ก่อนนอนคืนสุดท้าย

“ถ้ารู้ว่าหลังจากคุณนอนครั้งนี้คุณจะไม่ตื่นนอนอีกเลย ก่อนนอนคุณจะทำอะไร”

“เลือกชุดมารีดและแขวนหน้าตู้ ขัดรองเท้าหนัง”

“มีประโยชน์อะไรในเมื่อคุณจะไม่ได้ใส่มันอีก”

“ขอผู้คนโปรดจดจำว่าผมรีดเสื้อและขัดรองเท้าทุกวัน”

ครึ่งชีวิตของความทรงจำ

ตั้งใจจะซักกระเป๋าเป้ ถอดพวงกุญแจที่คล้องทั้งหมดออกมา แล้วก็พบว่าทุกชิ้นมีความเหมือนกันอยู่อย่างนึง–ทั้งหมดล้วนมีความทรงจำเกี่ยวกับความรักเก็บไว้

พอนึกถึงตอนนั้นก็รู้สึกว่าหัวใจตอนที่หยิบพวงกุญแจมาคล้องกับกระเป๋าใหม่ๆ ล้วนแต่เต้นแรงน่าดู, พวงกุญแจบางชิ้นก็อยู่กับเรามานานจนเปลี่ยนกระเป๋าไปสามสี่รอบ บางชิ้นก็คล้องๆ ถอดๆ เหมือนความรู้สึกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา

ความรักบางครั้งก็จบสวยบ้าง ไม่สวยบ้าง, ไม่รู้ว่าครั้งที่จบสวยนั้นไม่ย้อนกลับไปคิดถึงได้ยังไง ไม่รู้ว่าครั้งที่จบไม่สวยพาตัวเองผ่านน้ำตาและคืนที่ฝนตกมาได้ยังไง
จริงๆ ใช้คำว่าไม่รู้ก็ไม่น่าจะถูกมากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ผิดเสียทีเดียว, การพาตัวเองเดินไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานขึ้นทุกวัน ก็ย่อมทำให้ความทรงจำบางอย่างหายไปตามเวลา จะเรียกว่าความทรงจำมี “ครึ่งชีวิต” ของมัน ที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วค่อยๆ สลายไปก็ได้นั่นแหละ

มีคนบอกว่าสักวันหนึ่งพอเรากลับมาดูตัวเองในอดีต เราจะไม่รู้สึกอะไร ไม่รู้สึกทุกข์ ไม่รู้สึกสุข ไม่รู้สึกเศร้า หรือดีใจ หรืออะไรอีกต่อไปแล้ว

สำหรับตัวเองกับพวกกุญแจสองในสาม วันวันนั้นน่าจะมาถึงแล้วแหละ

ตบตีกับ NVIDIA บน Ubuntu

เขียนไว้นิดหน่อยเป็น notes ให้ตัวเอง

  • ตอนนี้มี PPA Drivers แล้ว ลงให้เสี่ยงพังน้อยที่สุดคือเพิ่ม PPA ที่ https://launchpad.net/~graphics-drivers/+archive/ubuntu/ppa แล้วไปเลือก Additional Drivers เอา
  • ถ้าเคยใช้ proprietary drivers เก่าๆ ให้ไป purge แพคเกจ nvidia-* ทิ้งด้วย
  • ถ้าลงยังไง nvidia-smi ก็ทำท่าจะไม่เจอการ์ดจอ ลองปิด secure boot (เสียเวลาชีวิตไปสองวันเต็มๆ)

ความสุขหลังกำแพง

ความสุขในชีวิตเหรอ? การอยู่ในจุดต่ำสุดของชีวิต มีกำแพงสูงกั้น วันที่พยายามปีนกำแพงนั่นขึ้นมาจนสำเร็จและเห็นพระอาทิตย์สวยงาม นั่นแหละคือความสุข

เธอ, 2017

วันนั้นที่เราคุยกัน ผมไม่รู้ว่ากำแพงของเธอเป็นยังไง อย่าว่าแต่กำแพงของเธอเลย ผมยังไม่เคยเห็นกำแพงของผมด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าอะไรคือกำแพงของตัวเอง อย่างน้อยก็จนเธอไม่อยู่ข้างๆ แล้วนี่แหละ

แรกๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นเป็นกำแพง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ลึกแค่ไหน รู้ตัวอีกทีคือทุกอย่างรอบตัวมืดลง กังวลว่าจะติดอยู่ในนั้นตลอดไป

แต่คนเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ พื้นชันบ้างไม่ชันบ้าง เริ่มเห็นเงา เห็นอะไรมากขึ้น หันหลังไปบางครั้งก็เห็นว่าที่ที่ตัวเองเคยอยู่มืดขนาดไหน บางครั้งก็แทบไม่เห็นอะไรเลย

เดินมาไกลขึ้นก็เห็นอะไรชัดขึ้น ตายังสู้แสงอาทิตย์ไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยทุกอย่างรอบตัวที่เห็นก็สว่างและสดใสขึ้นกว่าเดิม

(เผยแพร่ครั้งแรกบนเฟซบุ๊คส่วนตัว (เข้าดูได้เฉพาะเพื่อน))

โกรธไม่พอ

(เผยแพร่ครั้งแรกที่เฟซบุ๊คส่วนตัว)

