้มสุดโว้ยย 250+70 ได้เข็มสอง รูปหนึ่ง บัตรหนึ่ง
  • เราไม่อยากจับมือสักเท่าไหร่เอาเข้าจริง คือรู้สึกมันพิเศษกว่าที่จะมาจับไอดอล (เอากันตรงๆ คืออยากเก็บไว้จับมือแฟน)
    • เคยโดนคนที่ดูใจขอจับมือครั้งนึง นั่งเขินไปเกือบครึ่งชั่วโมงอ่ะ
    • ไม่ได้ไม่อยากไปนะ แต่อยากยืนพูดเฉยๆ
  • ไลฟ์ตอนเช้าไม่มีอะไรน่าพูดถึงมาก มีสตีฟจ๊อบมา keynote หลังโชว์
  • ไปกินข้าวและกลับมาช้า พบว่าแถวเฌอยาวมาก แล้วมันยาวแบบนี้

  • เผื่อใครมองไม่ออก มันคือซิกแซกสามชั้นตรงเลนเฌอ แล้วมาซิกแซกข้างนอกอีก
  • เรามาตอนก่อนปิด ~20 นาที ได้เข้าเป็นกลุ่มสุดท้ายๆ
    • ถ้าตีว่า process คนนึงใช้เวลา 15 วิ ก็ประมาณ 80 คนหน้าเราอ่ะแหละ
  • คิดไว้จากบ้านแล้วว่าจะพูดอะไรบ้าง: “ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้ เราเป็นกำลังใจให้เฌอ เฌอเป็นกำลังใจให้เราด้วยนะ”
    • เราตั้งชื่อ subdomain ที่โยนงานทีเอเทอมนี้ไว้ที่ https://cherprang.srakrn.me/
      • ไม่ได้ hype ไอดอลขนาดต้องเอามาตั้งชื่อ แต่เฌอคือคนนึงที่เรานับถือ มีความ maturity และความรับผิดชอบสูงมาก
        • พูดแบบไม่อวยคือเรารู้สึกเรากับเฌอมีอะไรร่วมกันอยู่บ้าง เช่น ชอบคนอบอุ่นและเก่งกว่าเหมือนกัน อยากทำอะไรใหม่ๆ บลาๆ
          • เฌอเป็นกัปตันเราเป็นเฮดภาค เรียกเราแคปแทนสิ
          • เออ โคตรแทนเลย hype ไอดอลที่ “เก่งกว่า” เนี่ย
    • มาคิดอีกทีอยากบอกเฌอว่า “เหนื่อยหน่อยนะ สู้ๆ นะ” ก็เลยกะจะตัดตรงขอกำลังใจจากเฌอออก
      • มางานจับมือนี่จริงๆ คือมาขอบคุณคนที่ทำให้เห็นว่า consistency ในการทำงานที่ดีเป็นแบบไหน
        • โคตรแทนอีกแล้ว
  • รู้ตัวอีกทีก็คิวต่อไป
  • ยื่นบัตรจับมือ สวัสดีเฌอหนึ่งครั้ง เฌอยื่นมือให้จับ
  • เดินเข้าไปจับมือ
    • สุดท้ายก็จับ
    • เฌอแอบบีบมืออยู่นะ ไม่ได้จับหลวมๆ
  • “สวัสดีนะเฌ เหนื่อยหน่อยนะครับ เราเป็นกำลังใจให้นะ”
    • เฌอยิ้ม
  • “ก็ ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้ตลอด เราเป็นกำลังใจให้เฌอ เฌอเป็นกำลังใจให้เราด้วยนะ”
    • สุดท้ายก็ขอกำลังใจ
    • “ค่าา สู้ๆ นะ” แคป
  • เชี่ย เวลาเหลือ
  • เฌอเพิ่งมีชื่อในเปเปอร์เรื่องการพิสูจน์ผลทางไฟฟ้าเคมีของ blue bottle experiment (ขก.หาเลข DOI มาแปะ) ก็นั่งอ่านอยู่ตอนรอเวทีไลฟ์
  • เลยบอกเฌอไปว่า “พยายามอ่านเปเปอร์เฌออยู่นะ”
    • เฌอชูกำปั้นมือขวาแล้วโอ๊สสให้หนึ่งที
  • หมดเวลาพอดี
  • เดินออกมาทางออก
    • ยืนเขินนานมากตรงทางที่เดินออก คนที่ต่อแถวจับมือ เซะกิ ทูช็อต คุยกับจ๊อบซังเลนข้างๆ แซ็วว่าฟินล่ะสิ
      • ก็ฟินนะ แต่ดีใจมากกว่าที่ได้มาขอบคุณ
        • เวลาเราทำอะไรให้ใครแล้วมีคนขอบคุณ เรารู้สึกแรงตรงนั้นผลักเราได้ดีมาก
        • ก็หวังว่าจะสามารถผลักคนที่ให้แรงบันดาลใจเราได้
  • ต่อคิวเอาเข็มกลัดต่อ
    • คิวยาวมาก เข้าใจทีมงานเปิดคิวหลายคิวไม่ได้เพราะใช้กระดาษอย่างเดียว แค่ถ้าพี่ใช้คอมบันทึกสถานะทุกอย่างก็จบหมดแล้ว
      • ตั้งแต่ถ่ายเอ็มวีแล้ว ถ้าลงทุนทำระบบเก็บทะเบียนเก็บสถานะพวกนี้หน่อย ได้ใช้หลายงานแน่ๆ
        • ไม่ได้ dev ยากอะไรเลยด้วยซ้ำ
          • จ้างทีม CPE48 ทำน่าจะไม่ต้องจ่ายสักบาท ขอเซะกิก็พอ
  • ได้เมต๋า คุณไข่ และรูปต๋า
    • ต๋าน่ารักนะแต่ไม่ได้ตามขนาดนั้น (ไม่อยู่ในลิสต์โอชิด้วย) ปล่อยทั้งรูปและเข็มรวมกันไปในราคาสองร้อย
    • เงินสองร้อยก้อนนั้นกลายเป็นที่บดกาแฟไปแล้ว
  • จบ ง่วง กลับ นอน

