VISTEC Internship – Life at the Campus

จากที่ตั้งใจว่าจะเขียนบล็อกฝึกงานทุกสัปดาห์ ตอนนี้กลายเป็นสองสัปดาห์หนึ่งบล็อกไปเป็นที่เรียบร้อย 55555555

อยู่ที่ VISTEC มาจะสองอาทิตย์แล้วครับ เพิ่งมีเวลาว่างมากพอที่จะเขียนอะไรยาวๆ ได้ เลยแอบมาบันทึกไว้หน่อย -w-)/

แล็บวิจัย

VISTEC มีสี่สำนักวิชา (เทียบเท่ากับคณะ) ครับ และแน่นอนว่าสำนักวิชาที่ผมมาทำงานด้วยก็หนีไม่พ้นสำนักวิชา Information Science and Technology (IST)

ตอนนี้ที่ IST กำลังดึงอาจารย์เก่งๆ มาหลายท่านครับ แต่ท่านที่เข้าใจว่าอยู่ประจำมีอยู่สามท่านได้แก่

  • อาจารย์ปรเมษฐ์ มนูญพงศ์ ดีกรี Full professor สองถึงสามสถาบัน ทำงานทางด้าน robotics เต็มตัว
  • อาจารย์สรณะ นุชอนงค์ ที่ทำด้าน Data Science เพิ่งย้ายกลับมาจาก CityU ที่ฮ่องกง
  • และอาจารย์ธีรวิทย์ วิไลประสิทธิ์พร อาจารย์ที่ผมสังกัดทำงานด้วยครับ :D

ตอนนี้สองงานวิจัยที่แล็บฯ กำลังทำควบกันคืองานของทั้งด้านการสั่งงานด้วยคลื่นสมอง (Brain-Controlled Interfaces) และระบบอยู่อาศัยอัจฉริยะ (Smart Living Solutions)

งานของผม

สำนักวิชา IST ที่ VISTEC กำลังสร้างตึกใหม่ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จมาเปิดอาคารภายในช่วงสิงหาคม งานของผมในตอนนี้คือการทำการสาธิตผลงานวิจัยที่แล็บกำลังสนใจอยู่

ซึ่งตอนนี้ scope งานของผมเป็นการสั่งงานควบคุมทิศทางผ่านการมองเคอร์เซอร์ครับ แค่ใส่หมวกวัดคลื่นสมองแล้วมองว่าจะเอา “ขึ้น-ลง-ซ้าย-ขวา” ก็สามารถคุมเคอร์เซอร์บนจอได้ (ความจริงต่อกับ simulation หุ่นกระป๋องมีล้อวิ่งแล้วด้วยนะ แต่ยังไม่ได้ถ่ายลงแค่นั้นเอง >__<)

จริงๆ แล้วงานตรงนี้เรากำลังขยายเพื่อต่อยอดครับ เช่น

  • จากการสั่งงานเพื่อคุมทิศทางอย่างเดียว (เช่นคุม wheelchair) เราอาจจะจับ vision ว่าผู้ใช้มองอะไรอยู่ เพื่อที่จะได้สั่งงานได้ ผมเขียน proof-of-concept โดยใช้ QR Code ง่ายๆ มาคอย monitor กล้องจากมือถือของผม
  • ในอนาคตเราต้องสามารถปรับความเร็วได้ด้วยการคิดความแรงของสัญญาณเป็นต้น

จริงๆ แล้วศักยภาพของ BCI นี่ค่อนข้างกว้างนะครับ เราน่าจะสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างใหม่ๆ ได้จากงานตรงนี้ ทางแล็บเองก็พยายามนำเอา approach ใหม่ๆ มาใช้ ทั้ง Machine Learning/Deep Learning เพื่อให้ได้งานวิจัยที่เจ๋งเป้งออกมาครับ :D

ชีวิตในรั้วสถาบัน

อย่างหนึ่งที่ควรพูดถึงคือชีวิตใน VISTEC นี่เรียกว่าสุขสบายก็ได้ครับ ส่วนหนึ่งเพราะพื้นที่ที่กว้างขวางเมื่อเทียบกับบุคลากร ทำให้เราได้เห็น…

  • แนวทางการออกแบบที่ตั้งใจให้เป็น remote research centre ทำให้ที่นี่มีทุกอย่างเพียงพอที่จะประทังชีวิต
  • การวางผังสถาบันที่ทำให้สามารถเดินใน campus ได้ทั่ว (ตึกทั้งหมด ณ ปัจจุบันอยู่ในระยะเดินได้สบายๆ)
  • ภูมิสถาปัตย์ที่สวยมาก! การได้ทำงานในที่บรรยากาศดีๆ นี่มันช่วยได้จริงๆ
  • facilities หลายอย่างที่ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน

ผมเป็นคนไม่ชอบนั่งรถอยู่แล้ว (จริงๆ คืองกค่ารถ 55555) ดังนั้นผมเลยโอเคกับการที่มี walkway ทั้งสถาบัน “มากๆ” กลางวันกันแดด กลางคืนมีไฟทางเดิน แต่ถ้าฝนตกหลังคาไม่กันเปียกนะ 5555555555