ผมคิดว่าบางทีเราก็โกรธไม่พอ โกรธโครงสร้างพื้นฐานแย่ๆ โกรธคุณภาพชีวิตห่วยๆ

ความโกรธเป็นอารมณ์แง่ลบ แต่แล้วไงอะครับ? ความขี้เกียจก็เป็นอารมณ์แง่ลบเหมือนกัน นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างก็เกิดจาก “อารมณ์แง่ลบ” อันนี้เหมือนกัน

ผมคิดว่าสิ่งที่หลายคนเรียกกันว่าการมองโลกแง่บวกกำลังสร้างวัฒนธรรมเพิกเฉย (ignorant) ไม่รู้ตัว คิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีนะ ตื่นเช้าขึ้นมาเจอวัฒจักรแบบเดิม หลอกตัวเองแบบเดิม

ผมยอมรับว่าพอโตมาแล้วไม่ชอบการที่ตัวเองถูกสอนว่าความโกรธไม่ดี ผมคิดว่าบางครั้งเราต้องโกรธให้พอ realistic ให้มากพอ ไม่เพิกเฉยปัญหา ถึงจุดนั้นผมคิดว่าภาพความเปลี่ยนแปลงที่เราอยากให้เป็นไปน่าจะชัดขึ้นกว่าเดิม

กลัว

“กลัวเหรอ”

“อื้อ”

“เข้าใจ บางอย่างที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นไงก็น่ากลัวแบบนี้แหละ”

“ขอบคุณที่เข้าใจนะ”

“ช่วยอะไรได้ไหม”

“ไม่รู้สิ อาจจะได้มากๆ หรือไม่ได้เลย เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะขี้กลัวไปอีกนานไหม”

“ถ้าทำอะไรได้ก็อยากช่วยน่ะ”

“ถ้าเธอบอกว่าไม่ต้องกลัว เราก็จะไม่กลัว”

“ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ไม่หรอก แต่อย่างน้อยก็คงอุ่นใจขึ้นเยอะแหละ”

“งั้น ไม่ต้องกลัวนะ”

2018: ดั่งพระจันทร์ มีข้างขึ้นย่อมมีข้างแรม

สองพันสิบแปดคงเป็นปีที่มีอะไรผ่านมาเยอะเหมือนกัน สุขและทุกข์ย่อมปนเปกันไป หลายอย่างยังฝังติดชัดในใจ แต่กระนั้นก็มีหลายอย่างที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้

ตัวเอง

ช่างแม่งเหอะพี่… ช่างแม่งบ้าง

น้องที่ internship คนนึง
  • เรารู้สึกมีหลายอย่างในตัวเองที่เปลี่ยนไป จะบอกว่าโตขึ้นก็ได้มั้ง?
    • ที่บอกว่ารู้สึกตัวเองโตขึ้น คงเพราะเราเกลียดตัวเองมากขึ้น
    • มีคนบอกว่าอย่าโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราเกลียด, แต่ไม่รู้สิ ทำไมเรารู้สึกมีมุมของเราที่ถ้าตัวเองตอนปีสองปีก่อนมาเห็นแล้วจะผิดหวังอยู่ในนั้น
    • การโตขึ้นคือการยอมรับโลกอันเป็นสังคมไม่อุดมคติหรือเปล่า?
      • ถ้าใช่ ความเย็นชาต่อโลกอันไม่อุดมคติ การเข้าสู่สภาวะยอมรับ (acceptance) ก็ใช่สิ่งที่ทำให้เรา “เกลียด” ตัวเองหรือเปล่า?  ความฝันและความเชื่อที่ถูกสภาวะยอมรับดังกล่าวกดทับยังมีอยู่ไหม?
  • เย็นชามากขึ้น ใส่ใจคนอื่นน้อยลง?
    • ปีที่ผ่านมาเหมือนเรียนรู้ที่จะช่างแม่งกับอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น
    • สำหรับเราการเลือกให้น้ำหนักที่จะช่างแม่งหรือเก็บเรื่องของคนอื่น กับการใส่ใจเรื่องของคนอื่น เป็น tradeoffs ที่น่าสนใจ เรามีความทุกข์
      • หรือพอโตไปจะหัดเพิกเฉย (ignore) ต่อเรื่องราวของคนอื่นได้มากขึ้นเอง?
  •  มีนิสัยเสียหลายอย่างที่งอกเงยมา
    • ยังคงใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ปากกาเนี่ยแหละตัวดี
      • ใช้จ่ายได้แหละถ้าบริหารเงินไปออมและลงทุนได้ดีกว่านี้
      • กินแพงขึ้นนี่ไม่อยากนับว่าสุรุ่ยสุร่าย จริงๆ คืออยากกินให้แพงขึ้นด้วยซ้ำ
        • เรามองว่าการกินคือการศึกษาวัฒนธรรม และอยากเข้าถึงความหลากหลายให้มากกว่านี้
          • จริงๆ ที่รู้สึกว่ากินแพงขึ้นเพราะการกระจายเพิ่มขึ้น (กินร้านถูกลง และแพงขึ้นมากตามไป)
  • มีหลายอย่างที่อยากทำแล้วทำได้
    • ได้ไปคอนเสิร์ต BNK48 กับมิ้น ชีวิตนี้คิดว่าคงไม่สามารถลากสังขารไปแบบนี้ได้อีกแล้ว
      • การไปคอนเสิร์ตแบบนี้ ต่อให้แก่แค่ไหนก็แนะนำว่า once in a while, มันคือชีวิตวัยรุ่นสักครั้งของคุณว่ะ
    • ร่วมกับคุณแพคทำไรท์ติ้งอินไทยตั้งแต่เดือนมีนาคม หวังว่าจะได้อะไรใหม่ๆ มากขึ้น (และได้ฝึกเขียนภาษาคนให้รู้เรื่องสักที)
    • นอกจากนั้นแล้วปีนี้ได้หาที่ฝึกงาน, ซื้อกล้องใหม่, กินเยอะเหมือนเดิม, ร้องไห้น้อยลง (นี่ขนาดน้อยลงแล้วนะ!)
  • และมีหลายอย่างที่ทำไม่ได้
    • อ่านหนังสือให้เยอะขึ้น, เล่นมือถือให้น้อยลง
  • มีหลายอย่างที่เพิ่มมา
    • เพื่อนที่สนิทมากขึ้น, บางครั้งก็รู้สึกได้ทำในสิ่งที่อยากทำได้กล้าขึ้น
  • และมีหลายอย่างที่หายไป
    • ถึงจะไม่มีคนโคจรจากชีวิต แต่เหมือนเศษเสี้ยวของตัวเองหล่นหายไปในระหว่างทาง
    • ยังเป็นศิระกรคนเดิมไหม? คนที่กล้าออกไปทำอะไรไหม? คนที่รู้สึกว่าความผิดพลาดมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น? คนที่พร้อม embrace ความหลากหลาย ความแตกต่าง พร้อมเข้าใจในความเป็นไปของหลายๆ สิ่งไหม?
  • สรุปพอมาอ่านแล้วก็เหมือนว่า 2018 เป็นปีที่ชีวิตตัวเองเหมือนจะเลวร้ายลงไปเสียอย่างนั้น
    • แต่ในความเลวร้ายนั้นก็เหมือนมีอะไรที่ยังเป็นเราอยู่ ก็หวังว่าจะสามารถเป็นตัวเองที่อยากเป็นได้มากกว่านี้