สถิติการถูกพูดถึงเรื่องเอ็มวี

จากภาพข่าวเอ็มวี

  • ทวิตเตอร์สามสี่ทวิต
  • โดนแท็กมาในเฟซบุ๊ค
  • ทุกคนเปิดรูปข่าวมาแซ็ว

จากตอนเอ็มวีออก

  • ทวิตเตอร์แปดทวิต รวมทวิตคุยๆ กัน
  • ไอจีหนึ่ง

ก็ once in a lifetime ดี

Dazai Osamu — The Setting Sun

The Setting Sun คืองานเขียนชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของดะไซ โอะสะมุ (Dazai Osamu) เนื้อเรื่องถ่ายทอดผ่านบันทึกหรือการเล่าเรื่องของคะซุโกะ บุตรสาวจากตระกูลอำมาตย์ที่สิ้นเนื้อประดาตัวหลังจากสงครามโลกคร้ังที่ 2 จบลง

บันทึกของคะซุโกะถ่ายทอดเรื่องราวที่เธอ — และครอบครัวของเธออันประกอบไปด้วยแม่และพี่ชายต้องพบเจอ เนื้อเรื่องของบันทึกกล่าวถึงความถดถอยของตระกูลเธอ พร้อมพูดถึงทัศนะ ปัญหาทางสังคม และการเปลี่ยนไปของญี่ปุ่นหลังสงคราม และชื่อหนังสือ “อาทิตย์อัสดง” (The Setting Sun) นั้นอาจมองว่าเป็นการ “อัสดง” อำนาจของญี่ปุ่น — เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งพระอาทิตย์ขึ้น” (The Land of Rising Sun) ก็เป็นได้

