ทัศนะและการตีตรา

ภาพ: เจอรัลด์ ฟอร์ด อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ (คนขวา) มอบเหรียญรางวัลให้ George Dantzig (คนซ้าย)

(เผยแพร่ครั้งแรกที่เฟซบุ๊คส่วนตัว)

ในปี 1939 นักศึกษาที่ UC Berkeley คนนึงเข้าห้องเรียนสาย เขาพบว่าอาจารย์ทิ้งโจทย์ไว้สองข้อ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปสอนอย่างอื่นต่อ
George Dantzig คือชื่อของนักศึกษาคนนั้น เขากลับบ้านไปทำการบ้านสองข้อนั้นส่งให้อาจารย์ในวันถัดมา ด้วยความรู้สึกว่าเป็นโจทย์ที่ยากกว่าปกตินิดนึง

อันที่จริง “การบ้าน” สองข้อนั้น เป็นโจทย์ปัญหาสถิติที่ยังไม่มีใครสามารถแก้ได้ และ “วิธีทำ” ของการบ้านข้อหนึ่งก็ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The College Mathematics Journal ของสมาคมคณิตศาสตร์แห่งอเมริกา และกลายเป็นธีสิสจบของ Dantzig เองด้วย

 

แนวคิดของ “ทัศนะคติบวก” เป็นหนึ่งในเรื่องที่พบได้มากทั่วๆ ไป ตั้งแต่กรณีของ Dantzig ซึ่งทำให้เห็นว่าบางครั้งอุปสรรคต่อการทำอะไรคือเรื่องของความคิดและการรับรู้ (mindset and perception) และแนวคิดคล้ายๆ กันนี้ก็กลายไปอยู่ในแนวคิดของการประทับตรา (labelling) ในสังคมวิทยา

การประทับตรา (ไม่ได้พูดถึงในแง่สังคมวิทยา) เกิดขึ้นได้ทั่วไป ตั้งแต่การแยกห้องเด็กเก่งเด็กอ่อน ถึงการตราหน้าว่าใครเป็นคนดี คนชั่ว
บางครั้งการประทับตราที่น่ากลััวที่สุดก็เกิดจากตัวเอง หากเรานิยามตนเองว่าทำไม่ได้ ว่าโง่ ว่าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคม ในที่สุดแล้วจิตสำนึกและทัศนะส่วนที่ลึกที่สุดก็จะถูกดูดกลืนจากตราที่ตัวเองประทับ

ส่วนตัวเชื่อว่าตราที่ตัวเองเป็นคนประทับ มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์กว่าตราของคนอื่น เพราะเป็นตราที่เราเชื่อว่าเราเป็นจริงๆ จึงไม่น่าจะปฏิเสธได้ว่า

บางครั้งการเริ่มเปลี่ยนอะไรในตัวเอง (หรือแม้แต่ในสังคม) ก็เริ่มจากการเลิกประทับตราแง่ลบทั้งหลายใส่ตัวเอง มองโลกตามจริงในแบบที่เป็น (in a neutral way) ถึงจุดนั้นน่าจะเห็นอะไรชัดขึ้นเองว่าเราควรทำอะไร รับรองว่าจะเป็นสิ่งที่สมควรแก่การทำจริงๆ มากกว่าการมานั่งประทับตราตัวเอง

 

George Dantzig เป็นนักคณิตศาสตร์ผู้คิดค้น Simplex method ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหา linear programming โดยใช้เมทริกซ์ (x, y, z, a, b, p ที่เราเรียนกันตอนมัธยม)

George Orwell – 1984

1984 เป็นหนึ่งในตำนานของงานวรรณกรรม และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพและแนวคิดของรัฐดิสโทเปียที่ถ่ายทอดผ่านตัวอักษรนั้นช่างชัดเจน (clear and vivid)

เรื่องราวของ 1984 ถูกเล่าผ่านตัวละครนามวินสตัน สมิธ ผู้ซึ่งทำงานให้กับกระทรวงแห่งความจริง (Minitrue) โดยคอยปรับแต่ง (manipulate) ประวัติศาสตร์ของสื่อสิ่งพิมพ์ให้มีความจริงเพียงความจริงเดียวเท่านั้น

████████████████████ ███████████████████████████████████████████████ ██████████████████ ██████████████████████████████████████ ███████████

██████████████████████

████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████████ ████████████████████████ █████████████████████████████████████████████████ ████