เท่าที่ผมทำงานมา ตอนนี้ผมพบว่าโอเคกับการทำงานแบบนี้เลยนะ

  • Work-life balance ที่นี่ถือว่าโอเคครับ ผมอยากทำงานตอนไหนผมก็ทำ อาจจะมาเช้า เลิกดึก แต่ระหว่างวันก็พักบ้างอะไรบ้าง ตอนเย็นชวนคนในทีมไปตีแบด เล่นเปียโน (ใช่ครับ ที่นี่มีเปียโนให้เล่น :D เพิ่งรู้หลังมาได้สองสามสัปดาห์)
  • ความบ้านนอก แม้จะอยู่ห่างความเจริญและย่านชุมชน แต่สถาบันฯ ก็จัดรถกลับกรุงเทพทุกวันหยุด หรือรถสลับสัปดาห์ไปเที่ยวระยอง-พัทยา สัปดาห์ไหนที่ผมไม่ได้กลับบ้านก็แวะ Tops หาของมาทำอาหาร
  • อาหารการกิน ถ้าเป็นคนเรื่องมาก (เช่นผมที่เรื่องมากเรื่องของกิน) ก็จะพบว่าชีวิตที่นี่ค่อนข้างเศร้าๆ ครับ 55555555 ความเศร้าคือ canteen ที่นี่เป็น all-you-can-eat ซึ่งราคาค่อนข้างแพง ทีมผมเลยตัดสินใจสั่งร้านอาหารตามสั่งข้างนอกมา และจากสถิติการสั่งร้านอาหารข้างนอก เราเจอ…
    • เมนูอาหารกาชาปอง สั่งยังไงไม่ได้อย่างงั้น
    • ผัดกระเพราใส่คะน้า! (แม่เจ้า อาชญากรรมกว่าถั่วฝักยาว)
    • สุกี้ที่สั่งแล้วไม่มีน้ำสุกี้มาให้ กลายเป็นผัดวุ้นเส้นจืดๆ
    • โปรตีนเสริมจากแมลงวันในอาหาร
    • ซึ่งจริงๆ ทั้งหมดนี่ไม่ได้ผิดที่ VISTEC นะ ถถถถ แต่ถ้าค่าข้าวถูกลงมาหน่อยจะดีมากเลย ;-;
  • ไฟฟ้า ช่วงนี้ไฟดับบ่อย ยอมรับว่าค่อนข้างมีผลกับการอยู่อาศัย ดับนานสุดคือข้ามวัน (เข้านอนแล้วตื่นมายังไฟดับอยู่) อันนี้ได้ยินว่าจะรีบหาทางปรับปรุง
  • ส่วนชีวิตที่เหลือต้องบอกว่าสบายครับ ทุกอย่างครบครัน วิวดี เน็ตแรง ทีมที่ทำงานด้วยน่ารักและเป็นกันเองมากๆ

สำหรับผมการออกมาเห็นอะไรแบบนี้ทำให้ผมพอรู้นะว่าเอกชนที่พร้อมสนับสนุนงานวิจัยในประเทศไทยยังมีอยู่จริง และการเกิดขึ้นของ VISTEC ก็การันตีให้ผมได้ว่าชีวิตสายวิจัยในประเทศไทยน่าจะสามารถ driven โดยเอกชนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐเยอะเท่าเมื่อก่อน

ครึ่งทางของการฝึกงานก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หวังว่าจะได้เห็นและได้ทำอะไรเจ๋งๆ มากกว่านี้เรื่อยๆ ครับ :D

ปิดท้ายด้วยภาพหมูกระทะหัวละ 179 (เรทราคานี้น่าจะหากินในกรุงเทพยาก :P)

VISTEC Internship – Prelude

นี่เป็นครั้งที่สองที่ได้ฝึกงานช่วงปิดเทอม (จริงๆ ก็อาจจะนับว่าเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่างานเขียนเว็บที่ทำก่อนขึ้นปีหนึ่งนั่นนับว่าฝึกงานได้ไหม :P) แต่ก็รู้สึกว่าควรมาบันทึกอะไรไว้หน่อย

ฝึกงานสายวิชาการ — ทางเลือกที่ไม่ได้พบบ่อย

จริงๆ แล้วต้องบอกว่าในขณะที่หลายคนเลือกฝึกงานกับ tech companies ทั่วไป จริงๆ มีอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนไม่ได้หยิบมาพิจารณา คือการฝึกงานกับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัย

ความตั้งใจแรกของเราคือมาเก็บเกี่ยวความรู้ machine learning/deep learning หลังจาก research คร่าวๆ มาก็พบว่าถ้าอยากฝึกงานสาย academic ในไทยน่าจะมีตัวเลือกอยู่สองตัวเลือกได้แก่

  • NECTEC (ศูนย์เทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ) ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้สวทช. เท่าที่ดูแล้วสายที่เราสนใจในเนคเทคก็แข็งแกร่งอยู่ไม่ใช่น้อย ทีม Machine Learning ที่นั่น (ถ้าเข้าใจไม่ผิด) นำโดยอาจารย์สรรพฤทธิ์ และทีมที่เรา (เคย) สนใจ (จริงๆ ก็สนใจอยู่ :D) คือทีม NLP ของพี่อาร์ม
  • VISTEC (สถาบันวิทยสิริเมธี) เป็น graduate school กับ frontier research centre ที่มีบริษัทรัฐวิสาหกิจและเอกชนหลายเจ้า (หลักๆ ได้แก่เครือปตท. และตอนนี้มี sponsors เพิ่มสองบริษัทคือ KBANK และ SCB)

อาจารย์ธนาวินท์ (ที่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์) มีงานที่ cooperate อยู่กับทีมที่ VISTEC ด้วยพอดี ด้วยคำแนะนำของอาจารย์เลยตัดสินใจมาที่ VISTEC นี่ละ :D

VISTEC

VISTEC หรือสถาบันวิทยสิริเมธี เป็นสถาบันวิจัยและบัณฑิตวิทยาลัยที่ตั้งอยู่กลางอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง — ถึงจะบอกว่าตั้ง “กลาง” อำเภอ แต่ความจริงที่นี่ห่างจากตัวเมืองค่อนข้างมาก

บรรยากาศการทำงานที่ VISTEC ดีมาาาากก :D ที่เห็นในรูปคือตึกออดิทอเรียมและหอสมุดของ VISTEC ซึ่งถ่ายจากกลางทะเลสาบขนาดไม่ใหญ่มากหน้า VISTEC เอง

ส่วนไปทำยังไงถึงถ่ายมุมนั้นได้น่ะเหรอ

A post shared by srakrn (@srakrn) on

คำตอบคือถ่ายตอนไปพายเรือครับ! ใช่ครับ เรือคานูลำเล็กๆ ที่พายคนเดียวได้! ด้วยความที่ graduate students และนักวิจัยที่นี่ต้องทำงานค่อนข้างหนัก บวกกับห่างไกลจากสถานที่พักผ่อนในตัวเมือง (ไกลกรุงเทพและไกลตัวเมืองระยอง) ภายใน VISTEC เลยมีสิ่งอำนวยความสะดวกและ facilitites ที่พร้อมมากๆ จำนวนหนึ่งไว้รองรับ

เป็นการรีวิวฝึกงานที่ประหลาดดีเพราะเปิดมาด้วยการพูดถึงเรื่องสุนทรียภาพก่อนเข้าตัวงาน 5555555

งานที่ทำ

ผมสังกัดเป็น Research Assistant Internship (ผู้ช่วยนักวิจัยฝึกงาน) ครับบ งานที่ได้รับมอบหมายคือช่วยอิมพลีเมนต์งานวิจัยเรื่องการควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วยคลื่นสมอง ถึงอย่างไรก็ตาม working space ที่ผมทำงานจะนั่งรวมกับพี่ๆ ที่ทำ smart living solutions ตอนผมไม่มีอะไรทำก็เลยช่วยพี่บางคนดูแลตรงนี้ไปพร้อมกันด้วย