งานและการเรียน

  • ช่วงปีสองพันสิบแปดเป็นปีที่เห็นอนาคตของตัวเองมากขึ้นจนชัดเจน จากเด็กที่สองปีที่แล้วไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหนในชีวิตดี
    • ได้รับโอกาสจากอ.ธีรวิทย์จาก VISTEC ให้ไปฝึกงานที่นั่น (ภายใต้คำแนะนำของอ.ธนาวินท์) ปฏิเสธไม่ได้ว่าการไปฝึกงานครั้งนั้นสร้างจุดเปลี่ยนให้กับชีวิตเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
      • สังคมที่ VISTEC ดีมาก ดีจนเราคิดถึง เราอยากเก็บความสัมพันธ์และคนที่นั่นไว้อยู่มากทีเดียวเชียว
  • แต่ก็เป็นปีที่มืดบอดและหมดหนทางอย่างบอกไม่ถูก
    • หลังกลับมาจาก internship ที่ VISTEC เราไฟหมด… หมดเพราะอะไรไม่รู้… และตอนนี้ยังจุดติดไม่ได้เท่าเดิม
    • นอกจากลังเลใจว่าควรต่อป.โทดีไหม ก็ยังลังเลใจว่าเราควรต่อป.โทวิศวะคอม หรือต่อบริหารจัดการ
      • เราไม่ปฏิเสธว่างานบริหารไม่ใช่งานที่เราอยากทำที่สุด แต่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโอกาสเติบโตของคนในสายบริหาร (ทั้งในแง่เงินเดือนและการพบปะผู้คน) สูงกว่าการเป็น dev ชั่วนิรันดร์มากๆ
      • เราไม่เถียงว่า dev มีโอกาสโต, แต่ไม่รู้สิ ความเป็นไปได้มันมีสองอย่าง ไม่ (1) เราทะเยอทะยานกว่าการเป็น dev ที่เก่งมากๆ แล้วจบ ก็ (2) เราไม่เก่งพอ (และอาจไม่มีวันเก่งพอ) จนถึงระดับที่เราไม่เห็นความเป็นไปได้ที่เราจะยืน ณ จุดนั้น?
  • มานั่งนึกถึงเรื่องต่อบริหารทีไร เราอยากกลับไปขอโทษศิระกรสมัยที่เขามาสัมภาษณ์วิศวะเกษตรทุกที

ความรัก

  • ปีนี้มีความรักครั้งนึงแหละ แต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปค่อนข้างเร็ว แต่น่าประหลาดใจที่เราคิดว่าปีนี้เราได้เรียนรู้เรื่องความรักจากเรื่องของคนคุยเก่าได้เยอะมากๆ
  • เราเคยตั้งเวลาว่าภายในหนึ่งปีเราจะลืมคนคุยเก่า หลังจากที่มีบางคนทราบเรื่องนี้ เราก็รู้สึกเราได้มุมมองอะไรใหม่ๆ บ้าง