███████████████████████████ █████████████████████████████ ███████████████

██████████████████ ████████████████████████████████ ██████████████████████████ ██████████████████████████████████████ ██████████

โดยสรุปแล้ว 1984 สามารถถ่ายทอดแนวคิดของการมีอยู่ของ “มหารัฐ” ผ่านแง่มุมต่างๆ เช่น████████████, การควบคุม███████ผ่าน███████████และ██████████ รวมถึงแนวคิดแห่งการทำให้คน “ไม่สามารถคิดได้” เช่น █████, █+█=█, ███████████

ไม่มีข้อกังขาเลยว่าทำไม 1984 จึงเป็นนิยายระดับ “ตำนาน” ภาพของมหารัฐโอเชเนียที่ถ่ายทอดผ่านตัวอักษรออกมาสามารถทำให้ผมขนลุกประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชากรแห่งมหารัฐที่กำลังมีความคิดของตัวเอง และเพราะเหตุนี้ผมคงไม่ลังเลที่จะแนะนำว่า 1984 เป็นนิยายที่ทุกคนควรอ่านสักครั้ง (for once in a lifetime)

เป็ดน่ากลัว

เราอาจจะได้ยินการเปรียบเทียบคนที่ทำอะไรหลายๆ อย่างได้เป็น แต่ไม่เก่งจริงๆ สักอย่างว่าเป็นเป็ด
ว่ายน้ำได้ บินได้ แต่ว่ายก็ไม่คล่อง บินก็ไม่สวย

วันนี้ระบบส่งงานเก่าของรายวิชาที่เป็น TA มีปัญหานิดหน่อย ช่องทางปกติไม่สามารถส่งงานได้ ก็ใช้เวลาสองสามชั่วโมงในการเขี่ยระบบส่งชั่วคราวมาใช้

ข้างหลังก็ชุ่ยๆ ใช้ AJAX ยิง request ไปแบบขอไปที ตอนเขียนก็เขียน jQuery ธรรมดา ไม่มีอะไรพิสดาร

แต่อยู่ดีๆ ก็มานั่งนึกว่าตัวเองน่าจะทำอะไรได้เป็นมากพอในระดับนึง (ถึงแม้จะยังไม่เทียบชั้นคนอื่น) และพอเห็นแล้วว่า “เป็ด” ที่เก่งกว่าเรานี่น่ากลัวขนาดไหน

โลกนี้บางทีก็อาจจะไม่ได้ต้องการคนเฉพาะทางที่ลงลึกมากขนาดนั้น แต่อาจจะถูกขับเคลื่อนด้วยเป็ดที่ความสามารถตื้น แต่เยอะกว่า ทำงานได้หลายอย่างมากกว่าก็เป็นได้

ถึงกระนั้นก็ยังไม่นับตัวเองว่าเป็นเป็ด (เพราะกากเกิน :P) และไม่คิดว่าเป็นเป็ดดีจริงๆ อยู่ดี ฮา

แต่เป็ดที่เก่งน่ากลัวจริงๆ นะ

Yevgeny Zamyatin – We

This is a book to look out for. — George Orwell

อาจนับได้ว่า We โดย Yevgeny Zamyatin เป็นวรรณกรรมแนวดิสโทเปียชิ้นแรกๆ และเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้ George Orwell เขียน 1984

We เล่าเรื่องราวของประชากรรหัส (ciphers) ที่อาศัยอยู่ในมหารัฐ (one state) โดยอยู่ในจุดที่ความสุขทั้งหมดเกิดขึ้นแบบมีตรรกะ หลักการ และอยู่บนความคิดเชิงคณิตศาสตร์ที่ตรงไปตรงมา (rational) มาก
ตัวเอกของเรื่องซึ่งมีรหัสว่า D-503 เป็นวิศวกรต่อยานอวกาศนามว่าปริพันธ์ (Integral) ที่มีเป้าหมายเพื่อขยายอำนาจของมหารัฐสู่ดาวดวงอื่น

Zamyatin เป็นวิศวกรต่อเรือ นิยายเรื่องนี้จึงพบความเป็นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อยู่ค่อนข้างมาก (เช่น พูดถึงการใช้อนุกรมเทย์เลอร์มาแต่งเพลงด้วย “ความสวยงามทางคณิตศาสตร์ ที่ดีกว่าศิลปะของพวกมนุษย์โบราณ”)