งานหนักไหม หนักครับ แค่เย็นวันแรกที่มาถึงเราก็รุมหัวล้อมโต๊ะทั้ง research team แล้ว

A post shared by srakrn (@srakrn) on

ผมหมายถึงล้อมโต๊ะพูล… นอกจากเรือให้พายเล่นและวิวดีๆ ให้ดู ก็มีโต๊ะพูลและฟิตเนสให้ใช้บริการด้วยนะ XD

ส่วนตัวมองว่านี่คือ Work-Life balance จริงๆ ครับ ผมอาจจะทำงานค่อนข้างดึกแต่ทำเพราะเพลินและไม่มีอะไรทำ ในขณะเดียวกันพอมีอย่างอื่นทำก็ชิลในระดับที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ productive เลยเหมือนกัน นอกจากนั้นก็ต้องขอบคุณทีมในนี้ที่ทุกคนน่ารักกันมากๆ คุยเล่นและเฮฮาได้เต็มที่ครับ

เข้าเรื่องจริงๆ ละครับ 55555 งานที่ได้รับมอบหมายให้ทำคือ implement การสั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยคลื่นสมอง ผ่านการ monitor คลื่นไฟฟ้าในส่วนการมองเห็น ซึ่งจะถูก stimulate ผ่านการมองเห็น และเราสามารถนำคลื่นตรงนี้มา analyse ได้

บอร์ดในรูปคือ OpenBCI เป็น Brain-Controlled Interface toolkit สำหรับ monitor คลื่นสมองหรือคลื่นไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อ ดังนั้นในช่วงแรกๆ ของการฝึกงานเลยเอามาทำอะไรสนุกๆ เล่นหน่อย

เป็นการเอา OpenBCI มา monitor การขยับตาเพื่อเล่นเกมไดโนเสาร์ของ Google Chrome ครับ :D แน่นอนว่าวิชาจำพวก signal processing ที่เรียนมาได้ใช้ประโยชน์แน่ๆ เพราะคลื่นสมองนั้นมี amplitude อยู่ที่ระดับ millivolts ซึ่งแค่ไฟบ้าน (ที่วิ่งด้วยความถี่ 50Hz) ก็สร้างสัญญาณรบกวนจำนวนมากได้แล้ว

อีกอย่างหนึ่งคือคลื่นสมองเป็นคลื่นที่มี Signal to Noise Ratio (SNR) ค่อนข้างต่ำ ทำให้การ monitor/analyse ข้อมูลทำได้ยากกว่าปกติ ซึ่งก็เป็นหนึ่งใน research directions ของแล็บที่จะ process กับสัญญาณเหล่านี้ด้วยวิธีต่างๆ

research directions ตรงนี้ผมคงเขียนถึงไม่ได้มากเพราะเป็น confidential ของทางแล็บเองด้วย แต่เอาเป็นว่าท้าทายและสนุกดีครับ ;)

สรุปปิดท้ายสัปดาห์แรก

เป็นสัปดาห์ที่ทำให้จับ pace การทำงานของตัวเองได้ง่ายขึ้น ว่าควรไปเร็วแค่ไหน ทำได้แค่ไหนถึงกำลังรักษา balance หลายๆ อย่าง หวังว่าอาทิตย์ต่อๆ ไปจะได้มา progress update เรื่อยๆ แล้วกันครับ :D

ถึงผมและพวกคุณ: ชีวิตหลังจบปีสอง

จริงๆ อยากเขียนลงเฟซบุ๊คด้วย แต่บังเอิญเป็นคนขี้อายไปนิด เลยตัดสินใจมาเขียนเงียบๆ ตรงนี้ดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่น่าจะมีคนคลิกมาอ่านเยอะสักเท่าไหร่

1 – ถึงตัวเอง

ครึ่งทางแล้วว่ะคุณ

หลังจากคุณเคว้งคว้างในปีการศึกษาแรก ในครึ่งทางของชีวิตการศึกษาระดับปริญญา คุณเลือกไปสาย Machine Learning และ Deep Learning แม้จะยังใหม่แต่คุณก็รู้สึกว่านี่คือทางของคุณ

คุณเชื่อว่าทางสายนี้จะทำเงินแม้ว่าผู้คนสายนี้จะเฟ้อจากฟองสบู่ของมันก็ตาม คำถามทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าคุณจะสามารถดันตัวเองไปอยู่ในจุดที่ดีกว่าคนทั่วไปได้หรือเปล่า คำถามนี้จะถูกตอบในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า กล่าวคือเป็นการไปฝึกงานครั้งที่สองของคุณ ขอให้โชคดีและทำให้เต็มที่นะ

ณ ชีวิตขณะนี้คุณกำลังลังเลกับการเรียนต่อปริญญาโท ทั้งตัวเลือกที่จะไม่เรียน และตัวเลือกที่จะเรียน ทั้งในสายคอมและสายบริหาร

ใช่ สายบริหาร! หลังจากคุณนอนน็อคในช่วงก่อนสอบ อยู่ดีๆ คุณก็มีคำถามว่างานของคุณจบไปจะสามารถสร้างความมั่นคงได้จริงๆ เหรอ? จริงอยู่ว่าคุณไม่อดตายแน่ แต่โอกาสที่คุณจะได้นั่งบนบังเหียนกุมบริษัทก็น้อยตาม

ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ก็หวังว่าคุณจะทำเหมือนที่คุณทำมาโดยตลอด คุณเชื่อว่าโลกนี้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ขอให้คุณเอาข้อมูลทุกอย่างมาคิดและตัดสินใจให้รอบคอบนะ

สู้ๆ เป็นกำลังใจให้กับการตัดสินใจนะ :)

2 – ถึงพวกคุณ

หลังจากเขียนถึงตัวเองก็คงได้เวลามาเขียนถึงคนอื่นแล้วแหละเนอะ ไม่มานั่งคุณเคิณแล้วด้วย 5555555 นอกจากในรูปนี้แล้ว คนที่อยากกล่าวถึงเช่นกันคือพี่นิว พรมนัส ไก่จุ้ย และคนเฮนเนยด้วย

สำหรับคนในรูป เราดีใจที่รูปห้าคนมันงอกออกมาเป็นเจ็ดคน (และคงจะดีใจกว่านี้ถ้ามันยังเป็นแปด) ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกันเราได้อะไรหลายๆ อย่างไปค่อนข้างมาก และดีใจที่ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง เห็นคนเริ่มไปงานพวก Game Jam เห็นเพื่อนๆ ทยอยเข้าแล็บ หรือแม้แต่เห็นการตั้งคำถามว่าจะทำอะไรต่อดี การยืนอยู่ในจุดที่คนรอบตัวกำลังค่อยๆ โตขึ้น มองไปแล้วมันสวยมากเลยนะ