[spoilers ahead]

ความเศร้าในนิยายเล่มนี้อาจจะมาจากตัวของดะไซ โอะสะมุเองอยู่ไม่น้อย — เชื่อได้ว่าอาการติดฝิ่นของพี่ชายนั้นมาจากช่วงสงครามที่ดะไซเสพย์ติดยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของมอร์ฟีน, การป่วยเป็น TB ของ “แม่” ในหนังสือซึ่งนำมาสู่การเสียชีวิต ก็ถอดแบบมาจากอาการป่วยโรคเดียวกันของดะไซ, และการจบชีวิตของพี่ชายและตัวดะไซเองก็มีจุดร่วมอยู่ที่การฆ่าตัวตาย — เป็นความชวนชะงักอยู่ไม่น้อย ว่า ณ มุมที่เราสัมผัสความรู้สึกที่ดำเนินไปของคะซุโกะ เราก็กำลังสัมผัสความปวดร้าว (sufferer) ของดะไซอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

[end of spoilers]

โดยสรุปแล้ว The Setting Sun สามารถให้ภาพที่ชวนหดหู่ของการเปลี่ยนไปในทัศนะและความรู้สึกของบุคคลบุคคลหนึ่ง ต่อการถดถอยทั้งชนชั้น ทรัพย์สิน ความคิด และความรู้สึก ผ่านภาพที่ชัดเจนและชวนให้ปวดร้าวอยู่มิใช่น้อย เป็นหนึ่งในนิยายที่สามารถทำให้ผู้อ่านจมลงกับความรู้สึก (sink in the feelings) ได้สมกับเจตนาที่ดะไซน่าจะอยากให้เป็นได้อย่างสวยงาม

ผมแต่งนิยายรัก

ผมแต่งนิยายรัก
นิยายของผมมีตัวละครเป็นผมและคุณ

ผมแต่งนิยายรัก
ค่อยๆ แต่งมันด้วยทุกคำพูดและการกระทำที่ให้คุณ

คุณช่วยผมแต่งนิยายรัก
ทุกเรื่องที่เราคุยกัน ทุกการกระทำ ทุกสถานที่ที่มีเรา มันปรากฏอยู่ในนิยายของผม

ผมแต่งนิยายรัก
เพราะความรู้สึกที่ “ผม” ให้ “คุณ” มันคงอธิบายเป็นอย่างอื่นไม่ได้

นิยายรักของผมอาจจะกำลังเริ่มต้น — หรืออาจจะกำลังจบ — หรืออาจจะไม่เป็นตามโครงที่วางไว้ว่าเราสองคนอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า
แต่มันก็เป็นนิยายรักที่ผมภูมิใจ เป็นนิยายรักที่มีตัวละครแบบที่ผมอยากให้เป็น

และทุกครั้งที่กลับมาอ่าน ความทรงจำดีๆ คงกลับมา พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าที่ปรากฏอีกครั้ง

คำถามห้าข้อ

“Blair’s Doctrine” (หลักคิดของแบลร์) ซึ่งเป็นหลักคิดของโทนี แบลร์ อดีดนายกรัฐมนตรีของอังฤษ เสนอว่าก่อนจะดำเนินการทางทหารกับประเทศใดๆ เราควรตอบ “ใช่” กับคำถามห้าข้อนี้

  1. Are we sure of our case? (เรามั่นใจใช่หรือไม่ว่าเราทำถูก)
  2. Have we exhausted all diplomatic options? (สอง เราไม่มีวิธีการทูตเหลือแล้วใช่ไหม)
  3. Are there military operations we can sensibly and prudently undertake? (มีปฏิบัติการทางทหารที่เราจะสามารถใช้ได้อย่างรับผิดชอบและมีเหตุผลหรือไม่)
  4. Are we prepared for the long term? (เรารับผลระยะยาวได้หรือไม่)
  5. Do we have national interests involved? (เรามีเหตุผลแห่งรัฐของเราเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่)