หากอ่าน 1984 มาก่อน We จะพบว่าโครงเนื้อเรื่องของนิยายดิสโทเปียอาจจะสามารถเดาได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ We เลือกถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบันทึกของ D-503 ซึ่ง Zamyatin ประสบความสำเร็จอย่างมากในการปั้นตัวละคนที่มีคตินิยม (ideology) อันจำนนและไม่ขัดขืนต่อรัฐ
อันที่จริงแล้ว นอกจากความเป็นวิศวกรของ Zamyatin จะพบได้ในหนังสือเล่มนี้ เราอาจพบสังคมรัสเซียในช่วงนั้นสอดแทรกอยู่ด้วยก็เป็นได้ (เพราะ Zamyatin ถูกเนรเทศไปไซบีเรียถึงสองครั้ง)

ไม่แปลกเลยว่า We นับเป็นจุดเริ่มต้นของนิยายแนวดิสโทเปียจำพวกโลกหนึ่งอำนาจ แม้รายละเอียดบางส่วนอาจจะไม่ครบครันเท่านิยายรุ่นน้อง แต่ก็สามารถถ่ายทอดภาพของรัฐอำนาจเบ็ดเสร็จในหลายแง่มุมผ่านตัวละครที่ถูกล้างสมองแล้วได้เป็นอย่างดี

(อ่านจบหลัง 1984 แต่เขียนถึงก่อน 1984 และซื้อมาหลัง Brave New World แต่หยิบมาอ่านก่อน ฮา)

ไม่มีอะไรทำให้ไม่คิดถึงคุณ

เวลาไม่มีอะไรทำให้ไม่คิดถึงคุณ มันก็จะแย่หน่อย

ตั้งแต่เดินในสถานที่เก่าๆ ที่เดินด้วยกัน คุยประโยคที่เคยคุยถึงคุณกับเพื่อน หยิบจดหมายเก่าขึ้นมาอ่าน นอนตรงฟูกที่ชอบนอนคอลกับคุณ นั่งดูสติ๊กเกอร์แปะโน้ตบุ๊คที่คุณเป็นคนวาด

เชื่อไหม แม้แต่ตั้งชื่อเซิร์ฟเวอร์ใหม่ กับนั่งเขียนโปรแกรม เรายังคิดถึงคุณเลย

คุณน่าจะรู้ว่าเราชอบพูดว่า “I can neither confirm nor deny” แต่คุณรู้ไหมว่าคุณคือคนแรกที่กล้าสวนเราว่า “Then I’ll take that as a yes”
จากที่เคยคิดว่าคุณน่ารักดี แค่นั้นเราก็รู้สึกว่าคุณใช่แล้ว จะมีสักกี่คนที่กล้าสวนเราแบบนี้ และทำให้เราได้พูดตรงๆ ว่าคิดอะไรอยู่

เมื่อวานเพื่อนพูดประโยคนี้เป๊ะๆ กับเรา เราเข้าใจเลยว่าการเจ็บปวดทางอารมณ์ที่ลามมาถึงความเจ็บปวดทางร่างกาย (physically) มันเป็นยังไง

ทุกความทรงจำ ทุกเรื่องที่เราทำ มันก็โยงไปหาคุณได้หมดแหละ

ตลอดเวลาที่มีคุณ เรามีความสุขมากเลยนะ เสียดายที่มันสั้นไปแค่นั้นเอง

รูปคู่ยังอยู่ในเคสไอแพดและความทรงจำของเรา ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งรอยยิ้ม น้ำตา เสียงเพลง และเสียงร้องไห้ ยังอยู่ในความทรงจำของเราหมด แล้วเรื่องของเราอยู่ในความทรงจำของคุณบ้างไหม

คุณบอกให้เราเปลี่ยนความเศร้าเป็นงานศิลปะ แต่เรากลับรู้สึกว่าโลกที่ไม่มีคุณมันต่างออกไปเสียเหลือเกิน เราทำงานได้เยอะขึ้น เราอยู่ด้วยตรรกะมากขึ้น สิ่งที่หายไปคืออารมณ์บางอย่าง อย่างน้อยก็อารมณ์ที่ทำให้เขียนบล็อกได้เป็นวรรคเป็นเวร

ความรู้สึกเดียวที่รู้สึกได้จริงๆ คือเหงา และคิดถึง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เราจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเรายิ้มเท่าตอนมีคุณบ้างหรือเปล่า