อีกอย่างที่อยากบอก อารมณ์และความรู้สีกหลายอย่างที่ผ่านมาตอนปีสองได้พวกแกช่วย support ไว้ค่อนข้างเยอะมากๆ ถ้าต้องพูดกันตรงๆ ชีวิตเราก็ได้พวกแกมา spice up ขึ้นนะ :D ขอบคุณสำหรับรสชาติความ “อร่อย” นี้ เพราะเราก็ไม่คิดว่ามันจะกลมกล่อมไปมากกว่านี้ได้แล้วแหละ

ปีสามแล้วหวังว่าทุกคนจะได้เจอทางของตัวเองนะ ค่อยเป็นค่อยไปดอกไม้จึงบาน :)

3 – ถึงพวกคุณๆ

ถ้าไมล์สโตนมันนับกันได้ง่ายๆ ด้วยปัจจัยเพียงแค่เวลาอย่างเดียว เราก็คงบอกว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยของเราไหลไปครึ่งทางแล้ว

น่าเสียดายที่สำหรับเรามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ความสนุกในชีวิตมหาวิทยาลัยจริงๆ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ทั้งกิจกรรมและงานมหาศาล ฝึกงานและโปรเจกต์จบ — ปีหน้างานกิจกรรมเยอะขึ้นแน่ๆ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ -/|\-

สวัสดีสมาชิกใหม่อีกหกบวกหนึ่งคนที่เพิ่งเข้ามาเจอกันด้วยนะ :D ถ้ามีใครที่เคยอยู่ตรงนี้แล้ววันนี้ไม่อยู่แล้ว ก็ขอถือโอกาสสวัสดีและบอกว่าคิดถึงมาด้วยเลยแล้วกัน

เป็นกำลังใจให้ทุกคนสามารถเดินไปในทางที่ตั้งใจได้ ขอให้โชคดีและเดินไปอย่างแข็งแกร่งนะ

บล็อกอีกสองปีข้างหน้าคงเป็นบล็อกที่มีความหมายมากๆ อีกชิ้นนึงแน่นอน :)

My Vim techniques

ควรนั่งไล่ Vim tips เท่าที่ใช้เอง เผื่อคนอื่นจะได้ลองใช้ตามดูบ้าง

Vim-a-must

  • ลง plugin manager แล้วชีวิตจะดี เราอยู่ได้ด้วยปลั๊กอิน Vim หลายๆ ตัวดังนี้
    • vim-airline เป็น status bar สำหรับ Vim
    • Syntastic เป็น syntax corrector, ถ้าลงพวก pylint ไว้ มันจะฟ้องเลยว่าโค้ด lint ไม่ผ่านตรงไหนบ้าง
    • vim-json ช่วยอ่าน JSON ชีวิตดีขึ้นเยอะ
    • NERDTree ทำให้มี directory listing อันนี้ผ่าน
    • EasyMotion ตัวนี้เจ๋งสุด ใส่ modifier (เช่น \\) หน้า cursor movement key (hjklwbe) แล้วมันจะทำให้ “กระโดด” ไปตรงไหนของโค้ดก็ได้

Essential tips

  • กดดอกจันเพื่อ jump ไปคำเดียวกันในตรงอื่นของ Vim
  • เรา execute command จาก Vim ได้ด้วยคำสั่ง ! เช่น :!ls แต่เราสามารถส่งไฟล์ใน buffer เข้าไปในคำสั่งที่เรา execute ด้วย %! กล่าวคือเช่น :%!cut -d, -f2
  • ประยุกต์ใช้ :r ซึ่งเอาไว้อ่านไฟล์เข้า buffer กับ ! ก็ได้
  • คำสั่ง gf เปิดไฟล์ตามพาธที่เคอร์เซอร์ทับอยู่ (underlying)

Advanced tips

  • วิธีการหาไฟล์ให้เร็ว:
    :r! find . -name [whatever] // โหลดไฟล์เข้ามา buffer
    Ctrl+w gf // เปิดไฟล์ในหน้าต่างใหม่
  • Python มี json.tool ไว้ pretty print JSON ดังนั้นถ้าอยาก format JSON ใน Vim ก็
    :%! python -m json.tool

Card revocation

นั่งคิดว่าบัตรอะไรก็ตามที่ใช้ยืนยันตัวตนได้ ควรมี Protocol อะไรสักอย่างไว้ยืนยันว่าเป็นบัตรใบล่าสุดจริงๆ

กรณีที่ใกล้ตัวที่สุดคือบัตรนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บัตรทุกใบมีบาร์โค้ดเป็นตัวยืนยันธุรกรรม (เช่นการยืมหนังสือห้องสมุด)

บาร์โค้ดหน้าบัตรจะอยู่ในรูป 2XX-[รหัสนิสิต]-X ซึ่งเลขส่วน XX หลักที่สองและหลักที่สาม จะเป็นจำนวนบัตรที่เคยทำไปก่อนหน้านั้น (บัตรใบแรกจะเป็น 00, ทำครั้งต่อมาเป็น 01, 02, …) มีหลักสุดท้ายของบาร์โค้ดเป็น checksum ของเลขบาร์โค้ดทั้งหมดอีกที

ทันทีที่ออกบัตรใบใหม่และนำไปใช้ ฐานข้อมูลต่างๆ (ไม่มีฐานข้อมูลกลาง) จะค่อยๆ revoke บัตรใบเก่าทิ้งไปเอง (เคยลองเอาใบเก่าไปใช้ยืมหนังสือห้องสมุด เจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบทันทีว่าเป็นใบเก่า ใช้ยืมไม่ได้)

กรณีบัตรประชาชนน่าจะง่ายพอๆ กับกรณีของม.เกษตรศาสตร์ เพราะบัตรประชาชนทุกใบจะมีโค้ดหลังบัตรซึ่งต่างกันไป กล่าวคือเลขชุดที่สอง และชุดที่สามของตัวเลขหลังบัตร เป็นเลขล็อตบัตร และลำดับของบัตรในล็อตนั้นๆ ตามลำดับ

ถ้ากรมการปกครองมี API ที่ให้ตรวจเลขบัตรดังกล่าวว่าเป็นใบล่าสุดหรือเปล่าก็เรียบร้อย แค่ป้อนเลขบัตรประชาชน กับเลขหลังบัตร ระบบไม่ expose ข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ นอกจากว่าบัตรใบนี้เป็นใบล่าสุดหรือเปล่า ปัญหาเรื่องการ revoke บัตรทิ้งจะหมดทันที