แม้จะเป็นคำถามที่ค่อนข้างกว้าง แต่หลักคิดของแบลร์ก็สามารถให้คำตอบคร่าวๆ กับการตัดสินใจใดๆ ที่อาจนำพาไปสู่ความลำบาก

ขอเสนอหลักคิดของแทน — ในการยืนยันว่าเราชอบใครจริงๆ เราควรตอบคำถามเหล่านี้

  1. Are we sure of our feelings? (เรามั่นใจในความรู้สึกใช่ไหม)
  2. Are we sure of our feelings? (เรามั่นใจในความรู้สึกใช่ไหม)
  3. Are we sure of our feelings? (เรามั่นใจในความรู้สึกใช่ไหม)
  4. Are we sure of our feelings? (เรามั่นใจในความรู้สึกใช่ไหม)
  5. Are we sure of our feelings? (เรามั่นใจในความรู้สึกใช่ไหม)

เพราะเรื่องบางเรื่องก็ปล่อยมันเป็นความรู้สึกไปเถอะ

Aldous Huxley – Brave New World

Brave New World เป็นงานเขียนของอัลดัส ฮักซ์ลีย์ ว่าด้วยอนาคตในปี 632 “ฟอร์ดศักราช” ข้างหน้า
จุดเริ่มต้นของ “ฟอร์ดศักราช” นั้นนับมาจากความสำเร็จของเฮนรี ฟอร์ด ในการพัฒนารถฟอร์ด โมเดล ที ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตแบบสายพาน

“โลกใบใหม่ [A (brave) new world]” คือโลกแห่งอุดมคติ ผู้ควบคุมโลก (world controllers) ทั้งสิบคนได้ปกครองโลก “รัฐโลก” (world state) เพื่อสันติสุข
พันธุวิศวกรรม การปลูกฝังจิตใต้สำนึก และการใช้สารเสพติดชื่อว่า “โซมา” ที่ไม่มีผลข้างเคียง ทำให้โลกใบใหม่ใบนี้เป็น “โลกวิไลซ์”* ที่ผู้คนต่างอยู่อย่างไร้ซึ่งทุกข์

เบอร์นาร์ด มาร์ซ วิศวกรชนชั้นแอลฟา-พลัส เป็นหนึ่งในตัวละครหลักในเรื่องนี้ เขาเกิดมาบนโลกนี้พร้อมความผิดพลาดบางประการ ทั้งส่วนสูงที่ไม่เท่ากับคนในชนชั้นเดียวกัน และความฉุนเฉียว (ซึ่งผู้คนลือกันว่าเกิดจากความผิดพลาดขณะฟัก ที่พนักงานฉีดยาเผลอฉีดแอลกอฮอล์ซ้ำ ทำให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของเขาสูงกว่าคนปกติ) เพื่อนคนเดียวของเขาคือกวีชื่อเฮลม์โฮลตซ์ วัตสัน ผู้ซึ่งรู้สึกว่าบทกวีของเขาไม่สามารถบรรยายทุกข์ในโลกที่ไร้ซึ่งทุกข์ได้

นอกเขตปกครองของรัฐโลก เป็นเขตที่ผู้คนในรัฐโลกรู้จักในนามของ “เขตอนุรักษ์พันธุ์ชนชั้นป่าเถื่อน” (savage reservation) ที่ซึ่งผู้คนอยู่อย่างไร้อารยธรรม เกิด แก่ เจ็บ และตาย ไม่มีความสุข ป่าเถื่อนและล้าหลัง
ที่นั่น มาร์ซได้เจอกับเด็กชายนามว่า “จอห์น” — บุตรอันเกิดจากความผิดพลาดของผู้หญิงคนหนึ่งนามว่า “ลินดา” ซึ่งแต่เดิมเคยอยู่ในรัฐโลก ก่อนที่จะพลัดหลงกับคณะขณะเธอมาเที่ยวเขตอนุรักษ์นี้ ที่นี่ ลินดาตั้งท้องกับชายนามว่า “โทมาคิน” และการที่เธอท้องนั้นเองทำให้เธออับอายกว่าที่จะคิดกลับไปที่รัฐโลก
ปมหลักของเรื่องนี้เกิดขึ้นเบอร์นาร์ดพาจอห์น และลินดากลับไปที่รัฐโลก ตามคำสั่งของผู้ควบคุมโลก เพื่อศึกษาพฤติกรรมของการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ของมนุษย์