เคยบอกใครหลายคนไว้ว่าถ้าติ่มซำกับหมูกรอบเรามันอร่อยเราก็อยู่คนเดียวได้ แต่มันไม่อร่อยแล้ว

คิดถึงแหละ แต่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดถึงด้วยซ้ำในความจริง

อยู่ตรงนั้นขอให้คุณมีความสุขนะ

Haruka Murakami – Norwegian Wood

Norwegian Wood (ฉบับแปลไทย: ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย) เป็นนิยายของ Haruka Murakami เล่าเรื่องผ่านบันทึกของตัวละคนชื่อโทรุ ณ ช่วงเวลาที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

โทรุตกหลุมรักนาโอโกะ อดีตแฟนสาวของคิซุกิ — เพื่อนสนิทของทั้งคู่ที่จากไปก่อนเวลาอันควร — การเลือกทางเดินชีวิตของนาโอโกะ และสังคมในมหาวิทยาลัยของโทรุ ต่างก็เป็นตัวกำหนดทิศทางของทางเดินชีวิต สังคม ความสัมพันธ์ และการกระทำของทั้งสอง

ตัวนิยายเรียบเรียงมาโดยให้ความรู้สึกเหมือนอ่านอัตชีวประวัติ (autobiography) ของโทรุเสียมาก ต้นเรื่องเปิดมาด้วยการบรรยายปัจจุบันของโทรุ ก่อนเขาจะค่อยๆ เล่าย้อนอดีตไปทีละช้าๆ

ส่วนตัวไม่ได้อ่านนิยายนานมากแล้ว (โดยเฉพาะนิยายรัก) จึงไม่สามารถพิจารณาและวิพากษ์งานเขียนได้ดีสักเท่าไหร่ (รวมถึงพูดไม่ออก) แต่หากต้องกล่าวอะไรสักเล็กน้อย ตัวนิยายทำออกมาได้ดีในการเล่าความสัมพันธ์ของตัวละคร ผ่านความรู้จัก ความผูกพัน เซ็กส์ ความรัก และความตาย ได้อย่างมีชั้นเชิงอยู่ทีเดียว

ตั้งใจว่าหากมีเวลาว่างจะกลับมาอ่านให้ละเอียดอีกรอบหนึ่ง

Letters are just pieces of paper. Burn them, and what stays in your heart will stay; keep them, and what vanishes will vanish.

คงมีแต่คำว่าขอโทษ

เราไม่มีทางรู้เลยว่าการกระทำใดของเราที่เรามุ่งเจตนาสื่อสารบางอย่าง ผู้รับสารนั้นจะตีสารนั้นเหมือนที่ผู้ส่งสารส่งออกไปไหม

การพูดสนทนามีสาสน์มากกว่าตัวข้อความเอง  — น้ำเสียง วาจา สีหน้า — สิ่งเหล่านี้ถูกทอนทิ้งผ่านการส่งข้อความ
หรือแม้แต่การตีความน้ำเสียงและสีหน้า ก็ย่อมเป็นปัจเจก คือขึ้นอยู่กับบุคคล

นับประสาอะไรกับการกระทำ? เรามั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เรากระทำนั้นจะสื่อสารไปถึงผู้รับจริงๆ ตามที่เราเจตนา
หากสาสน์ที่เราส่งไปกลายเป็นความอึดอัดใจ ความไม่สบายใจ คงไม่ใช่เพียงเธอที่รู้สึกแย่ แต่คงเป็นทั้งสองฝ่าย — คงเป็นเราที่ทำร้ายเธอทางอ้อมด้วย

เมื่อความพยายามแสดงความจริงใจกลายเป็นการคุกคามในสายตาอีกฝั่ง ความอึดอัดย่องเกิดขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้ และคงเป็นความอึดอัดที่ทำให้ความสัมพันธ์ต้องถอยหนี

ไม่ว่าเจตนาจะเป็นอย่างไร ความอึดอัดใจที่ก่อขึ้นในอีกฝั่งหนึ่งก็ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปไม่ใช่น้อย ความรู้สึกนี้ไม่เคยมีผลดีต่อใคร