หนูไม่จำเป็นจะต้องแคร์[เวลา]เลย ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งตั้งเวลาให้ตัวเอง ถ้าวันนึงหนูเจอคนที่หนูรอจริงๆ จะปฏิเสธเค้าเพียงเพราะไม่ถึงเวลาที่หนูตั้งไว้เหรอ

พี่ไอซ์

แต่ผมเชื่อว่าสุดท้ายความรักก็สวยงามเสมอ

อาจารย์บุ๊ง
  • พอหัดก้าวผ่านอดีต ก็จะรู้จักหัดก้าวเดินไปต่อ, ก็เหมือนจะมีความกล้าออกไปตามหาความรักอยู่ช่วงนึง
    • โหลด Tinder มาเล่น ถึงจะไม่เวิร์คก็ตาม 5555555
  • แน่นอนว่าการลืมคนคุยเก่า (ที่ไม่ยอมออกจากหัวเรามาปีกว่าๆ) ไม่ใช่เรื่องง่าย
    • เพิ่งมารู้สึกว่าใกล้แล้วแหละก็ตอนที่เดินเล่นวันคริสต์มาสแล้วไม่ร้องไห้
  • การเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทรงจำเป็นเรื่องที่ยากที่สุด แต่ถ้าทำได้จะรู้สึกว่าหลายอย่างง่ายขึ้นมากๆ
    • พูดถึงตรงนี้แล้วคิดถึงแฟนเก่า — แฟนเก่าเป็นคนที่เรารู้แล้วแหละว่าเราจะเก็บภาพเค้าไว้ในใจยังไงให้เรานึกถึงมันแล้วคิดถึงเค้ามากที่สุดโดยที่เราไม่ต้องไปยึดติดกับอดีต
    • ก็กำลังจะรู้สึกแบบนั้นกับคนคุยเก่าเหมือนกัน
  • สรุปแล้วก็เป็นปีที่กลับมาเชื่อมั่นในตัวเองอีกครั้ง ตรงนี้คงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดของปีนี้แล้วมั้ง

มึงจะได้เชื่อสักทีว่ามึงก้าวต่อได้แล้ว

รวิส

พี่เชื่อว่าแกจะได้เจอคนที่ดี

พี่น้ำเงิน
  • เรื่องความรักนี่ ถึงจะยังไม่มีใคร แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุดของปีนี้แล้วมั้ง :)

เพื่อน

เสียดายไม่มีรูปสิบเอ็ดคน, แต่ดีใจที่ได้สนิทกันมากขึ้น และคิดว่าคงไม่ต้องเขียนบรรยายอะไรให้มากความเนอะ ดึ๋ง!

มองไปข้างหน้า

ได้เวลาเขียน 2019 Life Goals

  • ฝึกงานต่างประเทศ
    เป็นข้อที่น่าจะทำได้ยากที่สุดเพราะถึงเงินที่บ้านจะมี แต่ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยขนาดนั้น (ญี่ปุ่นน่าจะไปได้แบบชิลๆ แต่อยากไปฝรั่งเศส…)
  • มีแฟน
    เป็นปีแรกที่เขียนโกลแบบนี้ เพราะกลัวไวน์ที่พี่น้ำเงิน (จาก VISTEC) ให้มาพร้อมเจาะจงว่า “เปิดเฉพาะเมื่อมีแฟน” จะหมดอายุเสียก่อน (เปล่าหรอก อยู่คนเดียวเหงาเกินไปแล้วน่ะ)
  • อ่านหนังสือเดือนละสองเล่ม
    หยวนให้เป็นเดือนละเล่มถ้าหนังสือหนา
  • นอนวันละเจ็ดชั่วโมงขึ้นไป
  • วิ่งสัปดาห์ละสองวัน

Thanks

เลือกที่จะเขียนตรงนี้ไว้ในเฟซบุ๊คเพราะอยากแท็กหลายๆ คนมากกว่า ขอแปะลิงก์ไปตรงนั้นแล้วกันนะครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ขอบคุณทุกท่านที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอีกครั้ง และหวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ดีของทุกท่านเช่นกันครับ

VISTEC Internship – Life at the Campus

จากที่ตั้งใจว่าจะเขียนบล็อกฝึกงานทุกสัปดาห์ ตอนนี้กลายเป็นสองสัปดาห์หนึ่งบล็อกไปเป็นที่เรียบร้อย 55555555

อยู่ที่ VISTEC มาจะสองอาทิตย์แล้วครับ เพิ่งมีเวลาว่างมากพอที่จะเขียนอะไรยาวๆ ได้ เลยแอบมาบันทึกไว้หน่อย -w-)/

แล็บวิจัย

VISTEC มีสี่สำนักวิชา (เทียบเท่ากับคณะ) ครับ และแน่นอนว่าสำนักวิชาที่ผมมาทำงานด้วยก็หนีไม่พ้นสำนักวิชา Information Science and Technology (IST)

ตอนนี้ที่ IST กำลังดึงอาจารย์เก่งๆ มาหลายท่านครับ แต่ท่านที่เข้าใจว่าอยู่ประจำมีอยู่สามท่านได้แก่