Loving Vincent

(ย่อหน้าสุดท้ายเป็นสรุป)

เรียนตามตรงว่าผมไม่ใช่คนชอบดูหนัง ยิ่งการเขียนรีวิวหนังยิ่งไม่ใช่จริตที่ผมพึงกระทำเลย
Loving Vincent คงเป็นข้อยกเว้น — ด้วยโปรดักชั่นที่เกิดจากการวาดภาพมากกว่าหกหมื่นหกพันเฟรมก่อนนำมาต่อกันเป็นภาพยนตร์ยาวชั่วโมงครึ่ง ผมอาจนับภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็น “อาร์เรย์ของงานจิตรกรรม” ที่ถูกกระพริบใส่ตาผมมากกว่าเป็นภาพยนตร์ก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีวิธีใดที่จะ “เชิดชู” ฟาน กอกฮ์ ได้ดีกว่าการถ่ายทอดชีวิตของเราออกมาผ่านภาพวาดในแบบที่เป็นเขามากที่สุด

แน่นอนว่าด้วยความที่หนังเรื่องนี้อุทิศให้กับฟาน กอกฮ์ ผู้กำกับจึงเลือกที่จะเล่าเรื่องผ่านภาพเขียนต้นฉบับของเขาได้อย่างชาญฉลาด
ภาพวาด Starry Night (อันไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเป็นงานเขียนอมตะกาลของเขา), ภาพของคุณหมอกาเชต์ และภาพวาดตัวเองของฟาน กอกฮ์ (ฉบับปี 1989) ยามปรากฏในหนัง ทำให้ผมขนลุกได้ไม่ยาก

การเล่าเรื่องทำได้อย่างกระชับ การถ่ายทอดกระแสอารมณ์ของศิลปินที่เลือกอัตนิวิบากกรรม ผ่านการเลือก “สัมภาษณ์” ตัวละครในชีวิตของฟาน กอกฮ์ เป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ถือว่าไม่เลว ยิ่งเมื่อได้มองว่าคนรอบข้างของเขาเลือกที่จะจดจำเขาในภาพที่ต่างกันไป มุมมองชีวิตของเขาต่างกันไปปากต่อปาก
ต้องยอมรับว่า ณ ช่วงที่ออกจากโรงหนังค่อนข้าง “ตัน” กับความรู้สึก เพราะโดนการกระทบทางอารมณ์ (emotional impact) จากตัวภาพยนตร์ไปไม่น้อย)

โดยสรุปแล้ว Loving Vincent เป็นหนังที่เล่าและถ่ายทอดเรื่องราวของฟาน กอกฮ์ ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งในแง่ของตัวเรื่อง วิธีการถ่ายทอด และที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือตัวสื่อที่เลือกถ่ายทอดออกมาอย่างฉลากและเฉียบคม
น่าจะไม่มีภาพยนตร์ไหนที่ว่าด้วยเขา จะสามารถถ่ายทอดความเป็นฟาน กอกฮ์ ออกมาได้เท่านี้แล้ว

สองพันสิบเจ็ด: แด่เรื่องราวมากมาย

ภาพประกอบถ่ายวันที่ 27 ธันวาคม 2560 — ฝนตกระดับที่น่าเดินตาก อากาศเย็นระดับที่น่าเดินเล่น เป็นวันที่มีความสุขแค่ได้เดินโง่ๆ

สองพันสิบเจ็ดเป็นปีที่ซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก ถ้าเราจะเปรียบมันเป็นเพลง เราอยากเปรียบมันเป็น Dadaville ของ Garry Carpenter

ตัวเอง

  • ภาระปีสองเยอะกว่าที่คิด รู้สึกอยากผ่านมันไปให้ได้แบบสวยๆ
    • รู้ว่ายาก และแบกภาระความกดดันมากขึ้นด้วย
  • พบว่างานบางงานที่ตั้งใจทำแล้วทำสนุก จะจริงจังจนลืมงานที่ไม่อยากทำ
    • ความสนุกเป็น factor ที่สำคัญ
    • และกับงานเหล่านี้ถ้าออกมาผิดหวัง เราไม่ลังเลที่จะร้องไห้ แม้แต่กับ factor ที่คุมไม่ได้
    • เราอยากให้งานที่เราอยากทำจริงๆ ออกมาดีอ่ะแหละ
  • เป็นปีที่ติสต์ขึ้น ฟังเพลงเยอะขึ้น เข้าหอศิลป์บ่อยขึ้น
    • อยากไป Louvre, อยากไปดูงานของ Claude Monet
  • พฤติกรรมในชีวิตหลายอย่างเปลี่ยนไป มีทั้งแง่ดีและไม่ดี
    • กินแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
      • อันนี้เป็นผลมาจาก Gastronomy Trip ปลายปี 2016
      • กินหลากหลายขึ้น เพราะพยายามลองอาหารหลากหลาย palette ตอนนี้กำลังจะมาหยุดอยู่กับอาหารไทย
      • มีโอกาสทำเพจเกาะกันกิน เขียนเล่นๆ แต่เขียนแต่ละทีจริงจังกับการรีวิว เรารู้สึกว่าการถ่ายทอด perception/attitude ต่ออาหารของเราหนึ่งจานออกมาเป็นคำนี่ค่อนข้างยากนะ
      • นอกจากนั้นยังดื่มชาหนักขึ้นมากๆ (ปกติไม่เรื่องมาก — Lipton Yellow Label คือจบ ส่วนตอนนี้กำลังหาวันว่างๆ ไป Ronnefeldt 5555555)
      • ไม่ใช่ว่าปีหน้าจะกินให้น้อยลง แต่เป็นกินให้เยอะขึ้น ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ราคาที่ต้องจ่ายอาจจะสูงแต่เราเชื่อว่าเราจะสามารถยกระดับลิ้นของตัวเองให้กลายเป็นคน “กินเป็น” ไม่ใช่คน “เป็นแต่กิน”
    • อ่านหนังสืออีกครั้ง
      • เป็นผลพลอยได้จากการที่มีคนเข้ามาในชีวิตช่วงกลางปี
      • ตั้งใจจะอ่านให้มากขึ้นอีก ใน field ที่หลากหลายมากขึ้นอีก ในขณะเดียวกันกับสายอาชีพตัวเองก็จะต้องหลักและลึกขึ้นอีก
        • นั่นหมายถึงงานปริมาณมหาศาล
      • ทุกวันนี้ก็เสพการอ่านอยู่นะ แค่ไม่ได้อยู่ในรูปของหนังสือ (เป็น Social network stream แทน) ก็หวังว่าจะ “เปลี่ยน” มาอ่านหนังสือได้เยอะกว่านี้
      • ขายของ: My Reading List เจอหนังสือน่าสนใจมาชวนอ่านได้จ้า
  • ร้องไห้บ่อยขึ้นในเรื่องเดิมๆ ช่วงมาถี่คือถี่ทุกว้น ช่วงไม่ถี่คือเดือนละครั้งสองครั้ง
    • หลายครั้งอยากร้องไห้ออกมาดื้อๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แค่อยากร้องไห้