 

[spoilers ahead]

สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า Brave New World แตกต่างจากนิยายดิสโทเปียนทั่วไป โดยหลักนั้นเกิดจากการถ่ายทอด ซึ่งเลือกถ่ายทอดผ่านการเข้าไปสู่สังคม “ศิวิไลซ์” ของจอห์น — แตกต่างจากวิธีการเล่าเรื่องโดยทั่วไปของนิยายแนวนี้ ที่มักพูดถึงการพบเจอธรรมเนียมดั้งเดิมก่อนสังคมจะศิวิไลซ์

การถ่ายทอดแนวคิดของสังคมสมัยเก่าในหลายๆ ส่วน ผ่าน “เขตอนุรักษ์พันธุ์ชนชั้นป่าเถื่อน” ทำให้ภาพของความแตกต่างกันแบบสุดขั้วของสังคมสองสมัยปรากฏขึ้นมาได้พอชัดเจน ภาพของชนเผ่าอินเดียนแดงในเขตอนุรักษ์ฯ และภาพของประชากรโลกใหม่นั้นให้เฉดที่แตกต่างกันมาก (in a high contrast)
การดำเนินเรื่องในช่วงหลังโดยมีจอห์นซึ่งเป็นมนุษย์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างคนสองยุค ทำให้เห็นภาพของความสุตโต่งที่พบในโลกใหม่ ซึ่งไม่อาจมองเห็นได้โดยผู้ที่อยู่ในระบบสังคมนั้นจนชิน — เป็นการดำเนินเรื่องที่ฉลาด และเฉียบคมอยู่ไม่ใช่น้อย

ปมของเบอร์นาร์ด มาร์ซตอนต้นเรื่อง แม้ส่วนตัวจะรู้สึกว่ากินระยะเวลานานมากในการพรรณนาก่อนจะถึงปมหลัก (ซึ่งส่วนตัวมองว่าคือเรื่องราวของจอห์น) แต่ภาพของจอห์นในเขตอนุรักษ์ป่าเถื่อน และภาพของมาร์ซในรัฐโลก ก็เป็นภาพที่ทับซ้อนกันอยู่พอสมควร ทั้งคู่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมที่ตนอยู่ และปมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดมากขึ้นเมื่อภาพของรัฐโลกที่แม่ของจอห์นวาด (portrays) ไว้ให้ช่างต่างจากสิ่งที่เป็นจริงในมุมของเขาเสียเหลือเกิน

หากนับ We ของซามยาตินเป็นหนึ่งใน “ผู้บุกเบิก” นิยายแนวดิสโทเปียแล้ว งานของฮักซ์ลีย์ก็น่าจะตอบปัญหาของความมีอยู่ของ “รัฐอุดมคติ” ได้ชัดเจนขึ้น แนวคิดหลายๆ อย่าง (เช่น การสั่งสอนของรัฐให้คนทิ้งเสื้อผ้าที่ขาด แทนที่จะซ่อม เพื่อทำให้วงเวียนแห่งอุปสงค์ดำเนินต่อไป) ทำให้รู้สึกว่ารัฐอุดมคตินั้นอยู่บนพื้นฐานของความจริงมากกว่าความเป็นนิยาย