  • อาจารย์ปรเมษฐ์ มนูญพงศ์ ดีกรี Full professor สองถึงสามสถาบัน ทำงานทางด้าน robotics เต็มตัว
  • อาจารย์สรณะ นุชอนงค์ ที่ทำด้าน Data Science เพิ่งย้ายกลับมาจาก CityU ที่ฮ่องกง
  • และอาจารย์ธีรวิทย์ วิไลประสิทธิ์พร อาจารย์ที่ผมสังกัดทำงานด้วยครับ :D

ตอนนี้สองงานวิจัยที่แล็บฯ กำลังทำควบกันคืองานของทั้งด้านการสั่งงานด้วยคลื่นสมอง (Brain-Controlled Interfaces) และระบบอยู่อาศัยอัจฉริยะ (Smart Living Solutions)

งานของผม

สำนักวิชา IST ที่ VISTEC กำลังสร้างตึกใหม่ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จมาเปิดอาคารภายในช่วงสิงหาคม งานของผมในตอนนี้คือการทำการสาธิตผลงานวิจัยที่แล็บกำลังสนใจอยู่

ซึ่งตอนนี้ scope งานของผมเป็นการสั่งงานควบคุมทิศทางผ่านการมองเคอร์เซอร์ครับ แค่ใส่หมวกวัดคลื่นสมองแล้วมองว่าจะเอา “ขึ้น-ลง-ซ้าย-ขวา” ก็สามารถคุมเคอร์เซอร์บนจอได้ (ความจริงต่อกับ simulation หุ่นกระป๋องมีล้อวิ่งแล้วด้วยนะ แต่ยังไม่ได้ถ่ายลงแค่นั้นเอง >__<)

จริงๆ แล้วงานตรงนี้เรากำลังขยายเพื่อต่อยอดครับ เช่น

  • จากการสั่งงานเพื่อคุมทิศทางอย่างเดียว (เช่นคุม wheelchair) เราอาจจะจับ vision ว่าผู้ใช้มองอะไรอยู่ เพื่อที่จะได้สั่งงานได้ ผมเขียน proof-of-concept โดยใช้ QR Code ง่ายๆ มาคอย monitor กล้องจากมือถือของผม
  • ในอนาคตเราต้องสามารถปรับความเร็วได้ด้วยการคิดความแรงของสัญญาณเป็นต้น

จริงๆ แล้วศักยภาพของ BCI นี่ค่อนข้างกว้างนะครับ เราน่าจะสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างใหม่ๆ ได้จากงานตรงนี้ ทางแล็บเองก็พยายามนำเอา approach ใหม่ๆ มาใช้ ทั้ง Machine Learning/Deep Learning เพื่อให้ได้งานวิจัยที่เจ๋งเป้งออกมาครับ :D

ชีวิตในรั้วสถาบัน

อย่างหนึ่งที่ควรพูดถึงคือชีวิตใน VISTEC นี่เรียกว่าสุขสบายก็ได้ครับ ส่วนหนึ่งเพราะพื้นที่ที่กว้างขวางเมื่อเทียบกับบุคลากร ทำให้เราได้เห็น…

  • แนวทางการออกแบบที่ตั้งใจให้เป็น remote research centre ทำให้ที่นี่มีทุกอย่างเพียงพอที่จะประทังชีวิต
  • การวางผังสถาบันที่ทำให้สามารถเดินใน campus ได้ทั่ว (ตึกทั้งหมด ณ ปัจจุบันอยู่ในระยะเดินได้สบายๆ)
  • ภูมิสถาปัตย์ที่สวยมาก! การได้ทำงานในที่บรรยากาศดีๆ นี่มันช่วยได้จริงๆ
  • facilities หลายอย่างที่ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน

ผมเป็นคนไม่ชอบนั่งรถอยู่แล้ว (จริงๆ คืองกค่ารถ 55555) ดังนั้นผมเลยโอเคกับการที่มี walkway ทั้งสถาบัน “มากๆ” กลางวันกันแดด กลางคืนมีไฟทางเดิน แต่ถ้าฝนตกหลังคาไม่กันเปียกนะ 5555555555