การงาน

  • การงานปลายปีหนึ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนสักเท่าไหร่ เรื่องเดียวที่ควรพูดคือเกรดเทอมที่แล้วทำได้เลวร้ายมาก
  • ปีสองเทอมหนึ่งเกรดออกก่อนสิ้นปีพอดี! ทำได้ดี แต่ยังดีไม่สุด ตัวที่หวังไว้สองตัวคือ ADT และ Discrete ก็ทำได้เกินความคาดหมาย บวกกับวิชายิบย่อยแล้วเทอมนี้เอา A ไปเก้าหน่วยกิต :)
  • งานที่ทำแล้วสนุกจริงๆ คือทำทีเอ เป็นประสบการณ์ในชีวิตที่ค่อนข้างอยากพูด
    • เรารู้กันดีว่าเด็กจำนวนมากเข้าวิศวะคอมมาเพราะเห็นเป็นสายงานที่เงินดี ต้องการเยอะ เด็กจำนวนมากจับคอมเขียนรายงานตัดวิดีโอแล้วก็คิดว่าตัวเองสามารถเรียนสายนี้ได้ คำถามคือเราจะปลูกฝัง passion และความสนุกที่มีให้กับเด็กกลุ่มนี้ได้ยังไง
    • สำหรับเรางานทีเอคืองานสอน ออกแล็บชีทนั่นแค่ติ่งเดียวที่อยากทำ
      • แต่สอนในที่นี้ไม่ใช่สอนเขียนโปรแกรม อันนั้นคือสิ่งที่อาจารย์ทำ
      • สิ่งที่เราอยากสอนคือ systematic thinking และสอนให้เชื่อมั่นในตัวเอง
    • คำถามเดียวที่ถามตัวเองทุกครั้งก่อนไปเจอน้องๆ คือ “เราจะทำให้น้องมั่นใจในตัวเองได้ยังไงดี”
      • เป็นคำถามที่ง่ายและคำถามที่ยาก เราเริ่มจากการตอบน้องว่า “ทำดีครับ” สำหรับทุกคำตอบจากคำถามที่เราถาม
        • “แล็บชีทถึงไหนแล้ว” “เสร็จแล้วครับ” “เยี่ยม ทำดีครับ”
        • “แล็บชีทถึงไหนแล้ว” “ยังไม่ได้เริ่มค่ะ” “เยี่ยม ทำดีครับ (แปลว่าทำอย่างอื่นอยู่ แบ่งเวลาดีๆ นะ)”
      • เราได้แรงบันดาลใจมาจากคลาสนึงที่ยุโรป เด็กเขียนคำว่า purple เป็น purpol สื่งที่ครูบอกเด็กคือ “ถูก เขียนแบบนั้นก็อ่านว่าเพอร์เพิล แต่น่าเสียดายที่คนเมื่อก่อนตกลงกันไว้แล้วว่าจะเขียนว่า purple และครูขอโทษที่ช่วยอะไรหนูไม่ได้เลย”
        • เจ๋งมาก เด็กก็รู้ว่าต้องเขียน purple แต่ความมั่นใจไม่หายอ่ะ
    • เราได้แต่หวังว่าการทำแบบนี้จะเสริมให้น้องกล้าทำอะไรมากขึ้น ก็หวังว่าในอะไรหลายๆ อย่าง เราจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้าง ecosystem ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่ดีได้
    • สภาพสังคมไม่ใช่อะไรที่สร้างได้ในวันเดียว แต่เราหวังว่าเราจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมัน ทั้งจากตอนทำทีเอ และตอนอื่น

เพื่อน

  • เรา bullshit น้อยกว่าปีก่อนมาก ขอบคุณความเป็นเหตุเป็นผลที่เพิ่มขึ้น ขอบคุณตัวเองที่โตขึ้นบ้าง
  • ขอบคุณเพื่อนทุกคนที่อยู่ด้วยกันอยู่ ขอบคุณที่ช่วยให้ผ่านหลายๆ อย่างไปได้
    • คือเขียนสั้นอ่ะ แต่ขอบคุณจริงๆ ทุกครั้งที่ยื่นทิชชู่ ทุกครั้งที่โอบไหล่ ทุกครั้งที่เราขอบีบมือ ทุกครั้งที่เมสเสจไปหา
  • คิดถึงเพื่อนที่สาธิตนะ