การอ่านบทเกริ่นนำของเดวิด แบรดชอว์ซึ่งอยู่ตอนต้นของหนังสือ** ทำให้ทราบชัดขึ้นว่า ฮักซ์ลีย์เห็นภาพการเติบโตซึ่งพลังอำนาจของสำรัฐอเมริกา รวมถึงสภาพเศรษฐกิจของลอนดอนและยุโรปในสมัยนั้นซึ่งเป็นยุคถดถอย และเป็นภาพเหล่านี้เองที่ฮักซ์ลีย์หยิบมาถ่ายทอดจนออกมาเป็นส่วนหนึ่งของแก่นของ Brave New World

ไม่ว่าจะอ่านโดยมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของการส่งสาสน์ว่าด้วยความน่ากลัวของโลกดิสโทเปีย, มองเป็นโศกนาฏกรรมของจอห์น, หรือมองว่าเป็นการ “กระแนะกระแหน” สภาพของสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น, Brave New World ก็เป็นหนึ่งในนิยายดิสโทเปีย ที่ถึงแม้จะไม่ได้ปลูกภาพของความน่ากลัวแห่งดิสโทเปียไว้ได้เท่ากับ 1984 แต่ก็ทำให้ภาพหลายๆ อย่างของมันชัดเจนและเป็นจริงมากขึ้น (more realistic and vivid).


* โลกวิไลซ์ ในที่นี้เป็นการเล่นกับชื่อหนังสือเล่มนี้ฉบับภาษาไทย
** ฉบับที่จัดพิมพ์โดย Penguin Random House ในชุด Vintage Classic

ทัศนะและการตีตรา

ภาพ: เจอรัลด์ ฟอร์ด อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ (คนขวา) มอบเหรียญรางวัลให้ George Dantzig (คนซ้าย)

(เผยแพร่ครั้งแรกที่เฟซบุ๊คส่วนตัว)

ในปี 1939 นักศึกษาที่ UC Berkeley คนนึงเข้าห้องเรียนสาย เขาพบว่าอาจารย์ทิ้งโจทย์ไว้สองข้อ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปสอนอย่างอื่นต่อ
George Dantzig คือชื่อของนักศึกษาคนนั้น เขากลับบ้านไปทำการบ้านสองข้อนั้นส่งให้อาจารย์ในวันถัดมา ด้วยความรู้สึกว่าเป็นโจทย์ที่ยากกว่าปกตินิดนึง

อันที่จริง “การบ้าน” สองข้อนั้น เป็นโจทย์ปัญหาสถิติที่ยังไม่มีใครสามารถแก้ได้ และ “วิธีทำ” ของการบ้านข้อหนึ่งก็ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The College Mathematics Journal ของสมาคมคณิตศาสตร์แห่งอเมริกา และกลายเป็นธีสิสจบของ Dantzig เองด้วย

 

แนวคิดของ “ทัศนะคติบวก” เป็นหนึ่งในเรื่องที่พบได้มากทั่วๆ ไป ตั้งแต่กรณีของ Dantzig ซึ่งทำให้เห็นว่าบางครั้งอุปสรรคต่อการทำอะไรคือเรื่องของความคิดและการรับรู้ (mindset and perception) และแนวคิดคล้ายๆ กันนี้ก็กลายไปอยู่ในแนวคิดของการประทับตรา (labelling) ในสังคมวิทยา

การประทับตรา (ไม่ได้พูดถึงในแง่สังคมวิทยา) เกิดขึ้นได้ทั่วไป ตั้งแต่การแยกห้องเด็กเก่งเด็กอ่อน ถึงการตราหน้าว่าใครเป็นคนดี คนชั่ว
บางครั้งการประทับตราที่น่ากลััวที่สุดก็เกิดจากตัวเอง หากเรานิยามตนเองว่าทำไม่ได้ ว่าโง่ ว่าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคม ในที่สุดแล้วจิตสำนึกและทัศนะส่วนที่ลึกที่สุดก็จะถูกดูดกลืนจากตราที่ตัวเองประทับ