เท่าที่ผมทำงานมา ตอนนี้ผมพบว่าโอเคกับการทำงานแบบนี้เลยนะ

  • Work-life balance ที่นี่ถือว่าโอเคครับ ผมอยากทำงานตอนไหนผมก็ทำ อาจจะมาเช้า เลิกดึก แต่ระหว่างวันก็พักบ้างอะไรบ้าง ตอนเย็นชวนคนในทีมไปตีแบด เล่นเปียโน (ใช่ครับ ที่นี่มีเปียโนให้เล่น :D เพิ่งรู้หลังมาได้สองสามสัปดาห์)
  • ความบ้านนอก แม้จะอยู่ห่างความเจริญและย่านชุมชน แต่สถาบันฯ ก็จัดรถกลับกรุงเทพทุกวันหยุด หรือรถสลับสัปดาห์ไปเที่ยวระยอง-พัทยา สัปดาห์ไหนที่ผมไม่ได้กลับบ้านก็แวะ Tops หาของมาทำอาหาร
  • อาหารการกิน ถ้าเป็นคนเรื่องมาก (เช่นผมที่เรื่องมากเรื่องของกิน) ก็จะพบว่าชีวิตที่นี่ค่อนข้างเศร้าๆ ครับ 55555555 ความเศร้าคือ canteen ที่นี่เป็น all-you-can-eat ซึ่งราคาค่อนข้างแพง ทีมผมเลยตัดสินใจสั่งร้านอาหารตามสั่งข้างนอกมา และจากสถิติการสั่งร้านอาหารข้างนอก เราเจอ…
    • เมนูอาหารกาชาปอง สั่งยังไงไม่ได้อย่างงั้น
    • ผัดกระเพราใส่คะน้า! (แม่เจ้า อาชญากรรมกว่าถั่วฝักยาว)
    • สุกี้ที่สั่งแล้วไม่มีน้ำสุกี้มาให้ กลายเป็นผัดวุ้นเส้นจืดๆ
    • โปรตีนเสริมจากแมลงวันในอาหาร
    • ซึ่งจริงๆ ทั้งหมดนี่ไม่ได้ผิดที่ VISTEC นะ ถถถถ แต่ถ้าค่าข้าวถูกลงมาหน่อยจะดีมากเลย ;-;
  • ไฟฟ้า ช่วงนี้ไฟดับบ่อย ยอมรับว่าค่อนข้างมีผลกับการอยู่อาศัย ดับนานสุดคือข้ามวัน (เข้านอนแล้วตื่นมายังไฟดับอยู่) อันนี้ได้ยินว่าจะรีบหาทางปรับปรุง
  • ส่วนชีวิตที่เหลือต้องบอกว่าสบายครับ ทุกอย่างครบครัน วิวดี เน็ตแรง ทีมที่ทำงานด้วยน่ารักและเป็นกันเองมากๆ

สำหรับผมการออกมาเห็นอะไรแบบนี้ทำให้ผมพอรู้นะว่าเอกชนที่พร้อมสนับสนุนงานวิจัยในประเทศไทยยังมีอยู่จริง และการเกิดขึ้นของ VISTEC ก็การันตีให้ผมได้ว่าชีวิตสายวิจัยในประเทศไทยน่าจะสามารถ driven โดยเอกชนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐเยอะเท่าเมื่อก่อน

ครึ่งทางของการฝึกงานก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หวังว่าจะได้เห็นและได้ทำอะไรเจ๋งๆ มากกว่านี้เรื่อยๆ ครับ :D

ปิดท้ายด้วยภาพหมูกระทะหัวละ 179 (เรทราคานี้น่าจะหากินในกรุงเทพยาก :P)

VISTEC Internship – Prelude

นี่เป็นครั้งที่สองที่ได้ฝึกงานช่วงปิดเทอม (จริงๆ ก็อาจจะนับว่าเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่างานเขียนเว็บที่ทำก่อนขึ้นปีหนึ่งนั่นนับว่าฝึกงานได้ไหม :P) แต่ก็รู้สึกว่าควรมาบันทึกอะไรไว้หน่อย

ฝึกงานสายวิชาการ — ทางเลือกที่ไม่ได้พบบ่อย

จริงๆ แล้วต้องบอกว่าในขณะที่หลายคนเลือกฝึกงานกับ tech companies ทั่วไป จริงๆ มีอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนไม่ได้หยิบมาพิจารณา คือการฝึกงานกับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัย

ความตั้งใจแรกของเราคือมาเก็บเกี่ยวความรู้ machine learning/deep learning หลังจาก research คร่าวๆ มาก็พบว่าถ้าอยากฝึกงานสาย academic ในไทยน่าจะมีตัวเลือกอยู่สองตัวเลือกได้แก่

  • NECTEC (ศูนย์เทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ) ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้สวทช. เท่าที่ดูแล้วสายที่เราสนใจในเนคเทคก็แข็งแกร่งอยู่ไม่ใช่น้อย ทีม Machine Learning ที่นั่น (ถ้าเข้าใจไม่ผิด) นำโดยอาจารย์สรรพฤทธิ์ และทีมที่เรา (เคย) สนใจ (จริงๆ ก็สนใจอยู่ :D) คือทีม NLP ของพี่อาร์ม
  • VISTEC (สถาบันวิทยสิริเมธี) เป็น graduate school กับ frontier research centre ที่มีบริษัทรัฐวิสาหกิจและเอกชนหลายเจ้า (หลักๆ ได้แก่เครือปตท. และตอนนี้มี sponsors เพิ่มสองบริษัทคือ KBANK และ SCB)

อาจารย์ธนาวินท์ (ที่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์) มีงานที่ cooperate อยู่กับทีมที่ VISTEC ด้วยพอดี ด้วยคำแนะนำของอาจารย์เลยตัดสินใจมาที่ VISTEC นี่ละ :D

VISTEC

VISTEC หรือสถาบันวิทยสิริเมธี เป็นสถาบันวิจัยและบัณฑิตวิทยาลัยที่ตั้งอยู่กลางอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง — ถึงจะบอกว่าตั้ง “กลาง” อำเภอ แต่ความจริงที่นี่ห่างจากตัวเมืองค่อนข้างมาก

บรรยากาศการทำงานที่ VISTEC ดีมาาาากก :D ที่เห็นในรูปคือตึกออดิทอเรียมและหอสมุดของ VISTEC ซึ่งถ่ายจากกลางทะเลสาบขนาดไม่ใหญ่มากหน้า VISTEC เอง