เมื่อนั้น คงมีแต่คำว่าขอโทษ

ถ้าเธออ่านอยู่ เราขอโทษนะ เราขอให้เธอมีความสุขมากๆ นะ

คงไม่มีคำว่าขอบคุณ

เมื่อคนสองคนแยกย้ายห่างจากกันออกไป สิ่งที่เหลือคือเรื่องราวและความทรงจำที่ดี
แม้จะมีคนบอกว่าความทรงจำดีๆ เป็นอะไรที่จะติดตรึงไปตลอด แต่ถึงกระนั้นก็มีปัจจัยหลายอย่างมากกว่าตัวความทรงจำเองที่จะบันทึกไว้ว่าความทรงจำนั้นดีหรือไม่ดี

เมื่อความสัมพันธ์ถอยลง สิทธิ์ขาดในการกำหนดระยะความสัมพันธ์นั้นขึ้นกับคนคนเดียว นั่นคือคนที่เลือกระยะห่างที่สุดให้กับความสัมพันธ์
ความพยายามในการเข้าหาของคนที่พยายามมากกว่าคงไม่เกิดประโยชน์ประการใดเลยหากเป็นอีกฝั่งหนึ่งที่ถูกปิดกั้น

และเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือกที่จะสร้างความบาดหมาง เย็นชา การทะเลาะเบาะแว้งก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เมื่อนั้นภาพแห่งความบาดหมางก็คงค่อยๆ ก่อตัวหนา

แม้ความทรงจำที่ดีจะมีอยู่ แต่หากทุกครั้งที่หวนคิดถึงมัน กลับกลายเป็นภาพเลวร้ายที่ซัดโถมมากลบความทรงจำ เป็นภาพเหล่านั้นที่ทำให้วันและเวลาดีๆ หายไป ใบหน้าที่ควรจะยิ้มเมื่อนึกถึงมันกลับเต็มไปด้วยน้ำตาและเสียงสะอื้น

เมื่อภาพที่เลวร้ายถาโถมจนกลบความรู้สึกดีๆ เมื่อนั้นก็คงไม่มีคำว่าขอบคุณต่อกันอีก เพราะภาพความทรงจำดีๆ คงไม่ใช่ภาพที่อยากนึกถึง — หรือแม้แต่จดจำอีกต่อไป

ตามหาคุณ

“สิ่งที่เราอยากทำไม่ใช่อะไรใหญ่หลวงหรอก เราแค่อยากเจอคนที่รักเราจริงๆ เราอาจจะยอมพลิกแผ่นดินหาคนคนนั้นด้วยซ้ำ”

“ถ้าสิ่งที่เธอกำลังทำคือตามหาคนที่รักเธอ สิ่งที่เราจะทำคือทำให้เธอเชื่อว่าคนที่เธอตามหาอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว”

“งั้นสิ่งที่เราอยากทำ ก็คือรัก ไว้ใจ และเชื่อใจใครสักคน”

“ไม่ง่าย กว่าจะทำได้ถึงตรงนั้น แต่ก็คงไม่ยาก เพราะรู้ตัวอีกทีเรารู้สึกแบบนี้กับเธอไปแล้ว”

ใกล้ๆ หู

เขาอยู่กับเธอ บันไดเลื่อนกำลังเลื่อนขึ้น ทั้งคู่กำลังไปชานชาลารถไฟฟ้า
ตลอดที่เขาอยู่กับเธอ เธอเรียกเขาว่า “เธอ” และเรียกตัวเธอเองว่า “เรา”

เขาตั้งคำถาม หรือวันนี้เขาฝันไป? โอกาสที่ได้อยู่กับเธอช่างดูไม่น่าเป็นไปได้
อันที่จริงเขารู้ว่านี้ไม่ใช่ฝัน แต่ก็ไม่อยากเชื่อตัวเองสักเท่าไหร่

“นี่” เขาเอ่ย เธอยิ้มให้เล็กน้อย
“เรียกชื่อเราให้เราได้ยินสักทีได้หรือเปล่า” เขากล่าวออกไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขอมากเกินไปไหม

เธอยิ้มเล็กน้อย ดึงเขามาจับมือ เอ่ยชื่อเขาเบาๆ ที่ข้างหู
“ชอบนะ” เสียงหวานเสียงนั้นดังขึ้นต่อจากชื่อของเขา

เขายิ้ม ทั้งที่ขอเกินไป แต่กลับได้เกินกว่าที่ขอ
พลันหันหน้าหนีพร้อมพยายามเก็บยิ้ม แต่ความรู้สึกนั้นเกินกว่าจะสามารถซ่อนได้

แล้วทั้งคู่ก็ยิ้มออกมาด้วยกัน

ขอบคุณนะครับ แมรี่ :)