หัวใจ

  • มีเหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจเต้นถึงสองครั้งในรอบปี นับว่าเยอะมาก
  • ครั้งแรกเป็นฝ่ายอยู่เงียบๆ แล้วเค้าบอกชอบเอง
    • เราจะถือว่าเราเขียนให้เธออ่านอยู่แล้วกัน
    • เป็นประสบการณ์ที่วิเศษมาก เราคุยกันได้ในเรื่องที่เราอยากคุย ศิลปะ สังคม วัฒนธรรม ปรัชญา หนังสือ
    • เราร้องไห้ เราดีใจมากที่เราเจอคนแบบนี้ ในฐานะเนิร์ดที่เก็บตัวอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ เราดีใจที่ได้เจอเนิร์ดเหมือนกัน ถึงเราจะร้องไห้เหมือนกันเพราะเรารู้สึกว่าเธอควรจะเจอคนที่ดีกว่าเรา แต่เราไม่อยากเสียเธอไป
    • วันที่เราไปเดทกัน เราคุยอะไรหลายๆ อย่าง เราเดินคิโนะคุนิยะ เธอชี้หนังสือพ่อรวยสอนลูก เราแซ็วว่าโรเบิร์ตล้มละลายไปแล้วนะ เราเดินดูหนังสือ เธอช่วยเราเลือกหนังสือ มันคือเดทในฝันเลยแหละ
      • เธอทำให้เราได้กลับมาอ่านหนังสืออีกรอบ ขอบคุณมากนะ บล็อกรีวิวหนังสือทั้งหลายคงจะไม่มีถ้าเราไม่เคยคุยกัน
    • เรายังไปบันไดเลื่อนตรงนั้นที่สนามกีฬาฯ  เรายังคิดถึงเสียงของเธอ และไม่ใช่แค่เสียงหรอก เราคิดถึงเธอ ทุกอย่างที่เป็นเธอ
    • แม้เราจะจากกันไม่ดีเท่าไหร่ แต่ภาพที่เราเก็บถึงเธอเป็นภาพที่อบอุ่น ขอบคุณที่ครั้งนึงเคยรู้จักกันนะ เราดีใจที่เคยรู้จักเธอ
      • และถ้าเธอเห็น Faulkner เล่มนั้นบนชั้น เราอยากให้เธอนึกถึงเราในฐานะเพื่อนคนนึงนะ
  • ครั้งที่สองเป็นความชอบที่เราเป็นฝ่ายรู้สึกเอง
    • เรา admire คนที่เก่ง ชอบคนที่ร่าเริง และอยากอยู่กับคนที่จิตใจดี
    • คนที่เราชอบเป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเค้าเก่ง มีความมุ่งมั่น เราพยายามหาทางสนับสนุนเค้าอยู่บ้าง
    • จนวันที่มีโอกาสได้คุยกัน เราพบว่าในวันที่เราเหนื่อยและเครียด เค้าทำให้เรามีพลังอีกครั้ง
      • คนอีกแบบที่เราอยากอยู่ด้วยคือคนที่พร้อมเติมไฟให้กัน วันไหนคุณหมดไฟเราเติมให้คุณ วันไหนเราหมดไฟคุณมาเติมให้เราบ้าง
    • เราพบว่าการที่คนคนนึงจะมีพลังบวก และความสดใสได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย (อย่างน้อยก็ในมุมของเรา) และเราอยากทำยังไงก็ได้ให้เค้าสามารถรักษาพลังนี้ไว้ได้เรื่อยๆ
    • เราตัดสินใจบอกชอบเพราะเราอยากขอบคุณที่เติมพลังให้กัน เราไม่อยากคิดว่ามันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ เราแค่อยากบอกว่าขอบคุณที่ครั้งนึงเปลี่ยนเราได้ เรายิ้มเก่งขึ้นมาก
    • นี่คือรักครั้งแรกที่เราไม่ร้องไห้ในความรัก ทุกครั้งที่ผ่านมาเราร้องไห้ เราชอบคนที่เกินเอื้อม เราชอบคนที่เป็นไปไม่ได้ แต่กับครั้งนี้ที่รู้สึกชอบ มันมีแต่รอยยิ้ม ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าความสบายใจจริงๆ มันเป็นยังไง
    • และการที่เราชอบใครสักคนก็เหมือนกับชอบดอกไม้ริมทาง จะตัดมาปักแจกันตัวเองก็ได้ หรือขอดูดอกไม้ค่อยๆ เติบโตห่างๆ ก็ได้
      • ซึ่งเราขอเลือกแบบหลัง
  • สรุปแล้วทั้งสองครั้ง แม้เราจะไม่ได้ “เป็นแฟน” เลย แต่สำหรับเรามัน worthwhile มากๆ เรื่องเป็นแฟนมันไม่สำคัญแล้ว
    • ถึงกระนั้นก็ยังคงรอวันที่จะมีใครพร้อมหยุดอยู่กับเราอย่างใจจดใจจ่อ :)

2017 Resolution: A Better World

เรารู้สึกเหมือนสิ่งที่เราทำเป็นแค่น้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทร แต่อย่าลืมว่ามหาสมุทรจะไม่เหมือนเดิมถ้าขาดน้ำหยดนั้น
แม่ชีเทเรซ่า

เราตั้งปณิธานไว้ในปี 2016 ว่าอยากสร้างโลกที่ดีขึ้นในปีนี้

เราบริจาคเงินเข้าองค์กรการกุศลบ้าง (ไม่บ่อย และช่วงหลังมาไม่ได้บริจาคละ) พยายามแคร์และเข้าใจความรู้สึกคนรอบตัวมากขึ้น (ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ได้ทำนะ) คิดว่าโลกที่มีเรากับไม่มีเราน่าจะต่างกันอยู่มั้ง

มิตรสหายหลายๆ ท่านมาปรึกษาปัญหาชีวิตด้วย ไม่ใช่คนที่ให้คำตอบกับทุกคำถาม หรือแนะนำได้ทุกเรื่อง แต่ลึกๆ แล้วดีใจมากที่เราเป็น trusted zone ของใครหลายๆ คน

2018 Resolution

  • Mini Project (ทำ TransitTH ให้เสร็จ)
  • เรียน ML ให้ครบแบบเอาไปใช้จริงๆ ได้
  • อ่านหนังสือให้เยอะขึ้น ดูหนังให้เยอะขึ้น
  • ทำให้โลกนี้ และคนรอบข้างดีขึ้นต่อไป
    • อยากเห็นทุกคนมีความสุข :)

Thanks

หลายคนน่าจะรู้สึกแปลกใจที่ท่อน Thanks ยาวกว่าท่อนอื่น เรารู้สึกคำขอบคุณคือวิธีแสดงความเคารพต่อคนที่เรารู้จักได้ดีที่สุด