ส่วนไปทำยังไงถึงถ่ายมุมนั้นได้น่ะเหรอ

A post shared by srakrn (@srakrn) on

คำตอบคือถ่ายตอนไปพายเรือครับ! ใช่ครับ เรือคานูลำเล็กๆ ที่พายคนเดียวได้! ด้วยความที่ graduate students และนักวิจัยที่นี่ต้องทำงานค่อนข้างหนัก บวกกับห่างไกลจากสถานที่พักผ่อนในตัวเมือง (ไกลกรุงเทพและไกลตัวเมืองระยอง) ภายใน VISTEC เลยมีสิ่งอำนวยความสะดวกและ facilitites ที่พร้อมมากๆ จำนวนหนึ่งไว้รองรับ

เป็นการรีวิวฝึกงานที่ประหลาดดีเพราะเปิดมาด้วยการพูดถึงเรื่องสุนทรียภาพก่อนเข้าตัวงาน 5555555

งานที่ทำ

ผมสังกัดเป็น Research Assistant Internship (ผู้ช่วยนักวิจัยฝึกงาน) ครับบ งานที่ได้รับมอบหมายคือช่วยอิมพลีเมนต์งานวิจัยเรื่องการควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วยคลื่นสมอง ถึงอย่างไรก็ตาม working space ที่ผมทำงานจะนั่งรวมกับพี่ๆ ที่ทำ smart living solutions ตอนผมไม่มีอะไรทำก็เลยช่วยพี่บางคนดูแลตรงนี้ไปพร้อมกันด้วย

งานหนักไหม หนักครับ แค่เย็นวันแรกที่มาถึงเราก็รุมหัวล้อมโต๊ะทั้ง research team แล้ว

A post shared by srakrn (@srakrn) on

ผมหมายถึงล้อมโต๊ะพูล… นอกจากเรือให้พายเล่นและวิวดีๆ ให้ดู ก็มีโต๊ะพูลและฟิตเนสให้ใช้บริการด้วยนะ XD

ส่วนตัวมองว่านี่คือ Work-Life balance จริงๆ ครับ ผมอาจจะทำงานค่อนข้างดึกแต่ทำเพราะเพลินและไม่มีอะไรทำ ในขณะเดียวกันพอมีอย่างอื่นทำก็ชิลในระดับที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ productive เลยเหมือนกัน นอกจากนั้นก็ต้องขอบคุณทีมในนี้ที่ทุกคนน่ารักกันมากๆ คุยเล่นและเฮฮาได้เต็มที่ครับ

เข้าเรื่องจริงๆ ละครับ 55555 งานที่ได้รับมอบหมายให้ทำคือ implement การสั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยคลื่นสมอง ผ่านการ monitor คลื่นไฟฟ้าในส่วนการมองเห็น ซึ่งจะถูก stimulate ผ่านการมองเห็น และเราสามารถนำคลื่นตรงนี้มา analyse ได้

บอร์ดในรูปคือ OpenBCI เป็น Brain-Controlled Interface toolkit สำหรับ monitor คลื่นสมองหรือคลื่นไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อ ดังนั้นในช่วงแรกๆ ของการฝึกงานเลยเอามาทำอะไรสนุกๆ เล่นหน่อย

เป็นการเอา OpenBCI มา monitor การขยับตาเพื่อเล่นเกมไดโนเสาร์ของ Google Chrome ครับ :D แน่นอนว่าวิชาจำพวก signal processing ที่เรียนมาได้ใช้ประโยชน์แน่ๆ เพราะคลื่นสมองนั้นมี amplitude อยู่ที่ระดับ millivolts ซึ่งแค่ไฟบ้าน (ที่วิ่งด้วยความถี่ 50Hz) ก็สร้างสัญญาณรบกวนจำนวนมากได้แล้ว

อีกอย่างหนึ่งคือคลื่นสมองเป็นคลื่นที่มี Signal to Noise Ratio (SNR) ค่อนข้างต่ำ ทำให้การ monitor/analyse ข้อมูลทำได้ยากกว่าปกติ ซึ่งก็เป็นหนึ่งใน research directions ของแล็บที่จะ process กับสัญญาณเหล่านี้ด้วยวิธีต่างๆ

research directions ตรงนี้ผมคงเขียนถึงไม่ได้มากเพราะเป็น confidential ของทางแล็บเองด้วย แต่เอาเป็นว่าท้าทายและสนุกดีครับ ;)

สรุปปิดท้ายสัปดาห์แรก

เป็นสัปดาห์ที่ทำให้จับ pace การทำงานของตัวเองได้ง่ายขึ้น ว่าควรไปเร็วแค่ไหน ทำได้แค่ไหนถึงกำลังรักษา balance หลายๆ อย่าง หวังว่าอาทิตย์ต่อๆ ไปจะได้มา progress update เรื่อยๆ แล้วกันครับ :D

ถึงผมและพวกคุณ: ชีวิตหลังจบปีสอง

จริงๆ อยากเขียนลงเฟซบุ๊คด้วย แต่บังเอิญเป็นคนขี้อายไปนิด เลยตัดสินใจมาเขียนเงียบๆ ตรงนี้ดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่น่าจะมีคนคลิกมาอ่านเยอะสักเท่าไหร่