ส่วนตัวเชื่อว่าตราที่ตัวเองเป็นคนประทับ มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์กว่าตราของคนอื่น เพราะเป็นตราที่เราเชื่อว่าเราเป็นจริงๆ จึงไม่น่าจะปฏิเสธได้ว่า

บางครั้งการเริ่มเปลี่ยนอะไรในตัวเอง (หรือแม้แต่ในสังคม) ก็เริ่มจากการเลิกประทับตราแง่ลบทั้งหลายใส่ตัวเอง มองโลกตามจริงในแบบที่เป็น (in a neutral way) ถึงจุดนั้นน่าจะเห็นอะไรชัดขึ้นเองว่าเราควรทำอะไร รับรองว่าจะเป็นสิ่งที่สมควรแก่การทำจริงๆ มากกว่าการมานั่งประทับตราตัวเอง

 

George Dantzig เป็นนักคณิตศาสตร์ผู้คิดค้น Simplex method ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหา linear programming โดยใช้เมทริกซ์ (x, y, z, a, b, p ที่เราเรียนกันตอนมัธยม)

George Orwell – 1984

1984 เป็นหนึ่งในตำนานของงานวรรณกรรม และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพและแนวคิดของรัฐดิสโทเปียที่ถ่ายทอดผ่านตัวอักษรนั้นช่างชัดเจน (clear and vivid)

เรื่องราวของ 1984 ถูกเล่าผ่านตัวละครนามวินสตัน สมิธ ผู้ซึ่งทำงานให้กับกระทรวงแห่งความจริง (Minitrue) โดยคอยปรับแต่ง (manipulate) ประวัติศาสตร์ของสื่อสิ่งพิมพ์ให้มีความจริงเพียงความจริงเดียวเท่านั้น

████████████████████ ███████████████████████████████████████████████ ██████████████████ ██████████████████████████████████████ ███████████

██████████████████████

████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████ ████████████████████████ █████████████████████████████████████████████████ ████

███████████████████████████ █████████████████████████████ ███████████████

██████████████████ ████████████████████████████████ ██████████████████████████ ██████████████████████████████████████ ██████████

โดยสรุปแล้ว 1984 สามารถถ่ายทอดแนวคิดของการมีอยู่ของ “มหารัฐ” ผ่านแง่มุมต่างๆ เช่น████████████, การควบคุม███████ผ่าน███████████และ██████████ รวมถึงแนวคิดแห่งการทำให้คน “ไม่สามารถคิดได้” เช่น █████, █+█=█, ███████████

ไม่มีข้อกังขาเลยว่าทำไม 1984 จึงเป็นนิยายระดับ “ตำนาน” ภาพของมหารัฐโอเชเนียที่ถ่ายทอดผ่านตัวอักษรออกมาสามารถทำให้ผมขนลุกประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชากรแห่งมหารัฐที่กำลังมีความคิดของตัวเอง และเพราะเหตุนี้ผมคงไม่ลังเลที่จะแนะนำว่า 1984 เป็นนิยายที่ทุกคนควรอ่านสักครั้ง (for once in a lifetime)

เป็ดน่ากลัว

เราอาจจะได้ยินการเปรียบเทียบคนที่ทำอะไรหลายๆ อย่างได้เป็น แต่ไม่เก่งจริงๆ สักอย่างว่าเป็นเป็ด
ว่ายน้ำได้ บินได้ แต่ว่ายก็ไม่คล่อง บินก็ไม่สวย

วันนี้ระบบส่งงานเก่าของรายวิชาที่เป็น TA มีปัญหานิดหน่อย ช่องทางปกติไม่สามารถส่งงานได้ ก็ใช้เวลาสองสามชั่วโมงในการเขี่ยระบบส่งชั่วคราวมาใช้

ข้างหลังก็ชุ่ยๆ ใช้ AJAX ยิง request ไปแบบขอไปที ตอนเขียนก็เขียน jQuery ธรรมดา ไม่มีอะไรพิสดาร