  • ขอบคุณหอศิลป์กรุงเทพ, สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย, วงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ, BBC Symphony Orchestra ที่เป็นแหล่งพักพิงยามเราย่ำแย่ ดนตรีและงานศิลป์ช่วยเราได้มากๆ จริงๆ
  • ขอบคุณสยามพารากอน เซนทรัลเวิล์ด ช็อปทไวนิงส์ คิโนะคุนิยะ หอศิลป์กรุงเทพ บีทีเอสสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ห้อง 201 เก้าอี้ตรงนั้นในร้านแซม และม้านั่งตึกภาคสองตัวนั้น ที่เป็นที่สร้างความทรงจำหลายๆ อย่าง
  • ขอบคุณอาจารย์ CPE ทุกท่านที่ให้ความเอื้ออารีในหลายๆ ด้าน หวังว่าจะได้ทำงานกับอาจารย์เจ๋งๆ เยอะๆ นะครับ :D
  • ขอบคุณเฌอปราง (และหลายๆ คน) สำหรับ passion ว่าถ้าตั้งใจทำอะไรก็จะทำได้จริงๆ
  • ขอบคุณ CPE31 เป็นการพิเศษ พี่ไม่ได้มาสอนเราอย่างเดียว พี่มาเรียนรู้จากเราด้วย และพี่ได้เรียนไปเยอะมากๆ เลย
  • ขอบคุณเพื่อนหลายๆ คน
    • มิตรสหายในโซเชียลเน็ตเวิร์คทั้งหลาย
      • ขอบคุณที่ยังมีมิตรจิตรอันดีและเกื้อกูลกันมาโดยตลอดครับ
      • ห่างหายไปบ้าง หวังว่าจะยังได้ keep in touch กับทุกคนอยู่นะครับ
    • เพื่อนที่สาธิต
      • เพื่อนที่สาธิตหลายๆ คนที่ยังติดต่อกัน ขอบคุณที่ยังมีมิตรจิตอันดีเสมอมา
      • พี่หมอทั้งหลายที่เคยคุยด้วยบ่อยๆ ถึงจะห่างหายเพราะยุ่งๆ กัน แต่คิดถึงนะ
      • แคตช์มีอิฟยูแคน ขอบคุณสำหรับที่ปล่อย dark memes นะครับ
    • เพื่อนที่ภาค
      • ขอบคุณ CPE ทุกคนสำหรับงานหลายๆ งาน ฟัคอัพไปบ้างก็ขออภัย
      • กลุ่มที่อยู่ด้วยกันบ่อยๆ — อ้น เบนซ์ มอร์แกน ไข่ ขอบคุณมาก ฟัคอัพไปบ้างก็ขออภัย รักพวกมึงทุกคน
      • เพื่อนทั้งหลายที่เราสนิทใจมากพอปล่อยมาเพ่นพ่านในแอคลับทั้งหลาย — ขอบคุณที่เป็นโซนอุ่นๆ ให้กันอยู่ตลอด รู้จักเรามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ
      • แก เออ แกนั่นแหละ
        • ยกให้พารากราฟนึงเลยโว้ยยยย ยาวกว่าชาวบ้านด้วยโว้ยยยย
        • แก MVP เราทั้งปีนี้เลย ไม่รู้ควรจะขอบคุณแบบไหนว่ะ
        • พิมพ์มาทั้งหน้าทั้งเรื่องความรักเรื่องนอยด์ไม่น้ำตาซึมนะ มาซึมตรงนี้ว่ะ
        • ขอบคุณ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงถึงจะพอว่ะ ถถถถถถถถถถ
        • (เขียนไม่ถูกจนต้องทักหลังไมค์ไปหา เผื่อจะเขียนง่ายขึ้น ไปย้อนอ่านเองแล้วกันนะ)
        • ปีหน้าฝากด้วยนะ จะบอกแบบนี้ทุกปี
        • ดีใจเสมอที่วันนั้นตัดสินใจเดินไปทัก :)
  • ขอบคุณคนทั้งสองคนที่ทำให้เราใจเต้น
    • ถึงคนแรก: เราไม่คิดว่าเธอจะอ่านแหละ แต่ถ้าเธออ่าน ขอบคุณมาก เราคงอยู่ห่างออกจากกันไปมากขึ้นเรื่อยๆ ขอให้เธอมีความสุขในที่ตรงนั้นของเธอ :)
    • ถึงคนที่สอง: หวังว่าจะอ่าน Me Before You จบนะ จงใจเลือกเล่มนั้นเพราะตอนจบเลย :) คนที่อยากเห็นทุกคนมีความสุขคือคนที่สมควรได้รับความสุขที่สุดแล้วจริงๆ ขอบคุณสำหรับความสุขที่ให้มานะ
    • บอกทั้งสองคนอีกรอบ: น่าจะรู้กันเนอะว่าเราไม่ชอบพิมพ์หน้า :) ยกเว้นจะยิ้มจริงๆ อยากให้รู้ว่าทำให้เรายิ้มอยู่นะ
  • ขอบคุณพ่อแม่ ห่างจากบ้านขึ้นเยอะเรื่อยๆ แต่บ้านก็เป็นที่อุ่นใจเสมอ :)

ขอบคุณทุกอย่างที่ประกอบรวมกันเป็น 2017
ขอให้ 2018 เป็นปีที่ดี :)

เธอชอบฝน

“ขอร่มหน่อย”
เขาแปลกใจ หยิบร่มคันนึงกางคู่กับเธอ

“เธอ”
“หืม?”
“ทำไมถึงขอร่มล่ะ ปกติเธอชอบฝนไม่ใช่เหรอ”
“อื้ม แต่วันนี้อากาศเย็นนี่นา เราชอบเวลาฝนตกแล้วแดดไม่เผา”
“แล้วเธอบอกว่าเธอชอบฝน เธอไม่อยากอยู่กับมันแล้วเหรอ”
“การที่ชอบกันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอต้องอยู่กับสิ่งนั้นตลอดป่ะ”
“อืม ก็จริง แต่ถ้าวันนึงไม่มีแดด ไม่มีอากาศร้อน เธอจะยังชอบฝนอยู่ไหม”

เสียงฝนตกเบาๆ คือสิ่งที่เขาได้ยิน

“ถ้าวันนึงมีแต่อากาศเย็น เธอจะชอบอากาศเย็น หรือชอบฝน?”

เธอเงียบ
เขาเงียบ
เสียงฝนตกฟังชัดขึ้นยามทุกอย่างเงียบสนิท

เธอชอบฝน หรือเธอแค่ชอบใครก็ได้ที่ทำให้เธอเย็นในวันที่แดดเผา?

Jojo Moyes – Me Before You

ปกติส่วนตัวไม่อ่านนิยายรัก แต่ Me Before You เป็นหนังสือที่เลือกมาอ่าน (และเลือกซื้อให้กับคนคนหนึ่ง) เพื่อแทนคำขอบคุณสำหรับความรู้สึกบางอย่าง

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อวิล เทรย์เนอร์ นักธุรกิจหนุ่มประสบอุบัติเหตุที่ทำให้เขาเป็นอัมพาตท่อนล่าง และลู คลาร์ค ต้องออกจากงานประจำเพราะร้านกาแฟที่เธอทำอยู่กำลังจะปิดตัวลง

ลูได้งานใหม่เป็นผู้ดูแลวิล ตลอดเวลาที่ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างเปลี่ยนกันและกัน วิลเปิดใจมากขึ้น และลูก็ได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ในชีวิตไม่ใช่น้อย

เราคงไม่เขียนถึงนิยายเล่มนี้มากนัก แต่นิยายเล่มนี้ทำให้เราน้ำตาซึม คนอีกฝั่งที่เราซื้อหนังสือให้เปลี่ยนเราไปพอสมควร ดังนั้นหลายอารมณ์ในหนังสือสามารถ “กิน” ใจเราได้ไม่ยาก

แม้จะไม่ใช่นิยายประเภทที่เรา (ชอบ) อ่าน แต่ Me Before You ก็เติมเต็มความรู้สึกบางส่วนให้เราได้อย่างดี

Just live well. Just live.