1 – ถึงตัวเอง

ครึ่งทางแล้วว่ะคุณ

หลังจากคุณเคว้งคว้างในปีการศึกษาแรก ในครึ่งทางของชีวิตการศึกษาระดับปริญญา คุณเลือกไปสาย Machine Learning และ Deep Learning แม้จะยังใหม่แต่คุณก็รู้สึกว่านี่คือทางของคุณ

คุณเชื่อว่าทางสายนี้จะทำเงินแม้ว่าผู้คนสายนี้จะเฟ้อจากฟองสบู่ของมันก็ตาม คำถามทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าคุณจะสามารถดันตัวเองไปอยู่ในจุดที่ดีกว่าคนทั่วไปได้หรือเปล่า คำถามนี้จะถูกตอบในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า กล่าวคือเป็นการไปฝึกงานครั้งที่สองของคุณ ขอให้โชคดีและทำให้เต็มที่นะ

ณ ชีวิตขณะนี้คุณกำลังลังเลกับการเรียนต่อปริญญาโท ทั้งตัวเลือกที่จะไม่เรียน และตัวเลือกที่จะเรียน ทั้งในสายคอมและสายบริหาร

ใช่ สายบริหาร! หลังจากคุณนอนน็อคในช่วงก่อนสอบ อยู่ดีๆ คุณก็มีคำถามว่างานของคุณจบไปจะสามารถสร้างความมั่นคงได้จริงๆ เหรอ? จริงอยู่ว่าคุณไม่อดตายแน่ แต่โอกาสที่คุณจะได้นั่งบนบังเหียนกุมบริษัทก็น้อยตาม

ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ก็หวังว่าคุณจะทำเหมือนที่คุณทำมาโดยตลอด คุณเชื่อว่าโลกนี้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ขอให้คุณเอาข้อมูลทุกอย่างมาคิดและตัดสินใจให้รอบคอบนะ

สู้ๆ เป็นกำลังใจให้กับการตัดสินใจนะ :)

2 – ถึงพวกคุณ

หลังจากเขียนถึงตัวเองก็คงได้เวลามาเขียนถึงคนอื่นแล้วแหละเนอะ ไม่มานั่งคุณเคิณแล้วด้วย 5555555 นอกจากในรูปนี้แล้ว คนที่อยากกล่าวถึงเช่นกันคือพี่นิว พรมนัส ไก่จุ้ย และคนเฮนเนยด้วย

สำหรับคนในรูป เราดีใจที่รูปห้าคนมันงอกออกมาเป็นเจ็ดคน (และคงจะดีใจกว่านี้ถ้ามันยังเป็นแปด) ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกันเราได้อะไรหลายๆ อย่างไปค่อนข้างมาก และดีใจที่ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง เห็นคนเริ่มไปงานพวก Game Jam เห็นเพื่อนๆ ทยอยเข้าแล็บ หรือแม้แต่เห็นการตั้งคำถามว่าจะทำอะไรต่อดี การยืนอยู่ในจุดที่คนรอบตัวกำลังค่อยๆ โตขึ้น มองไปแล้วมันสวยมากเลยนะ

อีกอย่างที่อยากบอก อารมณ์และความรู้สีกหลายอย่างที่ผ่านมาตอนปีสองได้พวกแกช่วย support ไว้ค่อนข้างเยอะมากๆ ถ้าต้องพูดกันตรงๆ ชีวิตเราก็ได้พวกแกมา spice up ขึ้นนะ :D ขอบคุณสำหรับรสชาติความ “อร่อย” นี้ เพราะเราก็ไม่คิดว่ามันจะกลมกล่อมไปมากกว่านี้ได้แล้วแหละ

ปีสามแล้วหวังว่าทุกคนจะได้เจอทางของตัวเองนะ ค่อยเป็นค่อยไปดอกไม้จึงบาน :)

3 – ถึงพวกคุณๆ

ถ้าไมล์สโตนมันนับกันได้ง่ายๆ ด้วยปัจจัยเพียงแค่เวลาอย่างเดียว เราก็คงบอกว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยของเราไหลไปครึ่งทางแล้ว

น่าเสียดายที่สำหรับเรามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ความสนุกในชีวิตมหาวิทยาลัยจริงๆ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ทั้งกิจกรรมและงานมหาศาล ฝึกงานและโปรเจกต์จบ — ปีหน้างานกิจกรรมเยอะขึ้นแน่ๆ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ -/|\-

สวัสดีสมาชิกใหม่อีกหกบวกหนึ่งคนที่เพิ่งเข้ามาเจอกันด้วยนะ :D ถ้ามีใครที่เคยอยู่ตรงนี้แล้ววันนี้ไม่อยู่แล้ว ก็ขอถือโอกาสสวัสดีและบอกว่าคิดถึงมาด้วยเลยแล้วกัน

เป็นกำลังใจให้ทุกคนสามารถเดินไปในทางที่ตั้งใจได้ ขอให้โชคดีและเดินไปอย่างแข็งแกร่งนะ

บล็อกอีกสองปีข้างหน้าคงเป็นบล็อกที่มีความหมายมากๆ อีกชิ้นนึงแน่นอน :)