แต่อยู่ดีๆ ก็มานั่งนึกว่าตัวเองน่าจะทำอะไรได้เป็นมากพอในระดับนึง (ถึงแม้จะยังไม่เทียบชั้นคนอื่น) และพอเห็นแล้วว่า “เป็ด” ที่เก่งกว่าเรานี่น่ากลัวขนาดไหน

โลกนี้บางทีก็อาจจะไม่ได้ต้องการคนเฉพาะทางที่ลงลึกมากขนาดนั้น แต่อาจจะถูกขับเคลื่อนด้วยเป็ดที่ความสามารถตื้น แต่เยอะกว่า ทำงานได้หลายอย่างมากกว่าก็เป็นได้

ถึงกระนั้นก็ยังไม่นับตัวเองว่าเป็นเป็ด (เพราะกากเกิน :P) และไม่คิดว่าเป็นเป็ดดีจริงๆ อยู่ดี ฮา

แต่เป็ดที่เก่งน่ากลัวจริงๆ นะ

Yevgeny Zamyatin – We

This is a book to look out for. — George Orwell

อาจนับได้ว่า We โดย Yevgeny Zamyatin เป็นวรรณกรรมแนวดิสโทเปียชิ้นแรกๆ และเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้ George Orwell เขียน 1984

We เล่าเรื่องราวของประชากรรหัส (ciphers) ที่อาศัยอยู่ในมหารัฐ (one state) โดยอยู่ในจุดที่ความสุขทั้งหมดเกิดขึ้นแบบมีตรรกะ หลักการ และอยู่บนความคิดเชิงคณิตศาสตร์ที่ตรงไปตรงมา (rational) มาก
ตัวเอกของเรื่องซึ่งมีรหัสว่า D-503 เป็นวิศวกรต่อยานอวกาศนามว่าปริพันธ์ (Integral) ที่มีเป้าหมายเพื่อขยายอำนาจของมหารัฐสู่ดาวดวงอื่น

Zamyatin เป็นวิศวกรต่อเรือ นิยายเรื่องนี้จึงพบความเป็นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อยู่ค่อนข้างมาก (เช่น พูดถึงการใช้อนุกรมเทย์เลอร์มาแต่งเพลงด้วย “ความสวยงามทางคณิตศาสตร์ ที่ดีกว่าศิลปะของพวกมนุษย์โบราณ”)

หากอ่าน 1984 มาก่อน We จะพบว่าโครงเนื้อเรื่องของนิยายดิสโทเปียอาจจะสามารถเดาได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ We เลือกถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบันทึกของ D-503 ซึ่ง Zamyatin ประสบความสำเร็จอย่างมากในการปั้นตัวละคนที่มีคตินิยม (ideology) อันจำนนและไม่ขัดขืนต่อรัฐ
อันที่จริงแล้ว นอกจากความเป็นวิศวกรของ Zamyatin จะพบได้ในหนังสือเล่มนี้ เราอาจพบสังคมรัสเซียในช่วงนั้นสอดแทรกอยู่ด้วยก็เป็นได้ (เพราะ Zamyatin ถูกเนรเทศไปไซบีเรียถึงสองครั้ง)

ไม่แปลกเลยว่า We นับเป็นจุดเริ่มต้นของนิยายแนวดิสโทเปียจำพวกโลกหนึ่งอำนาจ แม้รายละเอียดบางส่วนอาจจะไม่ครบครันเท่านิยายรุ่นน้อง แต่ก็สามารถถ่ายทอดภาพของรัฐอำนาจเบ็ดเสร็จในหลายแง่มุมผ่านตัวละครที่ถูกล้างสมองแล้วได้เป็นอย่างดี

(อ่านจบหลัง 1984 แต่เขียนถึงก่อน 1984 และซื้อมาหลัง Brave New World แต่หยิบมาอ่านก่อน ฮา)